IF เหล็กเส้นคุณภาพ จริงหรือไม่? เปิดศึกมาตรฐานเหล็กไทย ชี้ชะตาความปลอดภัยอาคาร

IF เหล็กเส้นคุณภาพ จริงหรือไม่? เปิดศึกมาตรฐานเหล็กไทย ชี้ชะตาความปลอดภัยอาคาร

สมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ชี้คุณภาพเหล็กเส้น IF ต้องดูมาตรฐานการผลิตและผลทดสอบ ไม่ใช่ตัดสินจากเตาหลอม

     นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF: Induction Furnace) ให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าว พร้อมเผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมเรื่อง “เหล็กเส้นจากเตาหลอมไฟฟ้า (IF) ด้อยคุณภาพจริงหรือ?” โดยนำเสนอหลักการทางโลหะวิทยา กระบวนการผลิต และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างให้แก่วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้บริโภค

IF เหล็กเส้นด้อยคุณภาพจริงหรือ

     บทวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นไม่ควรพิจารณาจากประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณากระบวนการผลิต การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล ตลอดจนผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดสำหรับการใช้งานจริง

เตาหลอม IF

1. เตาหลอม IF และเตาปรุงน้ำเหล็ก LRF มีหน้าที่แตกต่างกัน

     นายจิรายุ สายแสงทอง อธิบายว่า เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลอมวัตถุดิบให้กลายเป็นน้ำเหล็ก ขณะที่การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและการปรับคุณภาพน้ำเหล็กอาจต้องอาศัยกระบวนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง เช่น เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Refining Furnace: LRF) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานแต่ละแห่ง

     บทวิเคราะห์ชี้ว่า การประเมินความสามารถของโรงงานจึงควรตรวจสอบว่ามีขั้นตอนและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับคุณภาพเหล็กที่ต้องการหรือไม่ รวมถึงมีระบบตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีและควบคุมสิ่งเจือปนในน้ำเหล็กอย่างไร ไม่ควรสรุปว่าเหล็กจากเตาหลอมชนิดใดมีคุณภาพสูงหรือต่ำกว่าโดยไม่มีข้อมูลการผลิตและผลทดสอบประกอบ

การผลิต​เหล็ก​ IF

2. คุณสมบัติความเหนียวและความเปราะเกี่ยวข้องกับหลายขั้นตอนการผลิต

     ในประเด็นความเหนียวและความเปราะของเหล็กเส้น บทวิเคราะห์ระบุว่า คุณสมบัติของเหล็กขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งองค์ประกอบทางเคมี ปริมาณและลักษณะของสิ่งเจือปน กระบวนการหล่อ กระบวนการรีดร้อน และการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการผลิต

     กระบวนการปรับปรุงสมบัติทางความร้อนและเชิงกล (Thermo-Mechanical Treatment: TMT) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณสมบัติของเหล็กเส้น โดยโรงงานต้องควบคุมกระบวนการให้เหมาะสมกับเกรดเหล็กและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

     สำหรับการใช้สารปรับสภาพสิ่งเจือปน เช่น แคลเซียมซิลิคอน (Calcium-Silicon: Ca-Si) อาจช่วยปรับลักษณะของสิ่งเจือปนในเหล็กได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าสามารถกำจัดความเค้นหรือความเปราะได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเหล็ก วิธีการเติมสาร และการควบคุมกระบวนการผลิตด้วย

     ดังนั้น หากพบเหล็กเส้นที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากกระบวนการผลิตและผลทดสอบ เพื่อระบุสาเหตุอย่างเป็นระบบ แทนการสรุปจากประเภทเตาหลอมเพียงปัจจัยเดียว

เหล็กเส้นก่อสร้าง​ IF

3. มาตรฐานสากลกับการตรวจสอบคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้าง

     บทวิเคราะห์อ้างถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 6935-2 สำหรับเหล็กเสริมคอนกรีตชนิดเหล็กเส้นข้ออ้อย และ ASTM A706/A706M ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับเหล็กเส้นเหล็กกล้าผสมต่ำที่ใช้เสริมคอนกรีต โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางกลและองค์ประกอบทางเคมีตามขอบเขตของมาตรฐานแต่ละฉบับ

     ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ระบุว่า ISO 6935-2 ครอบคลุมข้อกำหนดทางเทคนิคของเหล็กเส้นข้ออ้อย และเปิดให้ผู้ผลิตเลือกกระบวนการผลิตได้ ส่วน ASTM A706/A706M มีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกล องค์ประกอบทางเคมี และการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามประเภทที่มาตรฐานครอบคลุม

     นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐาน IS 1786 ของสำนักมาตรฐานอินเดีย (Bureau of Indian Standards: BIS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล็กเส้นข้ออ้อยกำลังสูงสำหรับงานเสริมคอนกรีต โดยรายละเอียดเกณฑ์ยอมรับต้องตรวจสอบจากมาตรฐานฉบับที่ใช้จริงและเกรดเหล็กที่ระบุในเอกสารรับรอง

     สำหรับเหล็กที่ต้องการคุณสมบัติเหมาะสมกับงานโครงสร้างที่ออกแบบให้รองรับแรงแผ่นดินไหว วิศวกรควรตรวจสอบข้อกำหนดของโครงการ เกรดวัสดุ ผลทดสอบแรงดึงและการยืดตัว ตลอดจนเอกสารรับรองคุณภาพที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้ค่าตัวเลขเพียงค่าเดียวเป็นหลักประกันว่าเหล็กเส้นจะต้านทานแผ่นดินไหวได้ เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับทั้งคุณสมบัติวัสดุ การออกแบบโครงสร้าง รายละเอียดการเสริมเหล็ก และคุณภาพการก่อสร้าง

เหล็ก​ IF​ Green Steel

4. นโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนปี 2017 และแนวคิด Green Steel

     บทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในปี 2017 โดยเสนอว่า การทำความเข้าใจมาตรการในช่วงเวลาดังกล่าวควรพิจารณาบริบทของการจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินและการปราบปรามกำลังการผลิตที่ผิดกฎหมายควบคู่กัน ไม่ควรนำมาตรการดังกล่าวไปสรุปโดยปราศจากหลักฐานว่าเป็นการปิดเตา IF ทุกประเภทเพราะเทคโนโลยีไม่มีมาตรฐาน

     สำหรับแนวคิดเหล็กสีเขียว (Green Steel) การใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิตอาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ระดับการปล่อยคาร์บอนจริงขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และระบบควบคุมมลพิษของโรงงานแต่ละแห่ง การกล่าวว่าเตา IF ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ากระบวนการอื่นจึงควรมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ใช้ขอบเขตการประเมินเดียวกันมาสนับสนุน

คุณภาพเหล็กเส้น​ IF

บทสรุป: คุณภาพเหล็กเส้นต้องยืนยันด้วยผลทดสอบและระบบควบคุมการผลิต

     นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) นำเสนอข้อคิดเห็นว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างควรอาศัยหลักวิศวกรรมและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยพิจารณาทั้งกระบวนการหลอมและปรุงน้ำเหล็ก การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี การรีดร้อน การทดสอบคุณสมบัติทางกล และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์

     อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าเหล็กเส้นล็อตใดมีคุณภาพเหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานที่ต้องคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว ต้องอาศัยผลทดสอบจากตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ เอกสารรับรองที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และการประเมินตามมาตรฐานที่ใช้กับโครงการนั้น ๆ ผู้เกี่ยวข้องจึงควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจนำเหล็กไปใช้งาน

เอกสารมาตรฐานและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  1. ISO 6935-2: Steel for the reinforcement of concrete — Part 2: Ribbed bars

  2. ASTM A706/A706M: Standard Specification for Deformed and Plain Low-Alloy Steel Bars for Concrete Reinforcement

  3. IS 1786: High Strength Deformed Steel Bars and Wires for Concrete Reinforcement

  4. รายงาน SME Technical Report (2026) เรื่อง Secondary Refining Technologies in Induction Furnace Steelmaking (IF+LOD+LRF Route)

  5. บทความวิชาการที่ระบุรหัส PMC13257491 เรื่อง Microstructure and Mechanical Evaluation of Induction Furnace Rebars & TMT Processing

#เหล็กเส้นก่อสร้าง #เหล็กเส้นIF #เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า #วิศวกรรมโครงสร้าง #วัสดุก่อสร้าง #มาตรฐานเหล็กเส้น #เหล็กต้านแผ่นดินไหว #GreenSteel


Read More
การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรม! STRiPS ผู้บุกเบิก ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัด

การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรม! STRiPS ผู้บุกเบิก ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัด

STRiPS เปิดนวัตกรรมวิตามิน Oral Strip ทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพ พร้อมคว้ารางวัลผู้นำนวัตกรรม

     STRiPS (สตริปส์) เดินหน้าชูนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบ วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก หรือ Oral Strip ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการดูแลสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มีข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ 3 สูตร ได้แก่ ON, OFF และ Gluta+ ขณะที่ล่าสุดได้รับรางวัล “The Visionary Innovation Leader” จากเวที 3C 45th Anniversary Gala: The Legacy of Trust & Innovation ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

     คุณกิรณี ยาวิชัย คุณธีร ชุติวราภรณ์ และคุณกวิณ วิภาวีสันทัด ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดริปอินโนเทค จำกัด เปิดเผยว่า เป้าหมายของ STRiPS คือการสร้าง “ทางเลือกใหม่” ในการดูแลสุขภาพ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ และต้องการความสะดวกในการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

      แนวคิดของ STRiPS มุ่งลดข้อจำกัดของรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบเดิม โดยนำเสนอวิตามินในรูปแบบแผ่นฟิล์มบาง หรือ Oral Strip ซึ่งออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวกต่อการพกพา ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบเม็ด รวมถึงผู้ที่มองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพโดยไม่ต้องใช้วิธีการดริปวิตามิน

Oral Strip​ วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก

STRiPS ชูเทคโนโลยี Oral Strip ทางเลือกใหม่ของวิตามิน

     คุณธีร ชุติวราภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ STRiPS กล่าวว่า จุดเด่นของแนวคิดดังกล่าวอยู่ที่การนำสารสำคัญมาบรรจุไว้ในแผ่นฟิล์มบาง หรือ Oral Strip โดยผู้ใช้วางแผ่นฟิล์มไว้บนลิ้น จากนั้นแผ่นฟิล์มจะละลายภายในช่องปาก

      ตามข้อมูลจากผู้พัฒนา STRiPS ระบุว่า รูปแบบดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อให้สารสำคัญละลายและดูดซึมผ่านช่องปาก โดยมุ่งลดข้อจำกัดของการรับประทานผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิม ทั้งนี้ คุณธีรระบุว่าเทคโนโลยี Oral Strip ได้รับการพัฒนาและนำมาใช้ในวงการนวัตกรรมสุขภาพมาเป็นระยะเวลานาน และมีการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์วิตามินและสารสกัดธรรมชาติ หรือ Micronutrients

      ด้านคุณณัฐพล ส่งพรประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าไซแอนท์ จำกัด ผู้ร่วมพัฒนา STRiPS กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ได้รับการพัฒนาในวงการนวัตกรรมสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง จากแนวคิดในการนำส่งสารสำคัญให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และปัจจุบันมีการนำมาประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติ

     แนวคิดดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้ความสำคัญกับทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์ ความสะดวกในการใช้งาน และพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่

STRiPS 3 สูตร ON–OFF–Gluta+ ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ประจำวัน

     สำหรับ STRiPS ปัจจุบันนำเสนอผลิตภัณฑ์ 3 สูตร ได้แก่ ON, OFF และ Gluta+ ซึ่งถูกออกแบบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่แตกต่างกันของชีวิตประจำวัน

     คุณกิรณี ยาวิชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดริปอินโนเทค จำกัด กล่าวว่า สูตรแรกคือ ON ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากสารสกัดจากชาเขียว โดยแบรนด์นำเสนอสูตรนี้สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลเรื่องโฟกัสและสมาธิระหว่างวัน

     สูตรที่สองคือ OFF ซึ่งมีส่วนผสมของทาร์ตเชอร์รีและสารสกัดจาก Saffron โดยแบรนด์นำเสนอเป็นทางเลือกสำหรับช่วงเวลาผ่อนคลายและเตรียมความพร้อมก่อนการพักผ่อน

     ส่วนสูตรที่สามคือ Gluta+ ซึ่งเป็นกลูตาไธโอนในรูปแบบแผ่น โดยแบรนด์นำเสนอสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ ทั้ง 3 สูตรใช้แนวคิดการนำสารสกัดจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Oral Strip และแบรนด์ระบุว่ามีงานวิจัยรองรับส่วนผสมที่นำมาใช้

เปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

     ทีม STRiPS ระบุว่า เป้าหมายของแบรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และพกพาง่าย

     แนวคิดดังกล่าวมุ่งไปยังกลุ่มคนเมืองและผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ รวมถึงกลุ่มที่ไม่ชื่นชอบการรับประทานวิตามินในรูปแบบเม็ด แต่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพมากขึ้น

     คุณณัฐพล ส่งพรประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าไซแอนท์ จำกัด กล่าวว่า “Innovation ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ทำให้คนธรรมดาดูแลตัวเองได้ง่ายที่สุด” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทีม STRiPS นำมาใช้เป็นทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

คว้ารางวัล “The Visionary Innovation Leader”

     ความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมของ STRiPS ยังได้รับการยอมรับจากการคว้ารางวัลเกียรติยศ “The Visionary Innovation Leader” จากงาน 3C 45th Anniversary Gala: The Legacy of Trust & Innovation เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

     รางวัลดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะรางวัลที่เชิดชูแบรนด์ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำนวัตกรรม และการสร้างสรรค์โซลูชันที่มุ่งตอบโจทย์อนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ STRiPS ในการผลักดันแนวคิดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรูปแบบ Oral Strip สู่ผู้บริโภค

     สำหรับทีมผู้ก่อตั้ง รางวัลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่ยังสะท้อนทิศทางของแบรนด์ที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างรูปแบบใหม่ในการดูแลสุขภาพ และทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้าถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

STRiPS ตั้งเป้าสร้างพฤติกรรมใหม่ในการดูแลสุขภาพ

     คุณกวิณ วิภาวีสันทัด ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดริปอินโนเทค จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของ STRiPS คือการสร้างพฤติกรรมใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ชอบรับประทานวิตามิน แต่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ

     ทีม STRiPS มองว่าการทำให้ขั้นตอนการดูแลสุขภาพง่ายขึ้น อาจช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันได้สะดวกมากขึ้น โดยแบรนด์ตั้งเป้าให้รูปแบบ Oral Strip เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคที่ความสะดวกและรูปแบบการใช้งานเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์

    คุณกวิณ วิภาวีสันทัด กล่าวว่า STRiPS ต้องการทำสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้บริโภค และหวังว่านวัตกรรมดังกล่าวจะกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการดูแลตัวเองที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ง่ายขึ้น

     ปัจจุบันผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ STRiPS และช่องทางการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee, TikTok Shop และ LINE Official Account: @theonlystrips

     ทั้งนี้ STRiPS ยังคงวางแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนแนวคิดการนำเทคโนโลยีมาผสานกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมี วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก (Oral Strip) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่แบรนด์นำมาใช้เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

Read More
กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา เชื่อมศูนย์กีฬาและการแพทย์ จัดทำฐานข้อมูลการบาดเจ็บนักกีฬาระดับชาติ

กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา เชื่อมศูนย์กีฬาและการแพทย์ จัดทำฐานข้อมูลการบาดเจ็บนักกีฬาระดับชาติ

กรมการแพทย์–กรมพลศึกษา–สภากายภาพบำบัด ลงนาม MOU พัฒนาระบบดูแลนักกีฬา ตั้งแต่ป้องกันถึงฟื้นฟู

ดูแลนักกีฬาไทยครบวงจร

     กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสภากายภาพบำบัด ลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เดินหน้ายกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬาและกายภาพบำบัดทางกีฬา วางระบบดูแลนักกีฬาไทยตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ การตรวจประเมิน การรักษา การผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพและการกลับคืนสู่สนามอย่างปลอดภัย พร้อมพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ งานวิจัย และฐานข้อมูลการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาระดับชาติ

     เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว อาคาร 1 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา และกายภาพบำบัดทางกีฬา ยกระดับมาตรฐานการดูแลนักกีฬาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

     พิธีดังกล่าวมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นประธานในพิธี

     สำหรับบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา โดยมี นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ และ นายอัชรัฐ ยงทวี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ร่วมเป็นพยาน

     ส่วนบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ ศาสตราจารย์ ดร. กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด โดยมี นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ และ กภ. ฐณวัฒน์ ปริยัติฆรพันธ์ กรรมการสภากายภาพบำบัด ร่วมเป็นพยาน

กระทรวงสาธารณสุขเร่งเชื่อมระบบแพทย์กับกีฬา

     นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการความเชี่ยวชาญของกรมการแพทย์เข้ากับหน่วยงานด้านกีฬาและองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาระบบการดูแลนักกีฬา ตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ

     เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้รับบริการที่เหมาะสมตามสภาพอาการ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือกลับเข้าสู่การแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย โดยมีระบบดูแลต่อเนื่องตั้งแต่ระยะป้องกันการบาดเจ็บ การรักษา จนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ

     แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬาของ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ซึ่งกรมการแพทย์ระบุว่าระบบบริการมุ่งดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟู โดยใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักสรีรวิทยา และนักจิตวิทยา ร่วมประเมินและวางแผนการดูแลผู้รับบริการ

กรมการท่องเที่ยวและกีฬามุ่งเชื่อมการแพทย์กับวิทยาศาสตร์การกีฬา

     นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนากีฬาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักกีฬา

     ความร่วมมือระหว่างกรมพลศึกษาและกรมการแพทย์จะช่วยเชื่อมโยงระบบบริการทางการแพทย์เข้ากับวิทยาศาสตร์การกีฬาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบบริการเร่งด่วนสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขัน

     อีกส่วนสำคัญคือการเสริมศักยภาพของครูพลศึกษา ผู้ฝึกสอน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาล การป้องกันการบาดเจ็บ และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมหรือการแข่งขันกีฬาได้อย่างเหมาะสม

กรมพลศึกษาวางระบบดูแลนักกีฬาตั้งแต่ป้องกันถึงคืนสนาม

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การพัฒนานักกีฬาให้มีศักยภาพและก้าวสู่ความเป็นเลิศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบดูแลสุขภาพและสมรรถภาพทางกายควบคู่กันในทุกช่วงของการพัฒนา

     ระบบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ การตรวจประเมิน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพตามหลักวิชาการ เพื่อให้นักกีฬาสามารถกลับมาฝึกซ้อมและแข่งขันได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

     กรมพลศึกษาพร้อมสนับสนุนความร่วมมือในด้านการประสานงาน การดำเนินงานด้านกีฬา การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรและนักกีฬา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สภากายภาพบำบัดเร่งพัฒนามาตรฐานกายภาพบำบัดทางกีฬา

     ศาสตราจารย์ ดร. กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับสภากายภาพบำบัดมุ่งพัฒนามาตรฐานบริการและสมรรถนะของบุคลากรด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจัดประชุมวิชาการ และการศึกษาวิจัยร่วมกัน

     การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬา และสนับสนุนการพัฒนาความรู้และความก้าวหน้าของวิชาชีพกายภาพบำบัดทางกีฬา โดยเน้นการนำองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการมาใช้ในการดูแลนักกีฬาอย่างเหมาะสม

เชื่อมโรงพยาบาลเลิดสินกับศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา

     สาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับกรมพลศึกษา ครอบคลุมการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์เร่งด่วนสำหรับนักกีฬา การเชื่อมโยงระบบการรักษาและฟื้นฟูระหว่าง ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

     อีกประเด็นสำคัญคือการจัดทำ ฐานข้อมูลระดับชาติด้านการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย การวางแผน การพัฒนาระบบบริการ และการศึกษาวิจัยด้านเวชศาสตร์การกีฬาในประเทศไทย

     นายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ มีบทบาทในส่วนของการพัฒนาระบบบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬา โดยข้อมูลของกรมการแพทย์ระบุว่า โรงพยาบาลเลิดสินมีทีมแพทย์เฉพาะทางและระบบเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนเล่นกีฬา การป้องกันการบาดเจ็บ การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังการบาดเจ็บและการผ่าตัด

MOU 2 ฉบับ วางกรอบความร่วมมือ 3–5 ปี

     สำหรับบันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574

     ขณะที่บันทึกความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ สภากายภาพบำบัด กำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2572

     กรอบความร่วมมือทั้ง 2 ฉบับครอบคลุมการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการแพทย์ หน่วยงานด้านกีฬา และองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาระบบเวชศาสตร์การกีฬา พัฒนาหลักสูตรและศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมองค์ความรู้และงานวิจัยด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา ตลอดจนพัฒนาระบบบริการที่เชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการกลับเข้าสู่สนามกีฬาอย่างปลอดภัย

     ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นการวางระบบการดูแลนักกีฬาไทยให้เชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โรงพยาบาลเลิดสิน, ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา และสภากายภาพบำบัด ทั้งในด้านบริการทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา กายภาพบำบัด การพัฒนาบุคลากร ฐานข้อมูล และงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการดูแลนักกีฬาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดการบาดเจ็บจนถึงการกลับไปฝึกซ้อมและแข่งขัน

Read More
51 ปีงานทุนการศึกษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบ 910 ทุนแก่เยาวชน 156 สถาบัน สานภารกิจสร้างชีวิต

51 ปีงานทุนการศึกษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบ 910 ทุนแก่เยาวชน 156 สถาบัน สานภารกิจสร้างชีวิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างปัญญาชนคู่คุณธรรมสู่สังคม จัดพิธีมอบทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้ายและทุนต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2569 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้ายและทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี พ.ศ. 2569 รวม 910 ทุน จาก 156 สถาบันการศึกษา เป็นเงินทั้งสิ้น 12,615,000 บาท พร้อมเดินหน้ามอบทุนในส่วนภูมิภาค ตอกย้ำภารกิจด้านสังคมสงเคราะห์ภายใต้ปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

     เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้ายและทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร

     การมอบทุนครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา รวม 156 สถาบันการศึกษา จำนวน 910 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้แทนจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับทุน เป็นตัวแทนเข้ารับมอบทุนการศึกษา

     การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินงานด้านการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่องกว่า 51 ปี เพื่อช่วยให้เยาวชนสามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดจากปัญหาด้านทุนทรัพย์ และมีโอกาสพัฒนาความรู้ ความสามารถ ตลอดจนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

     สำหรับโครงการทุนการศึกษาประจำปี พ.ศ. 2569 ก่อนหน้านี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาระดับประถมศึกษาไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 1,500 ทุน โดยข้อมูลการดำเนินงานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การมอบทุนระดับประถมศึกษาครอบคลุมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย”

     ขณะเดียวกัน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมีแผนดำเนินการมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค หรือ “ทุนสัญจร” ต่อไปในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังเยาวชนในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดชัยภูมิ รวม 53 สถาบันการศึกษา จำนวน 265 ทุน

     เมื่อรวมการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจัดสรรงบประมาณสำหรับทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

     ภารกิจด้านการศึกษาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว โดยมุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีความตั้งใจเรียนและประพฤติดีสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้ แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินงานด้านสาธารณกุศลและขยายขอบข่ายการช่วยเหลือประชาชนในหลากหลายด้าน ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน โดยมุ่งช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา

     ภารกิจด้านการศึกษาจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งใช้ในการ “สร้างชีวิต” ให้แก่เยาวชน ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ได้รับทุนสามารถใช้โอกาสทางการศึกษาในการพัฒนาตนเอง สร้างอนาคตของครอบครัว และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป

     การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเดือดร้อน การดูแลคุณภาพชีวิต ไปจนถึงการสร้างโอกาสระยะยาวผ่านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของคน

     ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Read More
จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

กรมพลศึกษาคัดเข้ม 900 เยาวชน เหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย สู้ศึกฟุตบอลโลก​ ISF Football World Cup 2026​ ที่จีน

ฟุตบอลนักเรียนโลก 2026

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าคัดเลือกนักฟุตบอลนักเรียนไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 900 คน ผ่านการคัดเลือก 3 รอบ ทั้งทักษะฟุตบอลและการประเมินด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ก่อนคัดเหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย เตรียมเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้น 30 วัน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 หรือ ISF Football World Cup 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนได้ก้าวสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเปิดกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกครั้งนี้มีนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 900 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น เพื่อประเมินทั้งทักษะฟุตบอล ความสามารถเฉพาะด้าน และสมรรถภาพทางกาย โดยกรมพลศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประกอบการคัดเลือก เพื่อให้ได้นักกีฬาที่มีความพร้อมสำหรับการเก็บตัวและเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินโครงการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยว่า กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักกีฬาระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ตั้งแต่การเข้ารับการคัดเลือกไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวด้วยว่า การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศของกรมพลศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศด้านกีฬาเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองจากการเข้าร่วมการแข่งขันกับนักกีฬาจากนานาประเทศ

คัดจากกว่า 900 คน เหลือ 162 คนในรอบแรก

     สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยครั้งนี้ มีผู้สมัครจากทั่วประเทศมากกว่า 900 คน โดยการคัดเลือกรอบแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี ก่อนคัดเลือกนักกีฬาจนเหลือจำนวน 162 คน เพื่อเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สอง

     ในการคัดเลือกรอบที่สอง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 กรมพลศึกษาได้นำนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาประเมินเพิ่มเติม พร้อมเปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นจากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกด้วย โดยพิจารณาจากนักกีฬาที่มีผลงานอยู่ในอันดับ 1–3 รวมถึงนักกีฬาที่มีผลงานดีเยี่ยม

     จากการประเมินทักษะและความสามารถด้านฟุตบอลอย่างรอบด้าน สามารถคัดเลือกนักกีฬาเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สามได้จำนวน 40 คน

ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาคัด 40 คน เหลือ 20 นักเตะ

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การคัดเลือกรอบที่สามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยกรมพลศึกษาได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินสมรรถภาพทางกายและความพร้อมของร่างกายของนักกีฬาอย่างละเอียด

     หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือ Functional Movement Screen หรือ FMS ซึ่งเป็นการประเมินท่วงท่าและรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เพื่อใช้พิจารณาความสามารถในการเคลื่อนไหวของนักกีฬา ขณะเดียวกันยังมีการทดสอบ Isokinetic เพื่อประเมินความแข็งแรง ความสมบูรณ์ และความสมดุลของกล้ามเนื้อ

     ข้อมูลจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับทักษะและความสามารถด้านฟุตบอล เพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมเข้าสู่ทีมตัวแทนนักเรียนไทยจำนวน 20 คนสุดท้าย

     การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก สอดคล้องกับแนวทางของกรมพลศึกษาในการนำองค์ความรู้และเครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมพลศึกษามีภารกิจด้านการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาหลายระดับ รวมถึงนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เป็นตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ

20 แข้งไทยเก็บตัวเข้ม 30 วัน ก่อนลุยฟุตบอลนักเรียนโลกที่จีน

     หลังจากได้รายชื่อนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทย 20 คนสุดท้ายแล้ว นักกีฬาทั้งหมดจะเข้าสู่โปรแกรม เก็บตัวและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การเก็บตัวจะมุ่งพัฒนาหลายด้าน ทั้งทักษะฟุตบอล สมรรถภาพทางกาย ความเข้าใจระบบการเล่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้นักกีฬาสามารถปรับตัวและทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนนักเรียนไทยบนเวทีนานาชาติได้อย่างเหมาะสม

     กรมพลศึกษาได้ประกาศหลักเกณฑ์การรับสมัครและคัดเลือกนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการคัดเลือกนักกีฬามาจากทั่วประเทศ และนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประเมินศักยภาพเพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมสูงสุด

     สำหรับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนโลกปี 2026 สหพันธ์กีฬานักเรียนนานาชาติ หรือ International School Sport Federation (ISF) ระบุการแข่งขันในชื่อ ISF Football World Cup – China 2026 โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปี 2026

ไม่ได้มุ่งเพียงผลการแข่งขัน แต่สร้างประสบการณ์เยาวชนไทยสู่เวทีโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการส่งนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันต่างประเทศ คือการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาความสามารถผ่านประสบการณ์จริง ได้เรียนรู้รูปแบบการเล่นและวัฒนธรรมกีฬาจากนานาชาติ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

     นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านฟุตบอลแล้ว การเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศยังเป็นโอกาสให้นักเรียนไทยได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของเยาวชนไทย และเผยแพร่เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย หรือ Soft Power สู่สายตานานาชาติ

     กรมพลศึกษาจึงวางกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับสมัครนักกีฬาจากทั่วประเทศ การคัดเลือกด้วยทักษะฟุตบอล การประเมินสมรรถภาพทางกายด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยจำนวน 20 คน ก่อนเดินทางไปทำหน้าที่ตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกจากผู้สมัครมากกว่า 900 คนจนเหลือ 20 คน จึงนับเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการเปิดเส้นทางให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนไทยได้สัมผัสการแข่งขันระดับนานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

#กรมพลศึกษา #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #ฟุตบอลนักเรียนไทย #ฟุตบอลนักเรียนโลก2026 #ISFFootballWorldCup2026 #ISF #ฟุตบอลเยาวชน #นักฟุตบอลเยาวชน #วิทยาศาสตร์การกีฬา #TeamThailand #ฟุตบอลไทย #PostUpNews

Read More
ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ดร.ณัฐวุฒิ ชี้บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ไม่ล้มหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” ย้ำ กกต.มีอำนาจตามกฎหมาย

กกต.มีอำนาจจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์

     กรุงเทพฯ – วันที่ 27 กันยายน 2569 จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีรหัสแท่ง หรือ Barcode และ QR Code ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อสงสัยว่าการมีรหัสดังกล่าวจะกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่

     ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. โดยคดีดังกล่าวเกิดจากกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งของ กกต. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่ารหัสดังกล่าวอาจทำให้สามารถสืบทราบตัวตนของผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้

    ประเด็นดังกล่าวได้รับการพิจารณาในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง โดยศาลได้ไต่สวนพยานและตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า หากพิจารณาตามหลักกฎหมายมหาชน ต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อกฎหมายให้อำนาจแล้ว ต้องพิจารณาต่อว่ามีกลไกหรือหลักเกณฑ์ใดกำกับการใช้อำนาจดังกล่าว

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยปกครองภายใต้หลักนิติรัฐ การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้

     สำหรับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า กกต.มีอำนาจตามกฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ขณะที่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง กำหนดให้สามารถมีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งได้

     ในมุมของ ดร.ณัฐวุฒิ การกำหนดรหัสบนบัตรเลือกตั้งมีวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยของบัตร เช่น การป้องกันการปลอมแปลงบัตร การเลียนแบบบัตร การใช้บัตรข้ามเขต หรือการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยการมีรหัสช่วยให้สามารถควบคุมและตรวจสอบที่มาของบัตรในกระบวนการจัดการเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการตรวจสอบย้อนหลังว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

     ดร.ณัฐวุฒิย้ำว่า ในมุมมองของตน การมี Barcode หรือ QR Code ไม่ได้หมายความว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับจนทราบผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละคนได้ เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งมีการแยกจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิออกจากกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความลับของการลงคะแนน

หลัก “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยคำว่า “โดยตรง” หมายถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทน และไม่ใช่ระบบที่ประชาชนเลือกตัวแทนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนอีกทอดหนึ่ง

     ส่วนคำว่า “โดยลับ” หมายถึง การลงคะแนนต้องดำเนินการในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถทราบหรือเปิดเผยได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนอย่างไร หรือเลือกผู้สมัครรายใด

     หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยอธิบายไว้ โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับเป็นหลักสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และการออกเสียงลงคะแนนโดยลับมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลหรือการแทรกแซงเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิยังอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการลงคะแนนโดยลับ โดยสาระสำคัญของแนวคำวินิจฉัยคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสามารถลงคะแนนโดยที่บุคคลอื่นไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบว่าตนตัดสินใจเลือกผู้สมัครรายใด

อธิบายกระบวนการรักษาความลับของบัตรเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายต่ออีกว่า กระบวนการรักษาความลับเริ่มตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ลงชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และลงชื่อในต้นขั้วบัตรตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนด จากนั้นจึงรับบัตรเลือกตั้งและเข้าไปทำเครื่องหมายในคูหาเลือกตั้งที่จัดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นมองเห็นการลงคะแนน

     หลังจากลงคะแนนแล้ว ผู้ใช้สิทธิต้องพับบัตรและนำไปหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง จากนั้นกระบวนการนับคะแนนต้องดำเนินการโดยเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบกระบวนการนับคะแนนได้

     อย่างไรก็ตาม ความเปิดเผยของการนับคะแนนไม่ได้หมายความว่าผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละรายจะถูกเปิดเผย เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนแล้วถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ข้อมูลต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิมีการจัดเก็บแยกจากบัตรเลือกตั้ง

     ในประเด็นนี้ ดร.ณัฐวุฒิมองว่า การแยกข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงย้อนกลับเพื่อระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยง่าย

Barcode และ QR Code กับการป้องกันการปลอมแปลงบัตร

     สำหรับข้อกังวลว่ารหัสบนบัตรเลือกตั้งสามารถนำไปสู่การตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่นั้น ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า หากจะระบุตัวผู้ใช้สิทธิและเชื่อมโยงไปถึงผลการลงคะแนน จะต้องมีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ครบถ้วน ทั้งบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ ขณะที่กระบวนการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวมีการแยกส่วนตามหลักเกณฑ์การรักษาความลับ

     เขาจึงเห็นว่า การมีรหัสบนบัตรเพื่อใช้ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตและจัดการบัตร ไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการเปิดเผยผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละราย

     ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของ กกต.ที่เคยระบุว่า Barcode และ QR Code เป็นมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร และการมีรหัสดังกล่าวไม่ได้ทำให้สามารถทราบว่าผู้ใช้สิทธิแต่ละรายกาเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยตรง

กกต.มีอำนาจบริหารจัดการเลือกตั้งภายใต้กรอบกฎหมาย

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง รวมถึงการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับกรณีที่อาจมีการทุจริตหรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

     ขณะเดียวกัน มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญกำหนดหลักว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ และกำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผลเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

     ดังนั้น ในมุมมองของ ดร.ณัฐวุฒิ การพิจารณาคดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง Barcode และ QR Code จำเป็นต้องพิจารณาทั้งเรื่องอำนาจตามกฎหมายของ กกต. วัตถุประสงค์ของการกำหนดรหัส วิธีการจัดเก็บบัตรและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะการปรากฏของ Barcode หรือ QR Code บนบัตรเพียงอย่างเดียว

“ความลับ” ต้องพิจารณาตลอดกระบวนการเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า หากมองกระบวนการเลือกตั้งเป็นภาพรวม ความลับไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในคูหาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และข้อมูลผู้มาใช้สิทธิภายหลังการลงคะแนนด้วย โดยต้องมีระบบควบคุมไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อเปิดเผยการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนแต่ละคน

     ในมุมนี้ เขาเห็นว่า การตรวจสอบเพื่อป้องกันบัตรปลอม การตรวจสอบจำนวนบัตร การตรวจสอบกระบวนการจัดส่งและจัดเก็บบัตร กับการตรวจสอบว่า “ใครเลือกใคร” เป็นคนละประเด็นกัน

     สำหรับการเก็บรักษาวัสดุและบัตรเลือกตั้ง ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบระยะเวลาตามกฎหมายและมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกภาพเพื่อป้องกันการนำบัตรออกจากสถานที่เก็บโดยมิชอบ และเมื่อพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย หากบัตรไม่ใช่ของกลางหรืออยู่ภายใต้คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ก็เข้าสู่กระบวนการทำลายตามหลักเกณฑ์

ย้ำคดีอยู่ระหว่างการวินิจฉัย ไม่ควรสรุปผลก่อนศาลมีคำวินิจฉัย

     สำหรับคดี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะนี้ยังต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.

    ประเด็นสำคัญของคดีคือการวินิจฉัยว่าการที่ กกต.กำหนดให้มี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยฝ่ายผู้ร้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการเชื่อมโยงรหัสดังกล่าวกับตัวผู้ใช้สิทธิและผลการลงคะแนน ขณะที่ กกต.ชี้แจงว่ารหัสมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตร และยืนยันว่าการลงคะแนนยังคงเป็นความลับ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นกระบวนการตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลจะมีความสำคัญต่อการสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง การใช้เทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และการคุ้มครองหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่กระบวนการเลือกตั้งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ควบคู่กับหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

     ในส่วนของมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดร.ณัฐวุฒิยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวถึงความต่อเนื่องของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงแนวคิดในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับนักลงทุนจากยุโรปเพื่อส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ ไม่ใช่ข้อสรุปหรือการประเมินของสำนักข่าว


#ข่าวการเมือง #บัตรเลือกตั้ง #บัตรเลือกตั้ง2569 #บัตรเลือกตั้งสส #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #QRCodeบัตรเลือกตั้ง #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้งโดยลับ #ออกเสียงโดยตรงและลับ #รัฐธรรมนูญ #ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #ดรณัฏฐ์ #AURELIANGROUP #PostUpNews

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” วิจารณ์การใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ หลัง “รังสิมันต์ โรม” เรียก “อนุทิน” ชี้แจง 8 ต.ค.

กมธ.กฎหมายเรียก อนุทิน

     กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติของคณะกรรมาธิการให้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นั้น

     ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฐวุฒิชี้ กมธ.มีอำนาจเรียก แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

      ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในกิจการที่คณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการ หรือเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่

      ข้อมูลของรัฐสภาระบุว่า อำนาจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในลักษณะเดียวกับพนักงานสอบสวน และการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของกันและกัน โดยกลไกของรัฐสภาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

      สำหรับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีหน้าที่กระทำกิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว

     ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับแล้ว

      กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดกลไกเกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการสามารถเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยอาจเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางวินัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย

      ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการไว้โดยตรง

      ดร.ณัฐวุฒิแสดงความเห็นว่า การไม่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของบุคคลแต่ละประเภทต้องพิจารณาตามสถานะและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปเหมารวมว่าผู้ถูกเรียกทุกคนจะมีความรับผิดหรือบทลงโทษในลักษณะเดียวกัน

ตั้งข้อสังเกตการใช้กลไก กมธ. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผ่านหลายกลไกของรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งแต่ละกลไกมีขั้นตอนและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

     สำหรับกรณีที่มีการเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า ควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเรียกดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการและพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 อย่างไร รวมถึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติกับกระบวนการสอบสวนและวินิจฉัยความผิดตามกระบวนการยุติธรรม

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดมีความผิด

ตั้งคำถามต่อการสื่อสารมติ กมธ. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

      ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมติของคณะกรรมาธิการผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ส่วนบุคคล โดยเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งมติและการสื่อสารข้อมูลต่อผู้ถูกเรียก รวมถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ

      ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การสื่อสารเรื่องการตรวจสอบบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐควรระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเท่ากับการถูกกล่าวหาหรือมีความผิดแล้ว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการวินิจฉัยความรับผิดเป็นคนละขั้นตอนกัน

     สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงนายรังสิมันต์ โรม ว่าอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรืออาจมีประเด็นด้านจริยธรรมหรือกฎหมายอื่นนั้น ดร.ณัฐวุฒิเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ โดยยังไม่ใช่ข้อยุติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย

ดร.ณัฐวุฒิย้ำ ภาคธุรกิจต้องการเสถียรภาพและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

       ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงมุมมองในฐานะนักลงทุนและนักธุรกิจว่า ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า และโอกาสการมีงานทำของประชาชนควรเป็นประเด็นสำคัญ

        ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายการดำเนินธุรกิจและเพิ่มการจ้างงาน โดยกล่าวถึงเป้าหมายการรับพนักงานประจำเพิ่มเติมประมาณ 50,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึง ไม่ใช่ตัวเลขการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

      สำหรับข้อเสนอทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนควบคู่กับการดำเนินการด้านกฎหมายและการเมือง โดยมองว่าความชัดเจนของนโยบายและบรรยากาศทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

     ทั้งนี้ ความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือประเด็นด้านจริยธรรมของบุคคลใด จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติจนกว่าจะมีผลการตรวจสอบหรือคำวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER