สธ.ผนึกพันธมิตรดัน Thailand Wellness เปิดเวที GWS 2026 ภูเก็ต ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สากล

สธ.ผนึกพันธมิตรดัน Thailand Wellness เปิดเวที GWS 2026 ภูเก็ต ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สากล

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ภูเก็ต ต้อนรับผู้นำเวลเนสโลกกว่า 600 คนจากกว่า 30 ประเทศ

Global Wellness Summit 2026     กรุงเทพฯ – กระทรวงสาธารณสุขประกาศความพร้อมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art & Soul of Wellness” โดยเตรียมต้อนรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเวลเนสจากทั่วโลกกว่า 600 คน จากมากกว่า 30 ประเทศ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเวลเนสโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub 

     การเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการนำศักยภาพด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก สมุนไพรไทย นวดไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการเวลเนส มาต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Health for Wealth” เชื่อมโยงสุขภาพกับเศรษฐกิจ และใช้ภาคสุขภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New S-Curve ของประเทศ

     นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 สะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนส โดยรัฐบาลมุ่งใช้เวทีระดับโลกครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสไทย เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

     ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2567 หรือ ค.ศ. 2024 เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจเวลเนสอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโต 10.1% ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดสุขภาพและเวลเนสของไทยในระดับนานาชาติ

     นายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาพยาบาลที่ถูกมองในฐานะภาระค่าใช้จ่าย ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจจากสุขภาพผ่านยุทธศาสตร์ Health for Wealth โดยนำทุนทางสุขภาพ นวัตกรรม สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาของชุมชนมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันและขยายตลาดสู่ระดับโลก

     หัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 จึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นการใช้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดัน Thai Wellness Soft Power ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับนวดไทย สมุนไพรไทย อาหารเพื่อสุขภาพ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาว

     แนวทางดังกล่าวยังมุ่งให้ประโยชน์จากตลาดสุขภาพโลกกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ผู้ผลิตสมุนไพร และผู้ประกอบวิชาชีพด้านนวดไทย เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเวลเนสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กันไป

     สำหรับการจัดงาน Global Wellness Summit 2026 จังหวัดภูเก็ตได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ ที่พัก โรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้องกับเวลเนส โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

     ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดประชุม Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเวลเนสไทยให้เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำด้านวัตถุดิบและสมุนไพร ไปจนถึงผู้ประกอบการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว โรงแรม สปา ร้านอาหาร และบริการเวลเนส

     ในส่วนของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต จะมุ่งยกระดับจากการให้บริการที่พักทั่วไปไปสู่รูปแบบ Wellness Retreat และโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Wellness ขณะที่ธุรกิจสปาและนวดไทยจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบริการให้สามารถแข่งขันในระดับสากล รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านกายวิภาค หรือ Anatomy-Based มาใช้เพิ่มคุณภาพบริการและมูลค่าต่อผู้ใช้บริการ

     ด้านอาหารและโภชนาการ จะผลักดันแนวคิด Thai Wellness Cuisine หรืออาหารไทยเพื่อสุขภาพ โดยนำวัตถุดิบสมุนไพรและเมนูพื้นบ้านมาพัฒนาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมาตรฐานและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดระดับบน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิด “อาหารเป็นยา” และอัตลักษณ์ด้านอาหารของไทย

     สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะมีการเชื่อมโยงธรรมชาติ สปา วิถีชีวิตชุมชน อาหารเพื่อสุขภาพ และบริการด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Phuket Wellness Routes และสร้างประสบการณ์เวลเนสที่มีความโดดเด่นของประเทศไทย

     ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับจังหวัดภูเก็ตจากการเป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ไปสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสระดับโลก โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยทั้งด้านการแพทย์ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร การนวด อาหาร วัฒนธรรม ธรรมชาติ และบริการสุขภาพ มาประกอบกันเป็นระบบนิเวศเวลเนสที่มีศักยภาพในการแข่งขัน

     การขับเคลื่อนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงความต้องการวัตถุดิบอินทรีย์และสมุนไพรของโรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ และสถานประกอบการเวลเนส เข้ากับเกษตรกรและผู้ผลิตในพื้นที่ ตลอดจนผลักดันผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยและชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม

     ทั้งนี้ Global Wellness Summit เป็นเวทีประชุมระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และแวดวงวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด นำเสนอองค์ความรู้และงานวิจัย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเวลเนส ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรมเวลเนสโลก

     ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ GWS 2026 โดยมี กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการจัดงาน ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยเว็บไซต์ทางการของ Thailand Global Wellness Summit 2026 ระบุเจ้าภาพร่วม ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

     การจัด Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการนำศักยภาพด้านสุขภาพและเวลเนสขึ้นสู่เวทีโลก พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ Health for Wealth เชื่อมโยงสุขภาพ การท่องเที่ยว การลงทุน นวัตกรรม และเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเวลเนสไทย และเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็น Global Wellness Hub อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คำถาม–คำตอบ

Global Wellness Summit 2026 จัดที่ไหนและเมื่อไร?
Global Wellness Summit 2026 หรือ GWS 2026 ครั้งที่ 20 จัดระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย

Global Wellness Summit 2026 มีเป้าหมายอะไร?
เป็นเวทีสำหรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเวลเนสทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเวลเนสในอนาคต

ประเทศไทยต้องการผลักดันอะไรผ่าน GWS 2026?
ประเทศไทยต้องการใช้เวที GWS 2026 ยกระดับ Thai Wellness เชื่อมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ Global Wellness Hub

Health for Wealth คืออะไรในบริบทของ GWS 2026?
เป็นแนวทางที่มองสุขภาพเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนำองค์ความรู้ นวัตกรรม สมุนไพร นวดไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการเวลเนสมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ และเชื่อมโยงประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการและชุมชน

ทำไมประเทศไทยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GWS 2026?
ภูเก็ตมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ การแพทย์เชิงป้องกัน และบริการเวลเนส จึงมีความพร้อมในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้นำและนักลงทุนจากทั่วโลก

GWS 2026 มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศมากแค่ไหน?
ข้อมูลทางการระบุว่าคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 600 คน จากกว่า 30 ประเทศ รวมถึงผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเวลเนสโลก

ธีมของ Global Wellness Summit 2026 คืออะไร?
ธีมทางการของ GWS 2026 คือ “The Science, Art & Soul of Wellness” หรือ “วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณแห่งสุขภาพที่ดี”

Read More
สคส. รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องปีที่ 2 ต่อยอด PDPA Center–GPPC สู่การคุ้มครองข้อมูลเชิงรุก

สคส. รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องปีที่ 2 ต่อยอด PDPA Center–GPPC สู่การคุ้มครองข้อมูลเชิงรุก

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ 2569 ยกระดับ PDPA เชิงรุก ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” ตอกย้ำการทำงานเชิงรุก เปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ คำปรึกษา และการช่วยเหลือด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ Personal Data Protection Committee (PDPC) ได้รับ รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภท เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” โดยมี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) หรือ Office of the Public Sector Development Commission (OPDC) เป็นหน่วยงานผู้จัดและมอบรางวัล

     สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 โดยรางวัลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการบริหารราชการให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

     สำหรับรางวัลประเภท เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) เป็นรางวัลในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดแนวทางให้ความสำคัญกับการบริหารราชการระบบเปิด การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระดับการให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) และการรับฟังความคิดเห็น (Consult) รวมถึงการสร้างผลสำเร็จหรือการเปลี่ยนแปลงต่อองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

“PDPA เชิงรุก” เปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่การทำงานร่วมกับประชาชน

     ผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” สะท้อนแนวทางการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

     แนวคิดสำคัญของ สคส. คือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อประชาชนรู้จักสิทธิของตนเอง สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act B.E. 2562: PDPA) และมีช่องทางขอคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาหรือสงสัยว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนอาจถูกละเมิด

     แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การขยายช่องทางบริการประชาชน การสร้างองค์ความรู้ด้าน PDPA ให้เข้าถึงประชาชนและองค์กรในวงกว้าง รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พ.ต.อ.สุรพงศ์ ชี้รางวัลสะท้อนทิศทางการทำงานของ สคส.

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 เป็นเครื่องยืนยันถึงทิศทางการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มุ่งปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่เปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีความเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และรู้ว่ามีช่องทางหรือหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงได้จริงเมื่อสิทธิดังกล่าวถูกละเมิด

     แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางบริการและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมได้มากขึ้น

ขยาย PDPA Center–GPPC–e-Learning เข้าถึงประชาชนและองค์กร

     การดำเนินงานเชิงรุกของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลครอบคลุมหลายด้าน โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือการขยาย ศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ไปยังภูมิภาค เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงคำปรึกษาและการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้สะดวกยิ่งขึ้น

     อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนา Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) หรือแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA

     ข้อมูลจากโครงการ GPPC ระบุว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการผลักดันในระดับนานาชาติ และในปี 2569 โครงการ GPPC ได้รับรางวัล Champion Project จากเวที WSIS Prizes 2026 ภายใต้การประชุม World Summit on the Information Society Forum 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยอยู่ในหมวด The Role of Governments and All Stakeholders in the Promotion of ICTs for Development (AL C1) (ข่าวหุ้น)

     นอกจากนี้ สคส. ยังมีการสร้างเครือข่าย เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) และพัฒนาระบบ PDPC e-Learning เพื่อให้ประชาชนและองค์กรสามารถเรียนรู้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามแนวทางการสร้างความรู้และการเข้าถึงบริการด้าน PDPA

รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

     การได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ถือเป็นการได้รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

     ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้รับ รางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงานที่เกี่ยวข้องกับ ศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ซึ่งสะท้อนการพัฒนาช่องทางบริการประชาชนด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง

     ขณะที่ในปี 2569 ผลงานด้านดิจิทัลของ สคส. ยังได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ โดยโครงการ Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) ได้รับรางวัล Champion Project จาก WSIS Prizes 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบการประชุม World Summit on the Information Society Forum 2026 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สคส. เดินหน้ารับมือ AI และการเชื่อมโยงข้อมูล

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวถึงทิศทางการทำงานในระยะต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมุ่งทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านทุกช่องทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

     โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

     สคส. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมผลักดันให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจ เข้าถึง และสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐเป็นกลไกสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนางาน ยกระดับการบริการ และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง โดยในปี 2569 มีผลงานสมัครรับรางวัลรวมกว่า 2,000 ผลงาน และมีผลงานได้รับรางวัลใน 3 สาขาหลักรวมกว่า 240 รางวัล ตามข้อมูลของสำนักงาน ก.พ.ร.

Read More
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ 3 ชุมชน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้ มอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค

ช่วยผู้ประสบอัคคีภัย

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผนึกกำลังมูลนิธิและองค์กรการกุศลพันธมิตร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย และชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มอบเงินช่วยเหลือ เครื่องอุปโภคบริโภค และถุงยังชีพ พร้อมส่งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย รวมงบประมาณความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิพันธมิตรกว่า 8 แสนบาท

     ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชนของกรุงเทพมหานคร

     ภารกิจดังกล่าวครอบคลุม ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม ถนนพระรามที่ 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเงินสด พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ประสบภัยเป็นรายครอบครัวและรายบุคคล

     สำหรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตามข้อมูลการดำเนินงาน ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนละ 3,500 บาท เครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัวมูลค่า 2,500 บาทต่อชุด และเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคลมูลค่า 1,500 บาทต่อชุด โดยข้อมูลที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเผยแพร่สำหรับพื้นที่ชุมชนวัดประชาระบือธรรม ระบุว่ามีผู้ประสบภัย 30 คน จาก 15 ครอบครัว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 138,500 บาท ขณะที่มูลนิธิพันธมิตรอีก 3 แห่งร่วมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

     ส่วนพื้นที่ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ประสบภัย 11 ครอบครัว รวม 29 คน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 125,000 บาท ขณะที่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินคนละ 400 บาท รวม 11,600 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม รวม 290 กิโลกรัม มูลค่า 5,800 บาท ทำให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวรวม 142,400 บาท

     ขณะที่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและเปิดจุดรับลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนมักกะสัน ซอยสุขุมวิท 3 ณ วัดดิสหงษ์ษาราม โดยการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 33 หลังคาเรือน และมีผู้ประสบภัยประมาณ 94 คน

     นอกจากการช่วยเหลือโดยทีมเจ้าหน้าที่แล้ว อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังร่วมกระจายกำลังลงพื้นที่ในแต่ละชุมชน เพื่อแจกจ่ายสิ่งของและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์, นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และ นายวิวัฒน์ แก้วกำพลสกุล อาสาสมัครเฉพาะกิจ

     ภารกิจครั้งนี้ยังมี อาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่ นำโดย นายสัญญา พรนารายณ์, นายสมบูรณ์ จุลมุสิก หรือ ทศพล หิมพานต์, นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร หรือ หรูหรา, นางสาวพรชดา วราพชระ หรือ มะเหมี่ยว, นางสาวณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์ หรือ กานต์ และ นางสาวเบญญาภา จันใจ หรือ ขิม รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ร่วมแจกจ่ายเงินและสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย

มูลนิธิพันธมิตรร่วมเสริมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

     ในพื้นที่ ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต มีมูลนิธิพันธมิตรร่วมให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสดครอบครัวละ 1,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยข้อมูลทางการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่าการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ 4 มูลนิธิการกุศล และมีมูลค่ารวมในส่วนของทั้ง 4 มูลนิธิ 171,500 บาท

     สำหรับ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสดคนละ 400 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยรวมความช่วยเหลือจาก 3 มูลนิธิในพื้นที่เป็นเงินและสิ่งของมูลค่า 142,400 บาท

     ส่วน ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล, มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งในรูปแบบเงินสดและข้าวสาร ตามข้อมูลการช่วยเหลือที่ระบุในภารกิจครั้งนี้

ป่อเต็กตึ๊งย้ำภารกิจช่วยเหลือประชาชน

     การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้สะท้อนภารกิจของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย โดยนอกจากการมอบเงินและสิ่งของจำเป็นแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับทราบความเดือดร้อนโดยตรง และการส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายงานสาธารณกุศลในหลายด้าน โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์และช่วยเหลือประชาชนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างครอบคลุม

     ภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงานด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ

     ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิฯ และสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

     กรุงเทพฯ – วันที่ 6 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการใหญ่ บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. เตรียมเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีที่ตนได้กล่าวโทษบุคคล 6 ราย และประสงค์ให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อพิจารณาเรื่องหมายจับ

     บุคคลที่ ดร.ณัฐวุฒิระบุในหนังสือ ได้แก่ 1. นายสมชัย หรือชัย ศรีสุทธิยากร 2. นายปริญญา หรือเอก เทวานฤมิตรกุล 3. นายยิ่งชีพ หรือเป๋า อัชฌาชานนท์ 4. นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม 5. นายพงษ์ศักดิ์ หรือเม้ง จันทร์อ่อน และ 6. นางสาวลัดดาวัลย์ หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์

    ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตนร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งตนกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน รวมถึงข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน พร้อมระบุว่าได้เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และนำเอกสารหลักฐานประกอบการร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการระดมทุน

     ตามข้อมูลที่ ดร.ณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ ระบุว่าเหตุที่นำไปสู่การกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อความขอรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม–4 สิงหาคม 2569 โดยอ้างว่ามีบุคคลหลายรายเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีรับเงิน และมีการดำเนินการเกี่ยวกับกองทุน

     ดร.ณัฐวุฒิยังระบุว่า ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวว่าเป็นไปตามกฎหมายควบคุมการเรี่ยไรหรือไม่ และระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฟอกเงิน

     อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องเรียน และยังไม่ใช่ข้อยุติของพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล การกระทำความผิดของบุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงต้องได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม และผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีตามกฎหมาย

ขอคัดค้านการประกันตัว

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัวต่อพนักงานสอบสวนและผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยให้เหตุผลตามความเห็นของตนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพยานหลักฐานและพยานในคดี พร้อมระบุว่าในวันที่ 7 กันยายนจะนำเรื่องดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

    ทั้งนี้ การพิจารณาออกหมายจับหรือการอนุญาตให้ประกันตัวเป็นอำนาจของหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย ข่าวนี้จึงไม่อาจสรุปแทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้ว่าบุคคลใดจะถูกออกหมายจับหรือไม่ได้รับการประกันตัว

กรณีเหตุการณ์บริเวณ สน.ทองหล่อ

     สำหรับเหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อบริเวณสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ดร.ณัฐวุฒิให้ข้อมูลในมุมของตนว่า หลังจากเข้าให้ปากคำในฐานะผู้เสียหาย ได้พบกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากรบริเวณด้านหน้า สน.ทองหล่อ และเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับจักรยาน

     ดร.ณัฐวุฒิยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของตนในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาทำร้ายหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย พร้อมระบุว่าภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อบางส่วนอาจไม่แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด และขอให้สื่อมวลชนตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

     ขณะเดียวกัน จากข้อมูลในเอกสารต้นทางมีการระบุว่าดร.ณัฐวุฒิถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าเตรียมใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อดำเนินการกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ในประเด็นที่ตนเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการแจ้งความและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักข่าวขอสงวนการวินิจฉัยความผิดไว้เป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรม

     สำหรับประเด็นทั้งหมดในข่าวนี้ สำนักข่าวขอย้ำว่าเป็นการรายงาน คำให้สัมภาษณ์และข้อมูลที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นำเสนอในฐานะผู้ร้องเรียน/ผู้กล่าวหา มิใช่การยืนยันว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

     การที่บุคคลใดมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิด และยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นอย่างอื่น

     สำนักข่าวจะนำเสนอข้อมูลจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงคำชี้แจงจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาเมื่อมีข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

     หมายเหตุ: ข่าวนี้จัดทำขึ้นจากข้อมูลและคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ตามเอกสารที่ได้รับ ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้องเรียน ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่ข้อเท็จจริงที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

Read More
สคส. ไม่หยุดพัฒนาคน เดินหน้าสอบวัดระดับเจ้าหน้าที่ PDPC พร้อมรับมือความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ไม่หยุดพัฒนาคน เดินหน้าสอบวัดระดับเจ้าหน้าที่ PDPC พร้อมรับมือความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ยกระดับเจ้าหน้าที่ PDPC ผ่านการสอบวัดความรู้ รับมือกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลยุคดิจิทัล

PDPC

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้ายกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จัดสอบวัดระดับความรู้และความเข้าใจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อพัฒนาความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงาน ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และดูแลสิทธิของประชาชนได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร สอดรับกับบริบทการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งรูปแบบการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีใหม่ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีทั้งความรู้ด้านกฎหมาย ความเข้าใจด้านเทคนิค และทักษะการสื่อสารที่เหมาะสมสำหรับการให้บริการประชาชน

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวว่า การสอบวัดระดับความรู้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองภายในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการให้คำปรึกษา การรับเรื่องร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และความเชื่อมั่นของประชาชน

     “การสอบวัดระดับไม่ใช่เพียงการประเมินผลบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของ สคส. เราต้องการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะทุกคำปรึกษา ทุกเรื่องร้องเรียน และทุกการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิและความเชื่อมั่นของประชาชน” พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

     สำหรับการสอบวัดระดับความรู้ของบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายมิติ ครอบคลุมหลักการและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล แนวทางการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน การจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกรณีศึกษาที่สะท้อนสถานการณ์ร่วมสมัย

     การประเมินองค์ความรู้ดังกล่าวมุ่งให้บุคลากรสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านกฎหมายและหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ากับการปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการให้คำแนะนำแก่ประชาชนและหน่วยงาน การพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล และการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

     นอกจากการสอบวัดระดับความรู้แล้ว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยงาน การทบทวนกรณีศึกษา และการติดตามแนวโน้มความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และทักษะได้อย่างต่อเนื่อง

     การพัฒนาบุคลากรยังมีความสำคัญต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งล้วนทำให้รูปแบบการจัดเก็บ ใช้ เปิดเผย และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลมีความซับซ้อนมากขึ้น

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งมิติทางกฎหมายและมิติทางเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างรอบด้านและให้คำแนะนำแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเริ่มจากบุคลากรที่มีความรู้และพร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการทำงานภายในควบคู่กับการขยายการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการคำปรึกษา ใช้สิทธิ หรือขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สามารถเข้าถึงเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และพร้อมให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

     “สคส. จะไม่หยุดพัฒนา เพราะโลกดิจิทัลไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง เราพร้อมยกระดับคน ยกระดับระบบ และยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย” พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวทิ้งท้าย

     การเดินหน้ายกระดับบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย โดยมุ่งให้เจ้าหน้าที่มีความรู้เท่าทันกฎหมาย เทคโนโลยี และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชนในยุคดิจิทัล

Read More
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายพื้นที่ทิ้งกระจาด 2569 ช่วยผู้ยากไร้ 3 จังหวัด มูลค่า 15.8 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายพื้นที่ทิ้งกระจาด 2569 ช่วยผู้ยากไร้ 3 จังหวัด มูลค่า 15.8 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 3,000 ชุด เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ทิ้งกระจาด

     ชลบุรี – มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าช่วยเหลือผู้ยากไร้ เนื่องใน งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 จัดพิธีแจกข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 3,000 ชุด พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

     กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อ วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ บริเวณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี

    การจัดงานครั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมจัดพิธีแจกข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนผู้ยากไร้

     ชุดสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม บรรจุในถุงผ้าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมมอบ ค่าพาหนะคนละ 200 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

     ในพิธีมี นางสาวสุวรรณี มะโนสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบัญชีและการเงิน และรักษาการผู้จัดการคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา พร้อมด้วยผู้แทนจาก สหคลินิกสมิติเวช เจ พาร์ค, คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าร่วมกิจกรรม

     ขณะเดียวกัน นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่สนับสนุนการดำเนินงานและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มารับสิ่งของ

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การจัด งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ได้เพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงสถานการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนผู้ยากไร้ และขยายพื้นที่การแจกจ่ายไปยังประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

     ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดกิจกรรมแจกเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้จัดพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคจาก ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ใน 6 เขตของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองจอก เขตมีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ

     สำหรับการแจกจ่ายในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ศรีราชา ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของกิจกรรมประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภค ณ คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในช่วงเวลา 10.00–12.00 น.

     ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้อีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน 2569มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคและการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 15.8 ล้านบาท

ร่วมทำบุญประเพณีทิ้งกระจาด 2569

     สำหรับประชาชนและสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญมหากุศลใน ประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ยังสามารถร่วมสักการะ หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมทำทานช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้ตามกำหนดการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแจ้งกำหนดการทำบุญบริจาคชุดข้าวสารที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม–8 กันยายน 2569 โดยในวันที่ 4–7 กันยายน เปิดให้ร่วมทำบุญเวลา 07.00–19.00 น. และวันที่ 8 กันยายน เวลา 07.00–16.00 น.

     นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านช่องทางออนไลน์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงติดตามข่าวสารและกิจกรรมช่วยเหลือสังคมของมูลนิธิฯ ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และสามารถติดต่อสายด่วนป่อเต็กตึ๊งได้ที่ 1418

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขออำนาจบุญบารมีแห่งองค์ หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลครั้งนี้ ประสบความสุข ความเจริญ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปีและตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Read More
“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“สมเด็จธงชัย” ร่วมเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ งาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” ด้าน “มาดามเอมมี่” ร่วมเชิดชูบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นพลังแห่งการเสียสละและความรับผิดชอบ

แม่ของแผ่นดิน 2569

     “แม่ของแผ่นดิน 2569” จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบจากหลากหลายวงการ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม โดยมี “สมเด็จธงชัย” เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ “นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ” หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน ร่วมขับเคลื่อนเวทีส่งต่อคุณค่าของความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการทำความดีเพื่อส่วนรวม

     เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

     ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล โดยมีพระเถรานุเถระเข้าร่วมพิธี อาทิ พระราชวชิรโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และรองเจ้าคณะภาค 14, พระครูสุนทรธรรมประยุต (หลวงพ่อรวย กนฺตสาโร) และ พระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) เจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย ร่วมประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมงาน

     ภายในงานยังมี พิธีมอบเหรียญพระราชทานและรางวัลท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” แก่บุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำความดี เสียสละ และสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม

     นอกจากนี้ ยังมีพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการบริหาร ธุรกิจ การทำคุณประโยชน์ ศิลปวัฒนธรรม และคุณธรรมต้นแบบ สะท้อนถึงบทบาทของบุคคลที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามและเป็นแบบอย่างแก่สังคมไทย

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมพลังบุคคลหลากหลายวงการ

     บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ นักธุรกิจ ศิลปิน นักแสดง และบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วม เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติ

   สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์การจัดงาน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และ นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน โดยมีคณะทำงานและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดันให้งาน “แม่ของแผ่นดิน” เป็นเวทีสำหรับยกย่องบุคคลผู้ทำความดีและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

     รายชื่อคณะกรรมการจัดงาน.มี นายเชษฐา พี. เซียว ตง เป็นประธานจัดงาน, นางสาวลักษณาวัลย์ เหมอุปถัมภ์ จาก MONDAY EXPRESS GROUP เป็นประธานร่วมอำนวยการจัดงาน รวมถึงคณะกรรมการ ได้แก่ นายอาณิติ วัชรางกูร ณ เชียงใหม่, พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทาวรปัญญา, พลตำรวจเอก อรรพชัย อุทกศิริ, พลตำรวจตรี พินิต มณีรัตน์, ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์, นางสาวสุชาดา จันทร์ขอนแก่น, นางสาววันมะนี พอนสะหวัน, นายภัควัฒน์ ธรรมครุฑทิพย์, นายชวเลิศ วีไล กรรมการและเลขานุการ รวมถึง นางจงชนก พัชรประกากร และ ดร.พรทิพย์ เตชะพาทพงษ์ ในฐานะกรรมการ

“มาดามเอมมี่” ชูต้นแบบความดี ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น

     นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานคือการมองว่า “บุคคลต้นแบบ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัล แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี

     โดยเฉพาะเรื่อง ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบการจัดงานที่เปิดพื้นที่ให้บุคคลจากหลากหลายอาชีพและสาขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยข้อมูลโครงการระบุว่ามีการมอบรางวัลในหลายประเภท อาทิ รางวัลท้าวเวสสุวรรณ รางวัลพญาราชสีห์ รางวัลหัตถาครองพิภพ และรางวัลแม่ของแผ่นดิน รวมถึงรางวัลด้านคุณธรรมต้นแบบและการทำคุณประโยชน์

“แม่ของแผ่นดิน 2569” ส่งต่อพลังแห่งการทำความดี

     การจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการมอบรางวัลหรือประกาศเกียรติคุณ แต่ยังต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการยกย่องผู้ที่ทำความดีและทำประโยชน์เพื่อสังคม พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

    ภายในงานยังสะท้อนความร่วมมือของบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีบทบาทด้านศาสนาและสังคม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนแนวคิดการสร้างต้นแบบของการทำความดี

     สำหรับผู้ได้รับรางวัลในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน” ประจำปี 2569 มีบุคคลจากหลายสาขาเข้ารับการเชิดชูเกียรติ โดยรายชื่อที่เผยแพร่ล่วงหน้าระบุผู้ได้รับรางวัลในกลุ่ม “แม่ของแผ่นดิน แม่ผู้ให้” จำนวน 48 รางวัล และรางวัลประเภทอื่น ๆ อีกหลายสาขา

     งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังของการทำความดีและการตอบแทนสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อร่วมกันต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและน่าอยู่ต่อไป

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER