The Competency Forum 2026 ศธ.-สพฐ.-กสศ.​ เปิดโมเดล TSQM พลิกโรงเรียนไทยสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน

The Competency Forum 2026 ศธ.-สพฐ.-กสศ.​ เปิดโมเดล TSQM พลิกโรงเรียนไทยสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน

ศธ.-สพฐ.-กสศ. ขับเคลื่อน TSQM พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สร้างเด็กไทยเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และพลเมืองคุณภาพของโลก

TSQM

     กรุงเทพมหานคร, 11 กรกฎาคม 2569กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผนึกกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทย ผ่านการพัฒนา "สมรรถนะผู้เรียน" (Competency-based Education) เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็น นักคิด นักสร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และพลเมืองคุณภาพของประเทศและของโลก ผ่านโครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM)

     ความร่วมมือดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านงาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่ระบบการศึกษาทั่วประเทศ

ศธ. ชูสมรรถนะผู้เรียน กุญแจสำคัญของการศึกษาไทย

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กและเยาวชนจำเป็นต้องมีทักษะที่มากกว่าการท่องจำ แต่ต้องสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ แก้ไขปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และสถานศึกษา เพื่อสร้างผู้เรียนที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

     พร้อมระบุว่า โครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีแนวทางสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะมุ่งสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามบริบทของตนเอง โดยไม่เพิ่มภาระงานให้ครู แต่ช่วยเสริมศักยภาพโรงเรียนให้สามารถยกระดับคุณภาพและขยายผลสู่โรงเรียนอื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

     นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TSQM ร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษา เพื่อให้โรงเรียนเป็นฐานสำคัญในการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus

"หากเราต้องการให้เกิด Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว.

สพฐ. ชูโรงเรียนต้นแบบขับเคลื่อนสมรรถนะผู้เรียน กสศ. เผย TSQM ยกระดับโรงเรียนกว่า 1,500 แห่ง เด็กได้รับประโยชน์กว่า 385,000 คน

     ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพผู้เรียนจะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ได้อาศัยเพียงนโยบายหรือแนวคิดเชิงหลักการเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ครู เขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่ร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่า ประสบการณ์และบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า โรงเรียนไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หากได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือ องค์ความรู้ และระบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

สพฐ. ชวนครูเป็น "น้ำครึ่งแก้ว" เปิดใจเรียนรู้และต่อยอด

     ดร.ภูธร กล่าวว่า เวที The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนเปิดใจเรียนรู้ เปรียบเสมือนการเป็น "น้ำครึ่งแก้ว" เพื่อรับองค์ความรู้ใหม่และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง

"สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็นำไปต่อยอด สิ่งที่ยังขาดก็นำไปเติมเต็ม สิ่งสำคัญคือการค้นหาให้พบว่าโรงเรียนของเรายังต้องพัฒนาเรื่องใด และเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพราะไม่มีโรงเรียนใดเหมือนกัน และไม่มีนักเรียนคนใดที่มีศักยภาพเหมือนกัน"

   ท​ดร.ภูธร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กทุกคนล้วนมีความถนัดและพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ก็จะสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้

     พร้อมย้ำว่า แม้แต่ละโรงเรียนจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน แต่ทุกแห่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีสมรรถนะ พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

กสศ. เชื่อ "เด็กทุกคนมีศักยภาพ" ไม่ว่ามาจากพื้นเพแบบใด

     ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. ยึดมั่นในหลักการว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพ และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเผชิญข้อจำกัดในรูปแบบใดก็ตาม

     ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเด็กที่มีผลการเรียนดีที่สุด แต่คือการทำให้เด็กทุกคนสามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็น "ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด"

"คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะสร้างเด็กที่เก่งที่สุดได้หรือไม่ แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เด็กแต่ละคนค้นพบคุณค่าของตนเอง และเติบโตตามศักยภาพที่มี"

TSQP ต่อยอดสู่ TSQM เปลี่ยนโครงการให้เป็น "ขบวนการ"

     ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. ได้ริเริ่ม โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program : TSQP) ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach)

     ตลอดระยะเวลา 4 ปี การดำเนินงานไม่ได้หยุดอยู่เพียงรูปแบบของ "โครงการ" (Project) แต่พัฒนาไปสู่ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ซึ่งเป็น "ขบวนการ" (Movement) ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการศึกษา (Education Systems Transformation) ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ผลสำเร็จ TSQM ครอบคลุมกว่า 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ

     ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของ TSQM มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

  • ครอบคลุมโรงเรียนมากกว่า 1,500 แห่ง

  • ดำเนินงานใน 49 จังหวัด

  • นักเรียนได้รับประโยชน์มากกว่า 385,000 คน

  • เกิดครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่เป็น Agentic Person หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก

  • มีหน่วยงานต้นสังกัดและภาคีในพื้นที่ร่วมบูรณาการทรัพยากรเพื่อพัฒนาโรงเรียน

  • มีโรงเรียนมากกว่า 3,600 แห่ง นำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล

     ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ครู หน่วยงานต้นสังกัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง

TSQM คือ "ขบวนการเปลี่ยนการศึกษาไทย"

     ​ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัจจุบัน TSQM ไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาโรงเรียน แต่เป็น "ขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด" ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบแนวทางพัฒนาคุณภาพของตนเองได้อย่างอิสระ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้บริบทของแต่ละพื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา

     กสศ. ทำหน้าที่เป็น "ลมใต้ปีก" ของโรงเรียน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และภาคีความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในโรงเรียนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน

สรุป

     งาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สะท้อนความร่วมมือของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการขับเคลื่อน Teacher and School Quality Movement (TSQM) เพื่อยกระดับโรงเรียนไทยจากการเน้นการท่องจำ สู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

    ตลอดการดำเนินงาน TSQM ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,500 แห่ง ใน 49 จังหวัด มีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 385,000 คน พร้อมขยายการใช้ระบบ Q-Info ไปยังโรงเรียนมากกว่า 3,600 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดูแลนักเรียนรายบุคคล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ "เด็กทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด" และสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Read More
THEOS-3 ยกระดับไทยจากผู้ใช้สู่ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ GISTDA สร้างผู้ประกอบการดาวเทียมมาตรฐานสากล

THEOS-3 ยกระดับไทยจากผู้ใช้สู่ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ GISTDA สร้างผู้ประกอบการดาวเทียมมาตรฐานสากล

GISTDA เปิดเกมรุก THEOS-3 ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย สร้างผู้ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมมาตรฐานระดับโลก

GISTDA​ THEOS-3

     กรุงเทพมหานคร, 8 กรกฎาคม 2569สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าผลักดัน โครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-3 ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับประเทศไทยจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยีอวกาศ" สู่ "ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ" ผ่านการผลักดันให้ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมดาวเทียมระดับโลก

     โครงการ THEOS-3 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา New Space Economy ของประเทศไทย โดยกำหนดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ (In-country Procurement) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมและให้บริการด้านวิศวกรรมอวกาศตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

THEOS-3 ถ่ายทอดเทคโนโลยี Space-grade สร้างผู้ผลิตไทยสู่มาตรฐานอวกาศโลก

     ภายใต้โครงการ THEOS-3 ผู้ประกอบการไทยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมมาตรฐาน Space-grade จาก GISTDA ครอบคลุมกระบวนการออกแบบ การผลิต และการควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ

  • โครงสร้างหลักของดาวเทียม (Satellite Structure)

  • แผงด้านข้างตัวดาวเทียม (Satellite Side Panels)

  • ชิ้นส่วนที่ต้องรองรับสภาพแวดล้อมรุนแรงในอวกาศ

  • ระบบประกอบและทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอวกาศ

     นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีภาคเอกชนซึ่งสามารถผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมในระดับมาตรฐานสากลได้จริง และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การรับงานผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมให้กับโครงการอวกาศของต่างประเทศ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่ประเทศ

ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานอวกาศไทย รองรับโครงการดาวเทียมแห่งอนาคต

     GISTDA ยังได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมอวกาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ THEOS-2 มาจนถึง THEOS-3 ไม่ว่าจะเป็น

  • ห้องคลีนรูม (Clean Room)

  • ระบบทดสอบดาวเทียม

  • เครื่องมือและอุปกรณ์ทดสอบมาตรฐานอวกาศ

  • ซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมอวกาศ

     โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดตั้งอยู่ภายใน ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (Assembly, Integration and Test Center : AIT) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งพร้อมรองรับการพัฒนาดาวเทียมของประเทศไทยในระยะยาว ทั้งด้านการผลิต การทดสอบ และการพัฒนาบุคลากร

สร้างบุคลากรอวกาศกว่า 1,000 คน ขยายระบบนิเวศ Space Economy ไทย

     นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว โครงการ THEOS-3 ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยตั้งเป้าถ่ายทอดองค์ความรู้ให้บุคลากรกว่า 1,000 คน ครอบคลุม

  • วิศวกรของ GISTDA

  • ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านอวกาศ

  • นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน CubeSat

  • คณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

     เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศ (Space Ecosystem) ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างครบวงจร และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

THEOS-3 ปูทางประเทศไทยสู่ Space Economy และ Spaceport

     โครงการ THEOS-3 ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างดาวเทียมสำรวจโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ผ่านการสร้างผู้ประกอบการไทย พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศ และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลก

     ในระยะยาว GISTDA ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศที่แข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ รวมถึงเป้าหมายการมี Spaceport หรือฐานปล่อยยานอวกาศบนแผ่นดินไทย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกี่ยวกับ GISTDA

     สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เป็นหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีภารกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ดาวเทียมสำรวจโลก และระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

Read More
ททท. ยกระดับความร่วมมืออิสราเอล เดินหน้ากลยุทธ์ Value over Volume ดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงเข้าไทย

ททท. ยกระดับความร่วมมืออิสราเอล เดินหน้ากลยุทธ์ Value over Volume ดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงเข้าไทย

ททท. ต้อนรับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เดินหน้าความร่วมมือดึงนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเข้าไทย ชูแนวคิด “Value over Volume” พร้อมผลักดันเที่ยวบินตรง-โปรโมต Hidden Gems และเทศกาลระดับโลก

ททท

     กรุงเทพมหานคร, 6 กรกฎาคม 2569นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การต้อนรับ H.E. Dr. Alona Fisher-Kamm เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อม Mr. Eli Sneh อัครราชทูต และหัวหน้าฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวไทย–อิสราเอล พร้อมผลักดันการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอิสราเอลสู่ประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ "Value over Volume" ที่มุ่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ

     ในการหารือครั้งนี้ มี นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วมด้วย โดยทั้ง สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวของตลาดอิสราเอลที่กำลังจะมาถึง

ททท.-สถานทูตอิสราเอล เร่งผลักดันเที่ยวบินตรง เพิ่มโอกาสเดินทางเข้าไทย

     หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ การผลักดันให้มี เที่ยวบินตรง (Direct Flight) ระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มี สายการบิน EL AL Israel Airlines และ สายการบิน Arkia Israeli Airlines ให้บริการเที่ยวบินตรงมายังกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันในการจัดกิจกรรม Joint Promotion เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ (Quality Destination) และการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวอิสราเอล และประชาสัมพันธ์มาตรการ ยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) ที่จะปรับระยะเวลาพำนักเพื่อการท่องเที่ยวเหลือ 30 วัน

ดัน Hidden Gems–Big Events ดึงตลาด FIT และ Digital Nomad

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังเสนอความร่วมมือในการจัดกิจกรรม Familiarization Trip (Fam Trip) เพื่อนำผู้ประกอบการและสื่อจากอิสราเอลเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Hidden Gems) ทั่วประเทศไทย พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมและเทศกาลสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง อาทิ

  • เทศกาลสงกรานต์

  • ประเพณีลอยกระทง

  • งาน Vijit Chao Phraya

  • เทศกาลดนตรี Tomorrowland

     ทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิด "Value over Volume" ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักท่องเที่ยวอิสราเอลใช้จ่ายสูง พำนักเฉลี่ยเกือบ 20 วัน

     ข้อมูลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลแล้วกว่า 179,518 คน และคาดว่าเมื่อสิ้นปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมายังประเทศไทยประมาณ 442,530 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ภายหลังสถานการณ์ด้านการบินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

     ตลาดอิสราเอลถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง โดยมี

  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 99,350 บาทต่อคนต่อทริป

  • พำนักเฉลี่ย 19.2 วัน

  • กว่า ร้อยละ 93 เป็นนักท่องเที่ยวประเภท Free Independent Traveler (FIT) และ Digital Nomad

     นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองประเทศไทยเป็น Top of Mind Destination สำหรับการเดินทางระยะไกล ด้วยจุดแข็งด้านความปลอดภัย ความอบอุ่นของผู้คน ธรรมชาติ และการพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญ "Healing is the New Luxury" ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

     การหารือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มรายได้สู่เศรษฐกิจไทย และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Read More
“สร้างความมั่นคง ด้วยปัญญา” กอ.รมน. เปิดหลักสูตร สบม. รุ่นแรก ยกระดับความร่วมมือทุกภาคส่วน

“สร้างความมั่นคง ด้วยปัญญา” กอ.รมน. เปิดหลักสูตร สบม. รุ่นแรก ยกระดับความร่วมมือทุกภาคส่วน

กอ.รมน. เปิดอบรมหลักสูตร “สบม. รุ่นที่ 1” พัฒนาผู้นำความมั่นคง ผนึกภาครัฐ-เอกชน สร้างเครือข่ายรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

สบม. รุ่นที่ 1

     กอ.รมน. เปิดหลักสูตร “การเสริมสร้างผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน (สบม.) รุ่นที่ 1” ประจำปีงบประมาณ 2569 เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านความมั่นคง เสริมการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้แนวคิด "สร้างความมั่นคง ด้วยปัญญา"

     พิธีเปิดการอบรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก โดย ศูนย์การศึกษาและวิทยาการด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดโครงการอบรม หลักสูตรการเสริมสร้างผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน (สบม.) รุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

     พิธีเปิดการอบรมจัดขึ้นตามที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมี พลเอก สิรภพ ศุภวานิช จเร กอ.รมน. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลตรี วิรัช วทัญญู ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและวิทยาการด้านความมั่นคง กอ.รมน. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดหลักสูตร

     พลตรี วิรัช วทัญญู กล่าวว่า หลักสูตร สบม. รุ่นที่ 1 มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านความมั่นคงแก่ผู้บริหาร ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันป้องกัน แก้ไข และรับมือกับปัญหาความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงในอนาคต

     สำหรับเนื้อหาการอบรมครอบคลุมประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญต่อประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การรับมือขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์หรือ สแกมเมอร์ (Scammer) การรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานความร่วมมือ

     หลักสูตร การเสริมสร้างผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน (สบม.) รุ่นที่ 1 มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำนวน 45 คน ข้าราชการพลเรือน 35 คน และผู้แทนจากภาคเอกชน 20 คน โดยกำหนดจัดการอบรมเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2569

     ทั้งนี้ มี พลตรี มโนรถ สุทธิสำแดง ทำหน้าที่ผู้อำนวยการหลักสูตร รับผิดชอบกำกับดูแลการจัดการเรียนการสอน การเสริมสร้างองค์ความรู้ และการพัฒนาเครือข่ายผู้บริหารด้านความมั่นคงตลอดระยะเวลาการอบรม

     ในส่วนของภาคเอกชน นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นหนึ่งในผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม

     การเปิดหลักสูตร การเสริมสร้างผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคงภายใน (สบม.) รุ่นที่ 1 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการพัฒนาผู้นำยุคใหม่ให้มีวิสัยทัศน์ เข้าใจบริบทด้านความมั่นคงในทุกมิติ และสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "สร้างความมั่นคง ด้วยปัญญา"

Read More
ไฮยีน่า ไทยแลนด์ ผนึกนักบิดทั่วประเทศ จัด One Day Trip “อิ่ม 2 บุญ 1 วัน” หนุนการศึกษา-สืบสานงานบุญที่สิงห์บุรี

ไฮยีน่า ไทยแลนด์ ผนึกนักบิดทั่วประเทศ จัด One Day Trip “อิ่ม 2 บุญ 1 วัน” หนุนการศึกษา-สืบสานงานบุญที่สิงห์บุรี

ไฮยีน่า ไทยแลนด์ นำคาราวานบิ๊กไบค์กว่า 400 คัน บุกสิงห์บุรี สร้างบุญใหญ่ มอบทุนการศึกษาและบริจาคโลงศพ

กลุ่มไฮยีน่า ไทยแลนด์

     สิงห์บุรี – กลุ่ม ไฮยีน่า ไทยแลนด์ (HYENAS THAILAND) ผนึกกำลังเครือข่ายนักขับขี่บิ๊กไบค์จากทั่วประเทศ จัดกิจกรรมการกุศลครั้งใหญ่ “อิ่ม 2 บุญ 1 วัน (ONE DAY TRIP)” นำขบวนรถบิ๊กไบค์และรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson กว่า 400 คัน เดินทางสู่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมมอบทุนการศึกษา สนับสนุนสถานศึกษา และถวายโลงศพแก่ศาสนสถาน สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและความรับผิดชอบต่อสังคมของชุมชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย

     กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายแม็ค มอเตอร์เฮด ประธานกลุ่ม HYENAS THAILAND เป็นแกนนำ พร้อมด้วย นายโอ ประธานกลุ่ม The Nine, นายหนุ่ม ประธานกลุ่ม Air Force, นายโอ๋ ประธานกลุ่ม Air Force, นายนิก และ นายกิตติ หรือ เสี่ยกิต ดอนเมือง ร่วมกับเครือข่ายนักขับขี่บิ๊กไบค์จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

     นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง อาทิ กลุ่มปทุมไบค์เกอร์, กลุ่มดาวน์ทาวน์, กลุ่มเนโครแมนเซอร์ (Necromancer), กลุ่มเดอะซัน แก๊งค์ บันเทิง, กลุ่มเดอะ บารอน, กลุ่มบีเคไรเดอร์, กลุ่มแพนเทอร่า ลีโอ, กลุ่ม 9 ทัพ, กลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้, กลุ่มรังสิต ซิตี้, ร้านบอยโมโตไบค์, สุริยา ฟิวเนอรัล, กลุ่มเมย์เดย์, กลุ่มโกสต์ฟาร์เธอร์, กลุ่มเดอะโกสต์, กลุ่มเจเคไรเดอร์, กลุ่มเฮฟเวนเฮล, สายไหมไรเดอร์, วีเกไรเดอร์, กลุ่มหอมหวล, กลุ่มบาร์ดี้โดส และกลุ่มลำไทร รวมถึงสมาชิกนักขับขี่จากอีกหลายชมรมทั่วประเทศ

เริ่มต้นทริปบุญจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดสิงห์บุรี

     บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก โดยสมาชิกนัดรวมตัวเวลา 08.00 น.สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บริเวณมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของรถจักรยานยนต์ จัดระเบียบขบวน และถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเคลื่อนขบวนในเวลา 09.00 น. มุ่งหน้าสู่ โรงเรียนวัดยาง ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

มอบทุนการศึกษา สนับสนุนโรงเรียน พร้อมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว

     เมื่อเดินทางถึง โรงเรียนวัดยาง เวลา 10.00 น. สมาชิกทั้งหมดได้ร่วมกันประกอบกิจกรรมเพื่อสังคม โดยจัดพิธีทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา มอบทุนการศึกษา มอบสิ่งของจำเป็นให้แก่โรงเรียน และร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความร่มรื่นและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมให้กับสถานศึกษาและชุมชน

     ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ทุกคนได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายนักขับขี่จากหลากหลายจังหวัด

ถวายโลงศพ ณ วัดท่านวธรรมรังษี สร้างมหากุศลร่วมกัน

     ช่วงบ่าย ขบวนคาราวานเดินทางต่อไปยัง วัดท่านวธรรมรังษี ตำบลสิงห์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อประกอบกิจกรรมบุญครั้งที่สองของวัน ด้วยการถวายโลงศพ ซึ่งถือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลและช่วยเหลือผู้ยากไร้ในวาระสุดท้ายของชีวิต สร้างความอิ่มเอมใจแก่ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคน ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ

สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของชุมชนบิ๊กไบค์ไทย

     การจัดกิจกรรม “อิ่ม 2 บุญ 1 วัน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างประโยชน์แก่โรงเรียน วัด และชุมชนในจังหวัดสิงห์บุรี แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์เชิงบวกของผู้ใช้รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ที่ร่วมกันใช้พลังของเครือข่ายเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม ผ่านการทำกิจกรรมสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง

     กลุ่ม HYENAS THAILAND พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทุกกลุ่ม ได้กล่าวขอบคุณสมาชิก ผู้สนับสนุน และผู้ร่วมบริจาคทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจจนกิจกรรมประสบความสำเร็จ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ขับขี่อย่างปลอดภัย แบ่งปันสู่สังคม และสร้างคุณค่าร่วมกัน”

Read More
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายภารกิจสู่ภาคใต้ หนุนอาชีพผู้ยากไร้ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวพังงา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายภารกิจสู่ภาคใต้ หนุนอาชีพผู้ยากไร้ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวพังงา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเดินหน้าสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 32 ครัวเรือน จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฟรี พร้อมมอบจักรยานโรงเรียนในจังหวัดพังงา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าขยายโครงการสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ จังหวัดพังงา มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนยากจน 32 ครัวเรือน มอบจักรยานให้โรงเรียนในพื้นที่ชนบท 2 แห่ง รวม 20 คัน พร้อมจัด หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนเคลื่อนที่ ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป ทันตกรรม แจกแว่นสายตา ตัดผม และกิจกรรมเพื่อเด็กและเยาวชนฟรี รวมมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 818,755 บาท ภายใต้ความร่วมมือกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

     เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลนบปริง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นประธานฝ่ายมูลนิธิ พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก, นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ, นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชน

     ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี และ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้แก่ นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) และ นายสดใส โรจนวิชัย (สดใส รุ่งโพธิ์ทอง) ร่วมสร้างสีสันและให้กำลังใจประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม

มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 32 ครัวเรือน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

     การลงพื้นที่ครั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นจังหวัดลำดับที่ 7 ของการดำเนินโครงการในภาคใต้ จำนวน 32 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 792,955 บาท

     นอกจากนี้ ยังมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท จำนวน 2 โรงเรียน รวม 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมวงเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 818,755 บาท

จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ให้บริการประชาชนฟรี

     นอกจากการสนับสนุนด้านอาชีพแล้ว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังจัด หน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนเคลื่อนที่ พร้อมทีมแพทย์อาสา เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ให้บริการประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ได้แก่

  • ตรวจรักษาโรคทั่วไป

  • บริการทันตกรรม

  • แจกแว่นสายตา

  • บริการตัดผมชายและหญิง

  • กิจกรรมนันทนาการสำหรับเด็กและเยาวชน

     เพื่อส่งเสริมสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

     นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดหาอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

ช่วยเหลือแล้ว 870 ครัวเรือน มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท

     นายสุรพงษ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 ภาคกลาง 17 จังหวัด ช่วยเหลือ 98 ครัวเรือน

  • ระยะที่ 2 ภาคเหนือ 17 จังหวัด ช่วยเหลือ 230 ครัวเรือน

  • ระยะที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ช่วยเหลือ 485 ครัวเรือน

     นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2567 อีก 57 ครัวเรือน

     รวมตลอดโครงการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนแล้ว 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 17 ล้านบาท

เดินหน้าระยะที่ 4 ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้

     ปัจจุบัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุม 14 จังหวัด ได้แก่

  • ชุมพร

  • สุราษฎร์ธานี

  • ระนอง

  • นครศรีธรรมราช

  • พังงา

  • พัทลุง

  • สงขลา

  • ตรัง

  • สตูล

  • กระบี่

  • ภูเก็ต

  • ปัตตานี

  • ยะลา

  • นราธิวาส

     เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ยึดปณิธาน "ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต" มากว่า 116 ปี

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ขยายบทบาทจากการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ยากไร้ ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา การประกอบอาชีพ และการช่วยเหลือสังคม โดยยึดปณิธาน

"มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต"

เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรและยั่งยืน

Read More
นิโคตินแบบถุง 20 รายการผ่านเกณฑ์ FDA สหรัฐฯ ใช้ข้อความลดความเสี่ยงได้ แต่ย้ำไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ปลอดภัย

นิโคตินแบบถุง 20 รายการผ่านเกณฑ์ FDA สหรัฐฯ ใช้ข้อความลดความเสี่ยงได้ แต่ย้ำไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ปลอดภัย

FDA สหรัฐฯ อนุญาตนิโคตินแบบถุง 20 รายการใช้ข้อความ "ลดความเสี่ยง" หลังผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์ พร้อมย้ำไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบใดปลอดภัย และการเลิกใช้ยาสูบทุกชนิดยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

นิโคตินแบบถุง

     องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration: FDA) อนุมัติให้ผลิตภัณฑ์ นิโคตินแบบถุง (Nicotine Pouches) จำนวน 20 รายการ สามารถใช้ข้อความสื่อสารว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ยาสูบปรับลดความเสี่ยง (Modified Risk Tobacco Product: MRTP) ได้ ภายหลังผ่านการประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด โดย FDA ระบุว่าข้อความดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างของความเสี่ยงระหว่างผลิตภัณฑ์ และประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างมีข้อมูล

     อย่างไรก็ตาม FDA ย้ำว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใดที่ปลอดภัย และผู้ที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่ควรเริ่มใช้ ขณะที่การเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ

FDA อนุญาตใช้ข้อความ "ลดความเสี่ยง" หลังผ่านการประเมิน MRTP

     ประกาศดังกล่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ภายใต้หัวข้อ "FDA Authorizes 20 ZYN Nicotine Pouches to Be Marketed with Specific Modified Risk Claim"

     ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงทั้ง 20 รายการดังกล่าว ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาผ่านกระบวนการ Pre-Market Tobacco Application (PMTA) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 (2025) ก่อนที่จะได้รับอนุญาตเพิ่มเติมให้ใช้ข้อความสื่อสารด้านการลดความเสี่ยง (Modified Risk Claim)

     ข้อความที่ FDA อนุญาตให้ใช้ระบุว่า

"การใช้นิโคตินแบบถุงแทนการสูบบุหรี่อย่างสมบูรณ์ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งช่องปาก โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เมื่อเปรียบเทียบกับการสูบบุหรี่"

     ข้อความดังกล่าวได้รับอนุญาตเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินเท่านั้น และไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดภัย หรือปลอดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ดร. เบรท โคพาว ชี้ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

     ดร. เบรท โคพาว (Dr. Brett Koplow) รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Center for Tobacco Products: CTP) สังกัดองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า

     การพิจารณาคำขอเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบปรับลดความเสี่ยง มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใหญ่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง และอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความแตกต่างของอันตรายระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบแต่ละประเภท เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

     ดร.เบรท โคพาว ระบุเพิ่มเติมว่า การอนุญาตให้ใช้ข้อความลดความเสี่ยง จะช่วยให้ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการสูบบุหรี่ หากเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแทนการสูบบุหรี่อย่างสมบูรณ์

FDA ประเมินทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจของผู้บริโภค และผลกระทบต่อสาธารณสุข

     FDA ระบุว่า การอนุญาตผลิตภัณฑ์ประเภท Modified Risk Tobacco Product (MRTP) เป็นการอนุญาตเฉพาะรายผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงทั้งหมด

     ผลิตภัณฑ์ทั้ง 20 รายการที่ได้รับอนุญาตในครั้งนี้ มีระดับนิโคติน 3 มิลลิกรัม และ 6 มิลลิกรัม

     ในการพิจารณาคำขอ FDA ได้ประเมินปัจจัยสำคัญหลายด้าน ได้แก่

  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการลดการสัมผัสสารพิษ

  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ใช้

  • ความเข้าใจของผู้บริโภคต่อข้อความลดความเสี่ยง

  • ความเป็นไปได้ในการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเยาวชน

  • ผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรโดยรวม

    ผลการประเมินพบว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีความเพียงพอ ผู้บริโภคสามารถเข้าใจข้อความได้อย่างถูกต้อง และการใช้ข้อความดังกล่าวมีแนวโน้มก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณสุขโดยรวม

กำหนดติดตามผลหลังวางจำหน่าย หากใช้ในเยาวชนเพิ่มขึ้น FDA มีสิทธิเพิกถอน

     FDA กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องดำเนินการ ติดตามผลหลังการวางจำหน่าย (Post-Market Surveillance and Studies) เพื่อประเมิน

  • พฤติกรรมของผู้บริโภค

  • ความเข้าใจต่อข้อความลดความเสี่ยง

  • แนวโน้มการใช้ในประชากร

  • ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

     คำสั่งอนุญาตมีอายุ 5 ปี และสามารถยื่นขอต่ออายุได้

     อย่างไรก็ตาม หาก FDA พบว่าการทำตลาดในฐานะผลิตภัณฑ์ปรับลดความเสี่ยงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน หรือพบการเพิ่มขึ้นของการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ FDA สามารถเพิกถอนคำสั่งอนุญาตได้ทันที

FDA ย้ำ "เลิกยาสูบทุกชนิดดีที่สุด"

     FDA เน้นย้ำว่า

  • ไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใดปลอดภัย

  • ผู้ที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่ควรเริ่มใช้

  • การเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ

     อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน หากเปลี่ยนมาใช้นิโคตินแบบถุงที่ได้รับอนุญาตจาก FDA แทนการสูบบุหรี่อย่างสมบูรณ์ อาจช่วยลดการได้รับสารเคมีอันตรายจำนวนมากที่เกิดจากการเผาไหม้ของบุหรี่ได้

     ปัจจุบัน FDA ได้อนุญาตผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงรวม 26 รายการ ที่ผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์และเป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER