กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา เชื่อมศูนย์กีฬาและการแพทย์ จัดทำฐานข้อมูลการบาดเจ็บนักกีฬาระดับชาติ

กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา เชื่อมศูนย์กีฬาและการแพทย์ จัดทำฐานข้อมูลการบาดเจ็บนักกีฬาระดับชาติ

กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา–สภากายภาพบำบัด ลงนาม MOU พัฒนาระบบดูแลนักกีฬา ตั้งแต่ป้องกันถึงฟื้นฟู

ดูแลนักกีฬาไทยครบวงจร

     กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสภากายภาพบำบัด ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เดินหน้ายกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬาและกายภาพบำบัดทางกีฬา วางระบบดูแลนักกีฬาไทยตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ การตรวจประเมิน การรักษา การผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพและการกลับคืนสู่สนามอย่างปลอดภัย พร้อมพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ งานวิจัย และฐานข้อมูลการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาระดับชาติ

     เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว อาคาร 1 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา และกายภาพบำบัดทางกีฬา ยกระดับมาตรฐานการดูแลนักกีฬาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

     พิธีดังกล่าวมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นประธานในพิธี

     สำหรับบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา โดยมี นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ และ นายอัชรัฐ ยงทวี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ร่วมเป็นพยาน

     ส่วนบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ ศาสตราจารย์ ดร. กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด โดยมี นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ และ กภ. ฐณวัฒน์ ปริยัติฆรพันธ์ กรรมการสภากายภาพบำบัด ร่วมเป็นพยาน

กระทรวงสาธารณสุขเร่งเชื่อมระบบแพทย์กับกีฬา

     นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการความเชี่ยวชาญของกรมการแพทย์เข้ากับหน่วยงานด้านกีฬาและองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาระบบการดูแลนักกีฬา ตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ

     เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้รับบริการที่เหมาะสมตามสภาพอาการ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือกลับเข้าสู่การแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย โดยมีระบบดูแลต่อเนื่องตั้งแต่ระยะป้องกันการบาดเจ็บ การรักษา จนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ

     แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬาของ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ซึ่งกรมการแพทย์ระบุว่าระบบบริการมุ่งดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟู โดยใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักสรีรวิทยา และนักจิตวิทยา ร่วมประเมินและวางแผนการดูแลผู้รับบริการ

กรมการท่องเที่ยวและกีฬามุ่งเชื่อมการแพทย์กับวิทยาศาสตร์การกีฬา

     นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนากีฬาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักกีฬา

     ความร่วมมือระหว่างกรมพลศึกษาและกรมการแพทย์จะช่วยเชื่อมโยงระบบบริการทางการแพทย์เข้ากับวิทยาศาสตร์การกีฬาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบบริการเร่งด่วนสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขัน

     อีกส่วนสำคัญคือการเสริมศักยภาพของครูพลศึกษา ผู้ฝึกสอน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาล การป้องกันการบาดเจ็บ และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมหรือการแข่งขันกีฬาได้อย่างเหมาะสม

กรมพลศึกษาวางระบบดูแลนักกีฬาตั้งแต่ป้องกันถึงคืนสนาม

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การพัฒนานักกีฬาให้มีศักยภาพและก้าวสู่ความเป็นเลิศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบดูแลสุขภาพและสมรรถภาพทางกายควบคู่กันในทุกช่วงของการพัฒนา

     ระบบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ การตรวจประเมิน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพตามหลักวิชาการ เพื่อให้นักกีฬาสามารถกลับมาฝึกซ้อมและแข่งขันได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

     กรมพลศึกษาพร้อมสนับสนุนความร่วมมือในด้านการประสานงาน การดำเนินงานด้านกีฬา การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรและนักกีฬา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สภากายภาพบำบัดเร่งพัฒนามาตรฐานกายภาพบำบัดทางกีฬา

     ศาสตราจารย์ ดร. กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับสภากายภาพบำบัดมุ่งพัฒนามาตรฐานบริการและสมรรถนะของบุคลากรด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจัดประชุมวิชาการ และการศึกษาวิจัยร่วมกัน

     การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬา และสนับสนุนการพัฒนาความรู้และความก้าวหน้าของวิชาชีพกายภาพบำบัดทางกีฬา โดยเน้นการนำองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการมาใช้ในการดูแลนักกีฬาอย่างเหมาะสม

เชื่อมโรงพยาบาลเลิดสินกับศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา

     สาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับกรมพลศึกษา ครอบคลุมการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์เร่งด่วนสำหรับนักกีฬา การเชื่อมโยงระบบการรักษาและฟื้นฟูระหว่าง ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

     อีกประเด็นสำคัญคือการจัดทำ ฐานข้อมูลระดับชาติด้านการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย การวางแผน การพัฒนาระบบบริการ และการศึกษาวิจัยด้านเวชศาสตร์การกีฬาในประเทศไทย

     นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ มีบทบาทในส่วนของการพัฒนาระบบบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โดยข้อมูลของกรมการแพทย์ระบุว่า โรงพยาบาลเลิดสินมีทีมแพทย์เฉพาะทางและระบบเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนเล่นกีฬา การป้องกันการบาดเจ็บ การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังการบาดเจ็บและการผ่าตัด

MOU 2 ฉบับ วางกรอบความร่วมมือ 3–5 ปี

     สำหรับบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574

     ขณะที่บันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด กำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2572

     กรอบความร่วมมือทั้ง 2 ฉบับครอบคลุมการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการแพทย์ หน่วยงานด้านกีฬา และองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาระบบเวชศาสตร์การกีฬา พัฒนาหลักสูตรและศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมองค์ความรู้และงานวิจัยด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา ตลอดจนพัฒนาระบบบริการที่เชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการกลับเข้าสู่สนามกีฬาอย่างปลอดภัย

     ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นการวางระบบการดูแลนักกีฬาไทยให้เชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โรงพยาบาลเลิดสิน, ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา และสภากายภาพบำบัด ทั้งในด้านบริการทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา กายภาพบำบัด การพัฒนาบุคลากร ฐานข้อมูล และงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการดูแลนักกีฬาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดการบาดเจ็บจนถึงการกลับไปฝึกซ้อมและแข่งขัน

Read More
51 ปีงานทุนการศึกษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบ 910 ทุนแก่เยาวชน 156 สถาบัน สานภารกิจสร้างชีวิต

51 ปีงานทุนการศึกษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบ 910 ทุนแก่เยาวชน 156 สถาบัน สานภารกิจสร้างชีวิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างปัญญาชนคู่คุณธรรมสู่สังคม จัดพิธีมอบทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้ายและทุนต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2569 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้ายและทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี พ.ศ. 2569 รวม 910 ทุน จาก 156 สถาบันการศึกษา เป็นเงินทั้งสิ้น 12,615,000 บาท พร้อมเดินหน้ามอบทุนในส่วนภูมิภาค ตอกย้ำภารกิจด้านสังคมสงเคราะห์ภายใต้ปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

     เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้ายและทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร

     การมอบทุนครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา รวม 156 สถาบันการศึกษา จำนวน 910 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้แทนจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับทุน เป็นตัวแทนเข้ารับมอบทุนการศึกษา

     การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินงานด้านการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่องกว่า 51 ปี เพื่อช่วยให้เยาวชนสามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดจากปัญหาด้านทุนทรัพย์ และมีโอกาสพัฒนาความรู้ ความสามารถ ตลอดจนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

     สำหรับโครงการทุนการศึกษาประจำปี พ.ศ. 2569 ก่อนหน้านี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาระดับประถมศึกษาไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 1,500 ทุน โดยข้อมูลการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การมอบทุนระดับประถมศึกษาครอบคลุมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย”

     ขณะเดียวกัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมีแผนดำเนินการมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค หรือ “ทุนสัญจร” ต่อไปในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังเยาวชนในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดชัยภูมิ รวม 53 สถาบันการศึกษา จำนวน 265 ทุน

     เมื่อรวมการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจัดสรรงบประมาณสำหรับทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

     ภารกิจด้านการศึกษาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว โดยมุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีความตั้งใจเรียนและประพฤติดีสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้ แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินงานด้านสาธารณกุศลและขยายขอบข่ายการช่วยเหลือประชาชนในหลากหลายด้าน ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน โดยมุ่งช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา

     ภารกิจด้านการศึกษาจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งใช้ในการ “สร้างชีวิต” ให้แก่เยาวชน ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ได้รับทุนสามารถใช้โอกาสทางการศึกษาในการพัฒนาตนเอง สร้างอนาคตของครอบครัว และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป

     การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเดือดร้อน การดูแลคุณภาพชีวิต ไปจนถึงการสร้างโอกาสระยะยาวผ่านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคน

     ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Read More
จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

กรมพลศึกษาคัดเข้ม 900 เยาวชน เหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย สู้ศึกฟุตบอลโลก​ ISF Football World Cup 2026​ ที่จีน

ฟุตบอลนักเรียนโลก 2026

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าคัดเลือกนักฟุตบอลนักเรียนไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 900 คน ผ่านการคัดเลือก 3 รอบ ทั้งทักษะฟุตบอลและการประเมินด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ก่อนคัดเหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย เตรียมเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้น 30 วัน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 หรือ ISF Football World Cup 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนได้ก้าวสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเปิดกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกครั้งนี้มีนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 900 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น เพื่อประเมินทั้งทักษะฟุตบอล ความสามารถเฉพาะด้าน และสมรรถภาพทางกาย โดยกรมพลศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประกอบการคัดเลือก เพื่อให้ได้นักกีฬาที่มีความพร้อมสำหรับการเก็บตัวและเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินโครงการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยว่า กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักกีฬาระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ตั้งแต่การเข้ารับการคัดเลือกไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวด้วยว่า การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศของกรมพลศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศด้านกีฬาเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองจากการเข้าร่วมการแข่งขันกับนักกีฬาจากนานาประเทศ

คัดจากกว่า 900 คน เหลือ 162 คนในรอบแรก

     สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยครั้งนี้ มีผู้สมัครจากทั่วประเทศมากกว่า 900 คน โดยการคัดเลือกรอบแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี ก่อนคัดเลือกนักกีฬาจนเหลือจำนวน 162 คน เพื่อเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สอง

     ในการคัดเลือกรอบที่สอง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 กรมพลศึกษาได้นำนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาประเมินเพิ่มเติม พร้อมเปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นจากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกด้วย โดยพิจารณาจากนักกีฬาที่มีผลงานอยู่ในอันดับ 1–3 รวมถึงนักกีฬาที่มีผลงานดีเยี่ยม

     จากการประเมินทักษะและความสามารถด้านฟุตบอลอย่างรอบด้าน สามารถคัดเลือกนักกีฬาเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สามได้จำนวน 40 คน

ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาคัด 40 คน เหลือ 20 นักเตะ

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การคัดเลือกรอบที่สามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยกรมพลศึกษาได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินสมรรถภาพทางกายและความพร้อมของร่างกายของนักกีฬาอย่างละเอียด

     หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือ Functional Movement Screen หรือ FMS ซึ่งเป็นการประเมินท่วงท่าและรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เพื่อใช้พิจารณาความสามารถในการเคลื่อนไหวของนักกีฬา ขณะเดียวกันยังมีการทดสอบ Isokinetic เพื่อประเมินความแข็งแรง ความสมบูรณ์ และความสมดุลของกล้ามเนื้อ

     ข้อมูลจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับทักษะและความสามารถด้านฟุตบอล เพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมเข้าสู่ทีมตัวแทนนักเรียนไทยจำนวน 20 คนสุดท้าย

     การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก สอดคล้องกับแนวทางของกรมพลศึกษาในการนำองค์ความรู้และเครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมพลศึกษามีภารกิจด้านการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาหลายระดับ รวมถึงนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เป็นตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ

20 แข้งไทยเก็บตัวเข้ม 30 วัน ก่อนลุยฟุตบอลนักเรียนโลกที่จีน

     หลังจากได้รายชื่อนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทย 20 คนสุดท้ายแล้ว นักกีฬาทั้งหมดจะเข้าสู่โปรแกรม เก็บตัวและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การเก็บตัวจะมุ่งพัฒนาหลายด้าน ทั้งทักษะฟุตบอล สมรรถภาพทางกาย ความเข้าใจระบบการเล่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้นักกีฬาสามารถปรับตัวและทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนนักเรียนไทยบนเวทีนานาชาติได้อย่างเหมาะสม

     กรมพลศึกษาได้ประกาศหลักเกณฑ์การรับสมัครและคัดเลือกนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการคัดเลือกนักกีฬามาจากทั่วประเทศ และนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประเมินศักยภาพเพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมสูงสุด

     สำหรับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนโลกปี 2026 สหพันธ์กีฬานักเรียนนานาชาติ หรือ International School Sport Federation (ISF) ระบุการแข่งขันในชื่อ ISF Football World Cup – China 2026 โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปี 2026

ไม่ได้มุ่งเพียงผลการแข่งขัน แต่สร้างประสบการณ์เยาวชนไทยสู่เวทีโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการส่งนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันต่างประเทศ คือการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาความสามารถผ่านประสบการณ์จริง ได้เรียนรู้รูปแบบการเล่นและวัฒนธรรมกีฬาจากนานาชาติ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

     นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านฟุตบอลแล้ว การเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศยังเป็นโอกาสให้นักเรียนไทยได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของเยาวชนไทย และเผยแพร่เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย หรือ Soft Power สู่สายตานานาชาติ

     กรมพลศึกษาจึงวางกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับสมัครนักกีฬาจากทั่วประเทศ การคัดเลือกด้วยทักษะฟุตบอล การประเมินสมรรถภาพทางกายด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยจำนวน 20 คน ก่อนเดินทางไปทำหน้าที่ตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกจากผู้สมัครมากกว่า 900 คนจนเหลือ 20 คน จึงนับเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการเปิดเส้นทางให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนไทยได้สัมผัสการแข่งขันระดับนานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

#กรมพลศึกษา #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #ฟุตบอลนักเรียนไทย #ฟุตบอลนักเรียนโลก2026 #ISFFootballWorldCup2026 #ISF #ฟุตบอลเยาวชน #นักฟุตบอลเยาวชน #วิทยาศาสตร์การกีฬา #TeamThailand #ฟุตบอลไทย #PostUpNews

Read More
ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ดร.ณัฐวุฒิ ชี้บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ไม่ล้มหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” ย้ำ กกต.มีอำนาจตามกฎหมาย

กกต.มีอำนาจจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์

     กรุงเทพฯ – วันที่ 27 กันยายน 2569 จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีรหัสแท่ง หรือ Barcode และ QR Code ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อสงสัยว่าการมีรหัสดังกล่าวจะกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่

     ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. โดยคดีดังกล่าวเกิดจากกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งของ กกต. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่ารหัสดังกล่าวอาจทำให้สามารถสืบทราบตัวตนของผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้

    ประเด็นดังกล่าวได้รับการพิจารณาในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง โดยศาลได้ไต่สวนพยานและตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า หากพิจารณาตามหลักกฎหมายมหาชน ต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อกฎหมายให้อำนาจแล้ว ต้องพิจารณาต่อว่ามีกลไกหรือหลักเกณฑ์ใดกำกับการใช้อำนาจดังกล่าว

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยปกครองภายใต้หลักนิติรัฐ การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้

     สำหรับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า กกต.มีอำนาจตามกฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ขณะที่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง กำหนดให้สามารถมีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งได้

     ในมุมของ ดร.ณัฐวุฒิ การกำหนดรหัสบนบัตรเลือกตั้งมีวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยของบัตร เช่น การป้องกันการปลอมแปลงบัตร การเลียนแบบบัตร การใช้บัตรข้ามเขต หรือการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยการมีรหัสช่วยให้สามารถควบคุมและตรวจสอบที่มาของบัตรในกระบวนการจัดการเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการตรวจสอบย้อนหลังว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

     ดร.ณัฐวุฒิย้ำว่า ในมุมมองของตน การมี Barcode หรือ QR Code ไม่ได้หมายความว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับจนทราบผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละคนได้ เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งมีการแยกจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิออกจากกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความลับของการลงคะแนน

หลัก “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยคำว่า “โดยตรง” หมายถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทน และไม่ใช่ระบบที่ประชาชนเลือกตัวแทนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนอีกทอดหนึ่ง

     ส่วนคำว่า “โดยลับ” หมายถึง การลงคะแนนต้องดำเนินการในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถทราบหรือเปิดเผยได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนอย่างไร หรือเลือกผู้สมัครรายใด

     หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยอธิบายไว้ โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับเป็นหลักสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และการออกเสียงลงคะแนนโดยลับมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลหรือการแทรกแซงเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิยังอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการลงคะแนนโดยลับ โดยสาระสำคัญของแนวคำวินิจฉัยคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสามารถลงคะแนนโดยที่บุคคลอื่นไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบว่าตนตัดสินใจเลือกผู้สมัครรายใด

อธิบายกระบวนการรักษาความลับของบัตรเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายต่ออีกว่า กระบวนการรักษาความลับเริ่มตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ลงชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และลงชื่อในต้นขั้วบัตรตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนด จากนั้นจึงรับบัตรเลือกตั้งและเข้าไปทำเครื่องหมายในคูหาเลือกตั้งที่จัดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นมองเห็นการลงคะแนน

     หลังจากลงคะแนนแล้ว ผู้ใช้สิทธิต้องพับบัตรและนำไปหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง จากนั้นกระบวนการนับคะแนนต้องดำเนินการโดยเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบกระบวนการนับคะแนนได้

     อย่างไรก็ตาม ความเปิดเผยของการนับคะแนนไม่ได้หมายความว่าผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละรายจะถูกเปิดเผย เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนแล้วถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ข้อมูลต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิมีการจัดเก็บแยกจากบัตรเลือกตั้ง

     ในประเด็นนี้ ดร.ณัฐวุฒิมองว่า การแยกข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงย้อนกลับเพื่อระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยง่าย

Barcode และ QR Code กับการป้องกันการปลอมแปลงบัตร

     สำหรับข้อกังวลว่ารหัสบนบัตรเลือกตั้งสามารถนำไปสู่การตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่นั้น ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า หากจะระบุตัวผู้ใช้สิทธิและเชื่อมโยงไปถึงผลการลงคะแนน จะต้องมีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ครบถ้วน ทั้งบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ ขณะที่กระบวนการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวมีการแยกส่วนตามหลักเกณฑ์การรักษาความลับ

     เขาจึงเห็นว่า การมีรหัสบนบัตรเพื่อใช้ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตและจัดการบัตร ไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการเปิดเผยผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละราย

     ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของ กกต.ที่เคยระบุว่า Barcode และ QR Code เป็นมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร และการมีรหัสดังกล่าวไม่ได้ทำให้สามารถทราบว่าผู้ใช้สิทธิแต่ละรายกาเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยตรง

กกต.มีอำนาจบริหารจัดการเลือกตั้งภายใต้กรอบกฎหมาย

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง รวมถึงการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับกรณีที่อาจมีการทุจริตหรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

     ขณะเดียวกัน มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญกำหนดหลักว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ และกำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผลเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

     ดังนั้น ในมุมมองของ ดร.ณัฐวุฒิ การพิจารณาคดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง Barcode และ QR Code จำเป็นต้องพิจารณาทั้งเรื่องอำนาจตามกฎหมายของ กกต. วัตถุประสงค์ของการกำหนดรหัส วิธีการจัดเก็บบัตรและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะการปรากฏของ Barcode หรือ QR Code บนบัตรเพียงอย่างเดียว

“ความลับ” ต้องพิจารณาตลอดกระบวนการเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า หากมองกระบวนการเลือกตั้งเป็นภาพรวม ความลับไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในคูหาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และข้อมูลผู้มาใช้สิทธิภายหลังการลงคะแนนด้วย โดยต้องมีระบบควบคุมไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อเปิดเผยการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนแต่ละคน

     ในมุมนี้ เขาเห็นว่า การตรวจสอบเพื่อป้องกันบัตรปลอม การตรวจสอบจำนวนบัตร การตรวจสอบกระบวนการจัดส่งและจัดเก็บบัตร กับการตรวจสอบว่า “ใครเลือกใคร” เป็นคนละประเด็นกัน

     สำหรับการเก็บรักษาวัสดุและบัตรเลือกตั้ง ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบระยะเวลาตามกฎหมายและมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกภาพเพื่อป้องกันการนำบัตรออกจากสถานที่เก็บโดยมิชอบ และเมื่อพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย หากบัตรไม่ใช่ของกลางหรืออยู่ภายใต้คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ก็เข้าสู่กระบวนการทำลายตามหลักเกณฑ์

ย้ำคดีอยู่ระหว่างการวินิจฉัย ไม่ควรสรุปผลก่อนศาลมีคำวินิจฉัย

     สำหรับคดี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะนี้ยังต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.

    ประเด็นสำคัญของคดีคือการวินิจฉัยว่าการที่ กกต.กำหนดให้มี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยฝ่ายผู้ร้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการเชื่อมโยงรหัสดังกล่าวกับตัวผู้ใช้สิทธิและผลการลงคะแนน ขณะที่ กกต.ชี้แจงว่ารหัสมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตร และยืนยันว่าการลงคะแนนยังคงเป็นความลับ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นกระบวนการตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลจะมีความสำคัญต่อการสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง การใช้เทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และการคุ้มครองหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่กระบวนการเลือกตั้งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ควบคู่กับหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

     ในส่วนของมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดร.ณัฐวุฒิยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวถึงความต่อเนื่องของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงแนวคิดในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับนักลงทุนจากยุโรปเพื่อส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ ไม่ใช่ข้อสรุปหรือการประเมินของสำนักข่าว


#ข่าวการเมือง #บัตรเลือกตั้ง #บัตรเลือกตั้ง2569 #บัตรเลือกตั้งสส #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #QRCodeบัตรเลือกตั้ง #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้งโดยลับ #ออกเสียงโดยตรงและลับ #รัฐธรรมนูญ #ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #ดรณัฏฐ์ #AURELIANGROUP #PostUpNews

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” วิจารณ์การใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ หลัง “รังสิมันต์ โรม” เรียก “อนุทิน” ชี้แจง 8 ต.ค.

กมธ.กฎหมายเรียก อนุทิน

     กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติของคณะกรรมาธิการให้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นั้น

     ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฐวุฒิชี้ กมธ.มีอำนาจเรียก แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

      ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในกิจการที่คณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการ หรือเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่

      ข้อมูลของรัฐสภาระบุว่า อำนาจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในลักษณะเดียวกับพนักงานสอบสวน และการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของกันและกัน โดยกลไกของรัฐสภาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

      สำหรับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีหน้าที่กระทำกิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว

     ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับแล้ว

      กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดกลไกเกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการสามารถเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยอาจเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางวินัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย

      ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการไว้โดยตรง

      ดร.ณัฐวุฒิแสดงความเห็นว่า การไม่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของบุคคลแต่ละประเภทต้องพิจารณาตามสถานะและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปเหมารวมว่าผู้ถูกเรียกทุกคนจะมีความรับผิดหรือบทลงโทษในลักษณะเดียวกัน

ตั้งข้อสังเกตการใช้กลไก กมธ. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผ่านหลายกลไกของรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งแต่ละกลไกมีขั้นตอนและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

     สำหรับกรณีที่มีการเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า ควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเรียกดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการและพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 อย่างไร รวมถึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติกับกระบวนการสอบสวนและวินิจฉัยความผิดตามกระบวนการยุติธรรม

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดมีความผิด

ตั้งคำถามต่อการสื่อสารมติ กมธ. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

      ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมติของคณะกรรมาธิการผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ส่วนบุคคล โดยเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งมติและการสื่อสารข้อมูลต่อผู้ถูกเรียก รวมถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ

      ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การสื่อสารเรื่องการตรวจสอบบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐควรระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเท่ากับการถูกกล่าวหาหรือมีความผิดแล้ว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการวินิจฉัยความรับผิดเป็นคนละขั้นตอนกัน

     สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงนายรังสิมันต์ โรม ว่าอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรืออาจมีประเด็นด้านจริยธรรมหรือกฎหมายอื่นนั้น ดร.ณัฐวุฒิเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ โดยยังไม่ใช่ข้อยุติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย

ดร.ณัฐวุฒิย้ำ ภาคธุรกิจต้องการเสถียรภาพและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

       ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงมุมมองในฐานะนักลงทุนและนักธุรกิจว่า ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า และโอกาสการมีงานทำของประชาชนควรเป็นประเด็นสำคัญ

        ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายการดำเนินธุรกิจและเพิ่มการจ้างงาน โดยกล่าวถึงเป้าหมายการรับพนักงานประจำเพิ่มเติมประมาณ 50,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึง ไม่ใช่ตัวเลขการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

      สำหรับข้อเสนอทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนควบคู่กับการดำเนินการด้านกฎหมายและการเมือง โดยมองว่าความชัดเจนของนโยบายและบรรยากาศทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

     ทั้งนี้ ความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือประเด็นด้านจริยธรรมของบุคคลใด จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติจนกว่าจะมีผลการตรวจสอบหรือคำวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” มอง “กล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน เปิดทางเพิ่มเสียงสนับสนุนรัฐบาล

พรรคกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้าน

     กรุงเทพฯ – 22 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมือง หลัง พรรคกล้าธรรม พ้นจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปฝ่ายค้าน โดยมองว่าการเปลี่ยนบทบาทของพรรคการเมืองดังกล่าวสามารถส่งผลต่อดุลเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอาจเพิ่มเสียงสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาล

     สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า ได้ปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังการลงมติในวาระสำคัญแตกต่างจากมติของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าพรรคกล้าธรรมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 58 คน และจะยังประสานงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านชุดใหม่ประกอบด้วย 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง

     สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามทางการเมือง โดยมีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าพรรคกล้าธรรมได้แสดงความจำนงขอถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน ขณะที่การเข้าร่วมรัฐบาลยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลาที่ตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวว่า ในมุมมองด้านกฎหมายมหาชน การที่พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองและไม่ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านสามารถพิจารณาได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักการในระบอบรัฐสภา

     อย่างไรก็ตาม คำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือการเปลี่ยนสถานะจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ควรแยกออกจากตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไว้โดยเฉพาะ

     ในประเด็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ขณะที่การลงมติไม่ไว้วางใจต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มองว่า หากจำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อสมดุลทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะต่อการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และญัตติสำคัญต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงจริง ท่าทีของแต่ละพรรค และการลงมติในแต่ละวาระ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังเชื่อมโยงสถานการณ์การเมืองกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยระบุว่า ในฐานะนักลงทุน มองว่าความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุน พร้อมกล่าวถึงแผนธุรกิจของ บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ว่ามีแผนขยายธุรกิจและการจ้างงานในประเทศไทย

     ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และมีการจดทะเบียนบริษัทในเครือหลายแห่งในเดือนสิงหาคม 2569 โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านโครงสร้างธุรกิจที่สื่อรายงานแยกจากความเห็นทางการเมืองของ ดร.ณัฐวุฒิ

ดร.ณัฐวุฒิเตรียมร้องเรียนประเด็นการทำหน้าที่ของ กกต.

     นอกจากประเด็นพรรคกล้าธรรมแล้ว ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึงกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมระบุว่าเตรียมดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง

     ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงกระทำผิดตามที่กล่าวหา

     สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง และเคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้งที่มีความเห็นเสียงข้างน้อยในกรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุถึงการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในบางประเด็น

     ในด้านกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 42 กำหนดอำนาจของกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

     ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องอยู่บนหลักความสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติ ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการทำหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวพาดพิงถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเคยดำเนินการทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายสมชัย และยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องที่ตนเห็นว่ามีเหตุให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและการดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ

กล่าวถึงมาตรา 185 และการตรวจสอบการแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

     อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึง คือ มาตรา 185 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในการใช้สถานะหรือตำแหน่งเพื่อก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในลักษณะที่รัฐธรรมนูญกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เตรียมดำเนินการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของนักการเมืองบางราย โดยกล่าวถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองและการลงพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ มิใช่ข้อยุติทางกฎหมาย

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในบริบทของการดำเนินการทางกฎหมายที่ตนระบุว่าจะเดินหน้า โดยไม่ได้มีการนำเสนอว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด เนื่องจากการกล่าวอ้างหรือการเตรียมดำเนินคดีไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นมีความผิด

มุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนที่ต้องพิจารณาความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และบรรยากาศการลงทุน พร้อมกล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้างตำแหน่งงานในประเทศไทย

     เขาระบุว่า บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายกิจการและตั้งเป้าการจ้างงานในอนาคตประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ผู้บริหารบริษัทกล่าวถึง และยังเป็นแผนทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

     ส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนหรือกิจกรรมของกลุ่มการเมืองนั้น ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่าต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวควรแยกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

     สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล ตลอดจนการใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลผ่านรัฐสภา โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 ซึ่งต้องอาศัยเสียง สส. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอญัตติ

     ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองยังต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะกำหนดสถานะและทิศทางการทำงานทางการเมืองอย่างไร รวมถึงผลต่อการลงมติในวาระสำคัญของสภาผู้แทนราษฎร และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อไป

Read More
เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เตรียมร้องวินัยร้ายแรง พ.ต.อ.จิรัฏฐ์ รองผู้การฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปมกล่าวหาคุกคามทางเพศ

ร้องวินัยร้ายแรง

     กรุงเทพฯ – 21 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนและกล่าวโทษทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชา กรณี พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยผู้ร้องระบุว่ามีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่กดดัน และการแทรกแซงความสัมพันธ์ในครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง

     การยื่นหนังสือมีกำหนดในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ กองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว

ร้องสอบพฤติกรรมและการใช้อำนาจหน้าที่

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การร้องเรียนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีพฤติการณ์ที่ผู้ร้องเห็นว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยกล่าวถึงประเด็นการแสดงพฤติกรรมเชิงชู้สาว การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องระบุว่าหญิงรายดังกล่าวมีสามีและบุตรอยู่แล้ว

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง และจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำชี้แจงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอ้างมีพฤติกรรมคุกคามและใช้อำนาจกดดัน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่ารองผู้บังคับการรายดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อภรรยาของผู้กล่าวหา ทั้งการพูดจาในลักษณะเชิงชู้สาว การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และพฤติกรรมที่ผู้กล่าวหาเห็นว่าไม่เหมาะสมภายในสถานที่ทำงาน

     นอกจากนี้ ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการสั่งให้ภรรยาของผู้เสียหายปฏิบัติงานนอกเวลา รวมถึงมีการกดดันให้ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจว่าได้เลิกรากับสามีแล้ว โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือเรื่องตำแหน่งหน้าที่หากปฏิบัติตาม ขณะที่ฝ่ายหญิงปฏิเสธแต่ผู้ร้องระบุว่าได้รับแรงกดดันจนต้องยอมดำเนินการตาม

     ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยแสดงตนหรือกล่าวอ้างถึงความใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ฝ่ายหญิงเชื่อฟัง รวมถึงมีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการช่วยเหลือหรือการเลื่อนตำแหน่ง

อ้างครอบครัวได้รับผลกระทบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายผู้กล่าวหาได้รับ ครอบครัวของผู้กล่าวหาและบุตรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าบุตรสาวได้รับผลกระทบด้านสภาพจิตใจจนต้องหยุดเรียนและย้ายสถานศึกษา

     ส่วนประเด็นการติดตามพฤติกรรม ผู้ร้องระบุว่า เมื่อภรรยาไม่ได้กลับบ้าน ผู้กล่าวหาได้ตรวจสอบตำแหน่งรถผ่านระบบติดตามยานพาหนะ และพบว่ารถอยู่บริเวณใกล้สถานที่ทำงานของผู้ถูกกล่าวหา โดยฝ่ายผู้ร้องยืนยันว่าครอบครัวมีฐานะทางการเงินอยู่แล้ว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขอความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ภรรยาเข้ารับราชการเพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน

เตรียมดำเนินการทั้งทางวินัยและกฎหมาย

     สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า ฝ่ายผู้ร้องได้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้ทีมทนายความดำเนินการในส่วนของคดีอาญา โดยระบุถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ การคุกคามทางเพศ และการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง

     นอกจากนี้ ฝ่ายผู้ร้องเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงขอให้พิจารณามาตรการทางวินัยที่เหมาะสมตามระเบียบและกฎหมาย

     ฝ่ายผู้ร้องยังระบุว่าต้องการให้มีการพิจารณาย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง และขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง หากเห็นว่ามีมูลตามข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า หากพบว่าผู้บังคับบัญชารายใดละเลยหน้าที่ อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

     ทั้งนี้ การพิจารณาว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการทางวินัยในระดับใด เป็นอำนาจของหน่วยงานและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

“ต้องการความยุติธรรม” แต่ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุถึงจุดยืนของฝ่ายผู้ร้องว่า ต้องการให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และต้องการความเป็นธรรมให้กับครอบครัวของผู้กล่าวหา พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ หากข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานรองรับ

     อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของฝ่ายผู้ร้องไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้ชี้แจง

     จนถึงขณะจัดทำข่าว พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงต่อข้อกล่าวหาที่ฝ่ายผู้ร้องนำเสนอในข่าวฉบับนี้

     ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การกดดันข้าราชการหญิง และการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่

     หากมีความคืบหน้าจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านวินัย หรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ข่าวจะต้องนำเสนอคำชี้แจงและผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้ข้อมูลของทุกฝ่ายปรากฏอย่างรอบด้านและเป็นธรรม


#ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #จิรัฏฐ์กิติกุล #โรงเรียนนายร้อยตำรวจ #คุกคามทางเพศ #วินัยตำรวจ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ร้องเรียนตำรวจ #AURELIANGROUP #สุชาติชมกลิ่น #ข่าววันนี้

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER