เลขาธิการ อย. มอบรางวัล GEN H (Health) Creator 2569 หนุนคนไทยรู้เท่าทันผลิตภัณฑ์สุขภาพ สกัดข่าวปลอมและโฆษณาเกินจริง

เลขาธิการ อย. มอบรางวัล GEN H (Health) Creator 2569 หนุนคนไทยรู้เท่าทันผลิตภัณฑ์สุขภาพ สกัดข่าวปลอมและโฆษณาเกินจริง

อย. จัดงานมอบรางวัลและนิทรรศการแสดงผลงาน “กิจกรรมประกวดสื่อสร้างสรรค์เพื่อการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย” ภายใต้แนวคิด "GEN H (Health) Creator รู้เท่าทัน สร้างสรรค์สื่อสุขภาพ"  เพื่อเชิดชูเกียรติเยาวชน ประชาชน และบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ร่วมรังสรรค์สื่อสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่สังคม

GEN H (Health) Creator

     กรุงเทพมหานคร, 13 กรกฎาคม 2569สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีมอบรางวัลและนิทรรศการแสดงผลงาน กิจกรรมประกวดสื่อสร้างสรรค์เพื่อการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “GEN H (Health) Creator รู้เท่าทัน สร้างสรรค์สื่อสุขภาพ” เพื่อเชิดชูเกียรติเยาวชน บุคลากรด้านสาธารณสุข และประชาชน ที่ร่วมผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้านสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Health Literacy) และสามารถบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างปลอดภัย

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยมี เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด พร้อมชื่นชมผู้เข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศที่ร่วมใช้พลังของสื่อสร้างสรรค์ในการส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องแก่สังคม

อย. ชู Health Literacy รับมือยุคข่าวสารสุขภาพล้นโลกออนไลน์

     เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพถูกเผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัลอย่างรวดเร็ว แม้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้สะดวกขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน การโฆษณาเกินจริง รีวิวที่ไม่มีหลักฐานทางวิชาการ และข่าวปลอมด้านสุขภาพ (Health Fake News)

   สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ

"คิดก่อนเชื่อ ตรวจสอบก่อนใช้"

     โดยส่งเสริมให้ประชาชนเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง มีเหตุผล และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

สื่อคุณภาพ ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมและปกป้องสุขภาพประชาชน

     เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม กล่าวว่า การสื่อสารด้านสุขภาพที่ถูกต้อง มีความรับผิดชอบ และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

     สื่อที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ช่วยเผยแพร่ข้อมูล แต่ยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

     ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงจัดกิจกรรมประกวดสื่อสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนทุกช่วงวัยได้ร่วมเป็นผู้ผลิตสื่อสุขภาพที่มีคุณภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

เปิดเวทีคนทุกวัยร่วมสร้างสื่อสุขภาพ

     กิจกรรมประกวด GEN H (Health) Creator รู้เท่าทัน สร้างสรรค์สื่อสุขภาพ เปิดรับผลงานจากผู้เข้าประกวด 3 กลุ่ม ได้แก่

  • นักเรียนระดับมัธยมศึกษาหรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

  • บุคลากรด้านสาธารณสุข

  • ประชาชนทั่วไป

     แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • การประกวดภาพถ่าย

  • การประกวดคลิปวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok

      ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมทั่วประเทศ โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น 634 ผลงาน

มอบ 63 รางวัล สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของคนไทย

      สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 63 รางวัล ประกอบด้วย

  • รางวัลการประกวดภาพถ่าย จำนวน 39 รางวัล

  • รางวัลการประกวดคลิปสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok จำนวน 24 รางวัล

     จำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวดและรางวัลที่ได้รับ สะท้อนถึงความตื่นตัวของเยาวชน บุคลากรด้านสาธารณสุข และประชาชนทั่วประเทศ ที่ร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังในการสื่อสารข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างถูกต้อง และช่วยสร้างสังคมไทยให้รู้เท่าทันข้อมูลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

อย. เดินหน้าสร้างเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพทั่วประเทศ

     สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่าจะเดินหน้าส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพในทุกกลุ่มวัย เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน อันจะช่วยยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน ลดความเสี่ยงจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัย และสนับสนุนให้สังคมไทยก้าวสู่การเป็นสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

     ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับรางวัล กิจกรรมประกวดสื่อสร้างสรรค์เพื่อการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย "GEN H (Health) Creator รู้เท่าทัน สร้างสรรค์สื่อสุขภาพ" ผ่าน QR Code ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เผยแพร่ไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์

Read More
นักช้อป-นักลงทุนห้ามพลาด! Northern S1 Signature Expo 2026 ยกสินค้าเด่น 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 บุกชลบุรี 20-24 ก.ค.นี้

นักช้อป-นักลงทุนห้ามพลาด! Northern S1 Signature Expo 2026 ยกสินค้าเด่น 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 บุกชลบุรี 20-24 ก.ค.นี้

5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 พร้อมจัดงาน Northern S1 Signature Expo 2026 บุกชลบุรี ยกสินค้าอัตลักษณ์-เกษตรแปรรูป เชื่อม EEC คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท​ 20-24 ก.ค.​ นี้

Northern S1 Signature Expo 2026

     พิษณุโลก, 13 กรกฎาคม 2569กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดตาก และจังหวัดอุตรดิตถ์ ประกาศความพร้อมจัดงาน "Northern S1 Signature Expo 2026" มหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และนวัตกรรมอาหารจากผู้ประกอบการกว่า 150 ราย ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2569สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี เพื่อขยายตลาดสู่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เชื่อมโยงโอกาสทางการค้า การลงทุน และการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในงานไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

     การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 เพื่อยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการ OTOP และเครือข่าย MOC Biz Club พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ผู้ว่าฯ พิษณุโลก ชูศักยภาพ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 เชื่อม NSEC-EWEC สู่ EEC

     นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

     นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในฐานะฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ North-South Economic Corridor (NSEC) และ East-West Economic Corridor (EWEC) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าภายในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     การนำงาน Northern S1 Signature Expo 2026 มาจัดที่จังหวัดชลบุรี ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายตลาดไปยังพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นประตูสู่พื้นที่ EEC ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมของประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับลูกค้าชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่

"การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ของท้องถิ่น พร้อมสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนในระดับประเทศและระดับสากล" นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เผยรวมผู้ประกอบการกว่า 150 ราย จัด Business Matching ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 25 คู่ธุรกิจ

     ด้าน นายพิชัย เมืองมัจฉา พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า งาน Northern S1 Signature Expo 2026 เป็นการรวมผู้ประกอบการกว่า 150 ราย จากทั้ง 5 จังหวัด ประกอบด้วยผู้ประกอบการ SMEs, OTOP และเครือข่าย MOC Biz Club ที่จะนำผลิตภัณฑ์คุณภาพมาจัดแสดงและจำหน่าย

     สินค้าที่นำมาจัดแสดงครอบคลุมหลายประเภท ได้แก่

  • สินค้าเกษตรปลอดภัย

  • สินค้าเกษตรอินทรีย์

  • พืชเมืองหนาว

  • สินค้าเกษตรแปรรูป

  • นวัตกรรมอาหาร

  • ผลิตภัณฑ์สุขภาพ

  • งานหัตถศิลป์และงานคราฟต์

  • ผ้าทอโบราณ

  • เครื่องเงินและเครื่องทอง

  • ผลิตภัณฑ์ชุมชน

  • แพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยว

     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม Business Matching ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางการค้า โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 25 คู่ธุรกิจ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าภายในงานได้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

ชูแนวคิด Carbon Neutral Event ตอบโจทย์การจัดงานอย่างยั่งยืน

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน Northern S1 Signature Expo 2026 คือการยกระดับมาตรฐานการจัดงานแสดงสินค้าสู่แนวทาง Carbon Neutral Event หรือการจัดงานที่มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

     ผู้จัดงานจะดำเนินการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรม และชดเชยการปล่อยคาร์บอนด้วยการซื้อ Carbon Credit เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวโน้มการจัดงานแสดงสินค้าและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับสากล

     แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงาน ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม

เชิญชวนนักชิม นักช้อป นักลงทุน ร่วมงาน 20-24 กรกฎาคมนี้ ที่ชลบุรี

     กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ขอเชิญชวนประชาชนจังหวัดชลบุรี จังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และนักลงทุน เข้าร่วมงาน Northern S1 Signature Expo 2026 ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2569สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

     ภายในงานจะได้พบกับสินค้าอัตลักษณ์คุณภาพระดับพรีเมียมจาก 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 กิจกรรมส่งเสริมการขาย การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การแสดงวัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ผ่านการดำเนินงาน Carbon Neutral Event ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดงานระดับสากล

Read More
ทำไม "อธิปไตยทางวิชาการ" จึงสำคัญ? ศ.พิเศษ ดร.เอนก มีคำตอบบนเวที วช.

ทำไม "อธิปไตยทางวิชาการ" จึงสำคัญ? ศ.พิเศษ ดร.เอนก มีคำตอบบนเวที วช.

วช. ปิดหลักสูตร RUSH ระยะ 2 ภาคอีสาน ยกระดับนักวิจัยสังคมศาสตร์ ชู "อธิปไตยทางวิชาการ" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

RUSH ระยะ 2 ภาคอีสาน

     อุดรธานี, 7 กรกฎาคม 2569สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอบรม หลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระยะที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) หรือ The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II (RUSH) ณ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เพื่อยกระดับศักยภาพนักวิจัยไทย สร้างเครือข่ายนักวิจัยทั่วประเทศ และผลักดันงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย การพัฒนาชุมชน และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

     การอบรมครั้งนี้นับเป็นการจัดกิจกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายของหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 ส่งผลให้เกิดเครือข่ายนักวิจัยครอบคลุมครบทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของประเทศให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

วช. ชูภาคอีสานเป็น "พื้นที่แห่งความรู้" ผลักดันงานวิจัยแก้ปัญหาประเทศ

     นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรม โดยกล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นการดำเนินงานพื้นที่สุดท้ายของหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 ทำให้เครือข่ายนักวิจัยเชื่อมโยงครบทุกภูมิภาค พร้อมย้ำว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ศึกษาวิจัย แต่เป็น "พื้นที่แห่งความรู้" ที่มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาของตนเอง

     นางสาวเสาวนีย์ กล่าวว่า วช. มุ่งส่งเสริมให้งานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ก้าวข้ามการอธิบายปัญหา ไปสู่การสร้างทางออก สร้างโอกาส และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากชุมชนและท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

     พร้อมระบุว่า ภาคอีสานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่รอให้ทฤษฎีจากภายนอกเข้ามาอธิบาย แต่เป็นแผ่นดินที่มีองค์ความรู้ของตนเองรอการค้นพบ และนักวิจัยไทยคือผู้ที่จะทำให้องค์ความรู้เหล่านั้นได้รับการพัฒนาและต่อยอดสู่ประโยชน์ของสังคมไทย

มรภ.อุดรธานี เชื่อมเครือข่ายนักวิจัย ต่อยอดงานวิจัยสู่เศรษฐกิจฐานราก

     ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวต้อนรับคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร และผู้เข้าอบรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง วช. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา กล่าวว่า หลักสูตร RUSH ถือเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับศักยภาพนักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักวิจัยในภูมิภาคเข้าถึงหลักสูตรพัฒนาศักยภาพระดับประเทศ พร้อมสนับสนุนให้สามารถพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ เชื่อมโยงผู้ใช้ประโยชน์ และต่อยอดสู่การใช้งานจริง ทั้งด้านนโยบายสาธารณะ การพัฒนาชุมชน การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างผลกระทบเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.พิเศษ ดร.เอนก ชู "อธิปไตยทางวิชาการ" สร้างองค์ความรู้ไทยสู่เวทีโลก

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนางานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของประเทศไทย

     ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง "อธิปไตยทางวิชาการ" (Academic Sovereignty) ของตนเอง โดยไม่ควรพึ่งพาทฤษฎีจากโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสมผสานองค์ความรู้สากลเข้ากับบริบทของสังคมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประสบการณ์ของคนไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่สะท้อนความเป็นประเทศไทยอย่างแท้จริง

     พร้อมระบุว่า นักวิจัยไทยควรเป็นมากกว่านักวิชาการหรืออาจารย์ แต่ควรเป็น "นักยุทธศาสตร์ทางวิชาการ" ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธุรกิจ ชุมชน และสังคมไทย โดยบูรณาการร่วมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

หลักสูตร RUSH พัฒนานักวิจัยครบ 4 ภูมิภาค เน้น Workshop และ Coaching

     โครงการ The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II (RUSH) จัดอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาครวม 4 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยการอบรมที่จังหวัดอุดรธานีเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของระยะที่ 2

     ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะผ่านรูปแบบ Hybrid Learning ทั้ง Online และ On-site รวมระยะเวลา 4 วัน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงวิชาการ การฝึกปฏิบัติ (Workshop) และการให้คำปรึกษาแบบ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญ

     หลังเสร็จสิ้นการอบรม ผู้เข้าอบรมจะมีเวลาประมาณ 1 เดือนในการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยให้สมบูรณ์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของโครงการจะติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ก่อนเข้าสู่การนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดเลือกและผลักดันงานวิจัยที่มีศักยภาพสู่การใช้ประโยชน์จริง

     นอกจากนี้ ภายในพิธีเปิดยังมีการแสดงต้อนรับจาก สาขาวิชาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอกย้ำแนวคิดการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

Read More
รมว.ท่องเที่ยวฯ กางแผน ททท. ปี 2570 ดันไทยสู่ High Value Destination มุ่ง Value over Volume สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย หนุนทิศทาง​ ททท.      กรุงเทพฯ 13 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากำหนดทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2570 ภายใต้แนวคิด High Value Tourism มุ่งเปลี่ยนการเติบโตจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Volume) ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value over Volume) พร้อมใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน       การประชุม "การประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2570 (Tourism Authority of Thailand Action Plan 2026 : TATAP 2027)" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร และบุคลากรของ ททท. จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาดขององค์กรในปีงบประมาณ 2570       นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก       ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น High Value Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะยึด 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่  ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์คุณภาพ (High Value Destination)  สร้างสมดุลตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรม  พัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต       เป้าหมายสำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งอนาคต ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย สร้างความสุขและความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน       ด้าน นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แผนปฏิบัติการของ ททท. ประจำปี 2570 ต้องสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย       นอกจากนี้ ททท. จะใช้ ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) เทคโนโลยีดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นฐานสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจ พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาแผนงานให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

รมว.ท่องเที่ยวฯ กางแผน ททท. ปี 2570 ดันไทยสู่ High Value Destination มุ่ง Value over Volume สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย หนุนทิศทาง​ ททท. กรุงเทพฯ 13 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากำหนดทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2570 ภายใต้แนวคิด High Value Tourism มุ่งเปลี่ยนการเติบโตจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Volume) ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value over Volume) พร้อมใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน การประชุม "การประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2570 (Tourism Authority of Thailand Action Plan 2026 : TATAP 2027)" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร และบุคลากรของ ททท. จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาดขององค์กรในปีงบประมาณ 2570 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น High Value Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะยึด 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์คุณภาพ (High Value Destination) สร้างสมดุลตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรม พัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เป้าหมายสำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งอนาคต ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย สร้างความสุขและความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้าน นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แผนปฏิบัติการของ ททท. ประจำปี 2570 ต้องสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ ททท. จะใช้ ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) เทคโนโลยีดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นฐานสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจ พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาแผนงานให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดแผน ททท. ปี 2570 ดันไทยสู่ High Value Destination มุ่ง Value over Volume สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

หนุนทิศทาง​ ททท.

     กรุงเทพฯ 13 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากำหนดทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2570 ภายใต้แนวคิด High Value Tourism มุ่งเปลี่ยนการเติบโตจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Volume) ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value over Volume) พร้อมใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

     การประชุม "การประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2570 (Tourism Authority of Thailand Action Plan 2026 : TATAP 2027)" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กรกฎาคม 2569โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร และบุคลากรของ ททท. จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาดขององค์กรในปีงบประมาณ 2570

     นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

     ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น High Value Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก

     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะยึด 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์คุณภาพ (High Value Destination)

  • สร้างสมดุลตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

  • ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

  • พัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

     เป้าหมายสำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งอนาคต ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย สร้างความสุขและความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

     ด้าน นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แผนปฏิบัติการของ ททท. ประจำปี 2570 ต้องสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

     นอกจากนี้ ททท. จะใช้ ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) เทคโนโลยีดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นฐานสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจ พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืน ตลอดจนพัฒนาแผนงานให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

Read More
The Competency Forum 2026 ศธ.-สพฐ.-กสศ.​ เปิดโมเดล TSQM พลิกโรงเรียนไทยสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน

The Competency Forum 2026 ศธ.-สพฐ.-กสศ.​ เปิดโมเดล TSQM พลิกโรงเรียนไทยสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน

ศธ.-สพฐ.-กสศ. ขับเคลื่อน TSQM พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สร้างเด็กไทยเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และพลเมืองคุณภาพของโลก

TSQM

     กรุงเทพมหานคร, 11 กรกฎาคม 2569กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผนึกกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทย ผ่านการพัฒนา "สมรรถนะผู้เรียน" (Competency-based Education) เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็น นักคิด นักสร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และพลเมืองคุณภาพของประเทศและของโลก ผ่านโครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM)

     ความร่วมมือดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านงาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบสู่ระบบการศึกษาทั่วประเทศ

ศธ. ชูสมรรถนะผู้เรียน กุญแจสำคัญของการศึกษาไทย

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กและเยาวชนจำเป็นต้องมีทักษะที่มากกว่าการท่องจำ แต่ต้องสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ แก้ไขปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และสถานศึกษา เพื่อสร้างผู้เรียนที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

     พร้อมระบุว่า โครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีแนวทางสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะมุ่งสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามบริบทของตนเอง โดยไม่เพิ่มภาระงานให้ครู แต่ช่วยเสริมศักยภาพโรงเรียนให้สามารถยกระดับคุณภาพและขยายผลสู่โรงเรียนอื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

     นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TSQM ร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษา เพื่อให้โรงเรียนเป็นฐานสำคัญในการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus

"หากเราต้องการให้เกิด Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว.

สพฐ. ชูโรงเรียนต้นแบบขับเคลื่อนสมรรถนะผู้เรียน กสศ. เผย TSQM ยกระดับโรงเรียนกว่า 1,500 แห่ง เด็กได้รับประโยชน์กว่า 385,000 คน

     ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพผู้เรียนจะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ได้อาศัยเพียงนโยบายหรือแนวคิดเชิงหลักการเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ครู เขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่ร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่า ประสบการณ์และบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า โรงเรียนไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หากได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือ องค์ความรู้ และระบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

สพฐ. ชวนครูเป็น "น้ำครึ่งแก้ว" เปิดใจเรียนรู้และต่อยอด

     ดร.ภูธร กล่าวว่า เวที The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนเปิดใจเรียนรู้ เปรียบเสมือนการเป็น "น้ำครึ่งแก้ว" เพื่อรับองค์ความรู้ใหม่และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง

"สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็นำไปต่อยอด สิ่งที่ยังขาดก็นำไปเติมเต็ม สิ่งสำคัญคือการค้นหาให้พบว่าโรงเรียนของเรายังต้องพัฒนาเรื่องใด และเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพราะไม่มีโรงเรียนใดเหมือนกัน และไม่มีนักเรียนคนใดที่มีศักยภาพเหมือนกัน"

   ท​ดร.ภูธร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กทุกคนล้วนมีความถนัดและพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ก็จะสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้

     พร้อมย้ำว่า แม้แต่ละโรงเรียนจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน แต่ทุกแห่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีสมรรถนะ พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

กสศ. เชื่อ "เด็กทุกคนมีศักยภาพ" ไม่ว่ามาจากพื้นเพแบบใด

     ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. ยึดมั่นในหลักการว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพ และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเผชิญข้อจำกัดในรูปแบบใดก็ตาม

     ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเด็กที่มีผลการเรียนดีที่สุด แต่คือการทำให้เด็กทุกคนสามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็น "ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด"

"คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะสร้างเด็กที่เก่งที่สุดได้หรือไม่ แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เด็กแต่ละคนค้นพบคุณค่าของตนเอง และเติบโตตามศักยภาพที่มี"

TSQP ต่อยอดสู่ TSQM เปลี่ยนโครงการให้เป็น "ขบวนการ"

     ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. ได้ริเริ่ม โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program : TSQP) ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach)

     ตลอดระยะเวลา 4 ปี การดำเนินงานไม่ได้หยุดอยู่เพียงรูปแบบของ "โครงการ" (Project) แต่พัฒนาไปสู่ Teacher and School Quality Movement (TSQM) ซึ่งเป็น "ขบวนการ" (Movement) ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการศึกษา (Education Systems Transformation) ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ผลสำเร็จ TSQM ครอบคลุมกว่า 1,500 โรงเรียนทั่วประเทศ

     ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของ TSQM มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

  • ครอบคลุมโรงเรียนมากกว่า 1,500 แห่ง

  • ดำเนินงานใน 49 จังหวัด

  • นักเรียนได้รับประโยชน์มากกว่า 385,000 คน

  • เกิดครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่เป็น Agentic Person หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก

  • มีหน่วยงานต้นสังกัดและภาคีในพื้นที่ร่วมบูรณาการทรัพยากรเพื่อพัฒนาโรงเรียน

  • มีโรงเรียนมากกว่า 3,600 แห่ง นำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล

     ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ครู หน่วยงานต้นสังกัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง

TSQM คือ "ขบวนการเปลี่ยนการศึกษาไทย"

     ​ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัจจุบัน TSQM ไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาโรงเรียน แต่เป็น "ขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด" ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบแนวทางพัฒนาคุณภาพของตนเองได้อย่างอิสระ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้บริบทของแต่ละพื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา

     กสศ. ทำหน้าที่เป็น "ลมใต้ปีก" ของโรงเรียน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และภาคีความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในโรงเรียนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน

สรุป

     งาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สะท้อนความร่วมมือของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการขับเคลื่อน Teacher and School Quality Movement (TSQM) เพื่อยกระดับโรงเรียนไทยจากการเน้นการท่องจำ สู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

    ตลอดการดำเนินงาน TSQM ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,500 แห่ง ใน 49 จังหวัด มีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 385,000 คน พร้อมขยายการใช้ระบบ Q-Info ไปยังโรงเรียนมากกว่า 3,600 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดูแลนักเรียนรายบุคคล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ "เด็กทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด" และสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Read More
THEOS-3 ยกระดับไทยจากผู้ใช้สู่ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ GISTDA สร้างผู้ประกอบการดาวเทียมมาตรฐานสากล

THEOS-3 ยกระดับไทยจากผู้ใช้สู่ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ GISTDA สร้างผู้ประกอบการดาวเทียมมาตรฐานสากล

GISTDA เปิดเกมรุก THEOS-3 ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย สร้างผู้ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมมาตรฐานระดับโลก

GISTDA​ THEOS-3

     กรุงเทพมหานคร, 8 กรกฎาคม 2569สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าผลักดัน โครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-3 ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับประเทศไทยจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยีอวกาศ" สู่ "ผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ" ผ่านการผลักดันให้ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมดาวเทียมระดับโลก

     โครงการ THEOS-3 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา New Space Economy ของประเทศไทย โดยกำหนดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ (In-country Procurement) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมและให้บริการด้านวิศวกรรมอวกาศตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

THEOS-3 ถ่ายทอดเทคโนโลยี Space-grade สร้างผู้ผลิตไทยสู่มาตรฐานอวกาศโลก

     ภายใต้โครงการ THEOS-3 ผู้ประกอบการไทยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมมาตรฐาน Space-grade จาก GISTDA ครอบคลุมกระบวนการออกแบบ การผลิต และการควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ

  • โครงสร้างหลักของดาวเทียม (Satellite Structure)

  • แผงด้านข้างตัวดาวเทียม (Satellite Side Panels)

  • ชิ้นส่วนที่ต้องรองรับสภาพแวดล้อมรุนแรงในอวกาศ

  • ระบบประกอบและทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอวกาศ

     นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีภาคเอกชนซึ่งสามารถผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมในระดับมาตรฐานสากลได้จริง และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การรับงานผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมให้กับโครงการอวกาศของต่างประเทศ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่ประเทศ

ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานอวกาศไทย รองรับโครงการดาวเทียมแห่งอนาคต

     GISTDA ยังได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมอวกาศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ THEOS-2 มาจนถึง THEOS-3 ไม่ว่าจะเป็น

  • ห้องคลีนรูม (Clean Room)

  • ระบบทดสอบดาวเทียม

  • เครื่องมือและอุปกรณ์ทดสอบมาตรฐานอวกาศ

  • ซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมอวกาศ

     โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดตั้งอยู่ภายใน ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (Assembly, Integration and Test Center : AIT) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งพร้อมรองรับการพัฒนาดาวเทียมของประเทศไทยในระยะยาว ทั้งด้านการผลิต การทดสอบ และการพัฒนาบุคลากร

สร้างบุคลากรอวกาศกว่า 1,000 คน ขยายระบบนิเวศ Space Economy ไทย

     นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว โครงการ THEOS-3 ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยตั้งเป้าถ่ายทอดองค์ความรู้ให้บุคลากรกว่า 1,000 คน ครอบคลุม

  • วิศวกรของ GISTDA

  • ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

  • นักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านอวกาศ

  • นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน CubeSat

  • คณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

     เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศ (Space Ecosystem) ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างครบวงจร และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

THEOS-3 ปูทางประเทศไทยสู่ Space Economy และ Spaceport

     โครงการ THEOS-3 ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างดาวเทียมสำรวจโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ผ่านการสร้างผู้ประกอบการไทย พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศ และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลก

     ในระยะยาว GISTDA ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศที่แข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ รวมถึงเป้าหมายการมี Spaceport หรือฐานปล่อยยานอวกาศบนแผ่นดินไทย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกี่ยวกับ GISTDA

     สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เป็นหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีภารกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ดาวเทียมสำรวจโลก และระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

Read More
ททท. ยกระดับความร่วมมืออิสราเอล เดินหน้ากลยุทธ์ Value over Volume ดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงเข้าไทย

ททท. ยกระดับความร่วมมืออิสราเอล เดินหน้ากลยุทธ์ Value over Volume ดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงเข้าไทย

ททท. ต้อนรับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เดินหน้าความร่วมมือดึงนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเข้าไทย ชูแนวคิด “Value over Volume” พร้อมผลักดันเที่ยวบินตรง-โปรโมต Hidden Gems และเทศกาลระดับโลก

ททท

     กรุงเทพมหานคร, 6 กรกฎาคม 2569นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การต้อนรับ H.E. Dr. Alona Fisher-Kamm เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อม Mr. Eli Sneh อัครราชทูต และหัวหน้าฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวไทย–อิสราเอล พร้อมผลักดันการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอิสราเอลสู่ประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ "Value over Volume" ที่มุ่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ

     ในการหารือครั้งนี้ มี นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วมด้วย โดยทั้ง สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวของตลาดอิสราเอลที่กำลังจะมาถึง

ททท.-สถานทูตอิสราเอล เร่งผลักดันเที่ยวบินตรง เพิ่มโอกาสเดินทางเข้าไทย

     หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ การผลักดันให้มี เที่ยวบินตรง (Direct Flight) ระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มี สายการบิน EL AL Israel Airlines และ สายการบิน Arkia Israeli Airlines ให้บริการเที่ยวบินตรงมายังกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันในการจัดกิจกรรม Joint Promotion เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ (Quality Destination) และการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวอิสราเอล และประชาสัมพันธ์มาตรการ ยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) ที่จะปรับระยะเวลาพำนักเพื่อการท่องเที่ยวเหลือ 30 วัน

ดัน Hidden Gems–Big Events ดึงตลาด FIT และ Digital Nomad

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังเสนอความร่วมมือในการจัดกิจกรรม Familiarization Trip (Fam Trip) เพื่อนำผู้ประกอบการและสื่อจากอิสราเอลเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Hidden Gems) ทั่วประเทศไทย พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมและเทศกาลสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง อาทิ

  • เทศกาลสงกรานต์

  • ประเพณีลอยกระทง

  • งาน Vijit Chao Phraya

  • เทศกาลดนตรี Tomorrowland

     ทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิด "Value over Volume" ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักท่องเที่ยวอิสราเอลใช้จ่ายสูง พำนักเฉลี่ยเกือบ 20 วัน

     ข้อมูลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลแล้วกว่า 179,518 คน และคาดว่าเมื่อสิ้นปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมายังประเทศไทยประมาณ 442,530 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ภายหลังสถานการณ์ด้านการบินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

     ตลาดอิสราเอลถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง โดยมี

  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 99,350 บาทต่อคนต่อทริป

  • พำนักเฉลี่ย 19.2 วัน

  • กว่า ร้อยละ 93 เป็นนักท่องเที่ยวประเภท Free Independent Traveler (FIT) และ Digital Nomad

     นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองประเทศไทยเป็น Top of Mind Destination สำหรับการเดินทางระยะไกล ด้วยจุดแข็งด้านความปลอดภัย ความอบอุ่นของผู้คน ธรรมชาติ และการพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญ "Healing is the New Luxury" ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

     การหารือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มรายได้สู่เศรษฐกิจไทย และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER