ศธ. และ อว. ดันมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก ผ่านมาตรฐานรับรองร่วมไทย-เยอรมนี

ศธ. และ อว. ดันมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก ผ่านมาตรฐานรับรองร่วมไทย-เยอรมนี

ศธ. ผนึก อว. สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ชูนวัตกรรม "Joint Accreditation" เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศไทย และประเทศเยอรมนี

สมศ.จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ASIIN-MHESI-ONESQA Thailand Conference 2026 นำร่อง 9 ราชมงคลฯ ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

     กรุงเทพมหานคร, 23 มิถุนายน 2569 – กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เดินหน้ายกระดับคุณภาพอุดมศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการประชุมวิชาการนานาชาติ ASIIN-MHESI-ONESQA Thailand Conference 2026 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาร่วมระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ภายใต้แนวคิด “Joint Accreditation” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานมหาวิทยาลัยไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

     การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมรามาด้า พลาซ่า บาย วินด์แฮม กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านการศึกษาไทยและองค์กรรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาจากประเทศเยอรมนีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางพัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชู “ทุนมนุษย์” หัวใจสำคัญการพัฒนาประเทศ

     นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทยในทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

     กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ทุนมนุษย์ (Human Capital)” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของประเทศ โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

     “ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบการศึกษาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล หากต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของภูมิภาค” นายอัครนันท์ กล่าว

เปิดตัว “Joint Accreditation” เชื่อมมาตรฐานไทย-เยอรมนี

     นายอัครนันท์ กล่าวว่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ได้พัฒนาระบบ Joint Accreditation หรือระบบรับรองคุณภาพร่วม โดยบูรณาการเกณฑ์ประเมินคุณภาพจาก ASIIN (Accreditation Agency for Degree Programmes in Engineering, Informatics, Natural Sciences and Mathematics) ซึ่งเป็นองค์กรรับรองคุณภาพการศึกษาชั้นนำของประเทศเยอรมนี และได้รับการรับรองจากเครือข่ายประกันคุณภาพการศึกษาระดับยุโรป

    ระบบดังกล่าวจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการประเมินคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการประกันคุณภาพการศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน ผู้ประกอบการ และองค์กรระหว่างประเทศ

     “บัณฑิตจากหลักสูตรที่ผ่านการรับรองแบบ Joint Accreditation จะได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีศักยภาพเทียบเท่าบัณฑิตจากสถาบันการศึกษาในสหภาพยุโรป สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ” นายอัครนันท์ กล่าว

สมศ. นำร่อง 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

     ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สมศ. ได้กำหนดแผนแม่บทเชื่อมโยงมาตรฐานการประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยกับมาตรฐานของประเทศเยอรมนี โดยเริ่มนำร่องในกลุ่ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง ทั่วประเทศ

    ประกอบด้วย

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

     เนื่องจากมหาวิทยาลัยกลุ่มดังกล่าวมีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติ (Practice-Based Education) และมีรูปแบบใกล้เคียงกับระบบ Fachhochschule หรือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ของประเทศเยอรมนี

มุ่งผลิตกำลังคนคุณภาพสูงรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

     ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ กล่าวว่า ระบบ Joint Accreditation จะไม่เพียงเป็นกลไกการประเมินคุณภาพทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน “พาสปอร์ตสู่ตลาดแรงงานโลก” ที่ช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูงด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve Industries) ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

     “ระบบ Joint Accreditation จะช่วยยกระดับบัณฑิตไทยให้มีมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการทำงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลก และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศในอนาคต” ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ กล่าว

เวทีความร่วมมือไทย-เยอรมนี ด้านคุณภาพการศึกษา STEM

     สำหรับการประชุม ASIIN-MHESI-ONESQA Thailand Conference 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านการประกันคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพหลักสูตรในกลุ่มสาขา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)

     พร้อมส่งเสริมการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการศึกษาและนวัตกรรมของภูมิภาคอาเซียน

ข้อมูลติดต่อ

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)

เว็บไซต์ : ONESQA Thailand

เฟซบุ๊ก : ONESQA Facebook Page

โทรศัพท์ 0-2216-3955

Read More
ททท. กระตุ้นเที่ยวไทย เปิดตัว “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” หนุนเดินทางทั่วประเทศ

ททท. กระตุ้นเที่ยวไทย เปิดตัว “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” หนุนเดินทางทั่วประเทศ

ททท. เปิดตัว “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ชวนคนไทยออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ไทยผ่านทุกความรู้สึก พร้อมเปิด Thailand Feeling Map และกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศตลอด Green Season 2569

     กรุงเทพฯ – วันที่ 22 มิถุนายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” อย่างเป็นทางการ ณ ห้องโถงธนะรัชต์ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้ง 5 ภูมิภาคด้านตลาดในประเทศ ร่วมเปิดตัวกิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวไฮไลต์จากทั่วประเทศ

     โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดกระแส “เสน่ห์ไทย” ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงพลัง Soft Power จาก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล (LISA) ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นการเดินทางท่องเที่ยวจริง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Experience Economy ที่นักท่องเที่ยวเลือกจุดหมายปลายทางจากประสบการณ์และความรู้สึกที่ต้องการได้รับมากกว่าการเลือกจากสถานที่เพียงอย่างเดียว

     ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงพัฒนาโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวกับประสบการณ์จริง ผ่านกิจกรรม เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว และสิทธิประโยชน์จากสำนักงาน ททท. ทั้ง 45 สำนักงาน และ 2 ศูนย์ ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

     พร้อมกันนี้ ททท. ได้เปิดตัว “Thailand Feeling Map” แผนที่แห่งความรู้สึกของประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ความประทับใจ และเรื่องราวจากการเดินทางในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบิน เวาเชอร์ที่พัก บริการสปา กิจกรรมท่องเที่ยว และบัตรเติมน้ำมัน

รวมไฮไลต์ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค ภายใต้โครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings”

ภาคเหนือ

แคมเปญ “สุขทันที...ฤดูนี้ ฤดูเหนือ”

แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพที่ตอบโจทย์การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในช่วงฤดูฝน

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่

• Feel All The Feelings @ Mae Hong Son : Rainy Charm

แหล่งท่องเที่ยว:

  • อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

  • สะพานประวัติศาสตร์ปาย

  • ถนนคนเดินปาย

  • จุดชมวิวหยุนไหล

  • น้ำพุร้อนท่าปาย

  • หมู่บ้านสันติชล

กิจกรรมเด่น:

  • Pai Jazz & Blues Festival 2026

  • วันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569

  • อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แนวคิด:
“สัมผัส 3 สุข” ได้แก่ สุขกาย สุขใจ และสุขภาพดี ท่ามกลางบรรยากาศสายฝนและดนตรีระดับนานาชาติ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แคมเปญ “5 Feeling of Isan : สัมผัสอีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses”

ไฮไลต์สำคัญ:

Feel All The Feelings @ Udon Thani – Nong Khai – Bueng Kan

งาน NAKA ART 2026
“NAKA SOUL PROUD : นาคาโชว์ พ(ร)าว”

วันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569

สถานที่:

  • ถนนคนเดินริมแม่น้ำโขง จังหวัดบึงกาฬ

  • วัดภูทอก

  • หินสามวาฬ

  • ถ้ำนาคา

  • พญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม

  • วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย

กิจกรรม:

  • งานศิลปะร่วมสมัย

  • งานคราฟต์

  • อาหารอีสานสร้างสรรค์

  • ดนตรีและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

ภาคตะวันออก

แคมเปญ “เสน่ห์ตะวันออก ครบทุกอารมณ์”

กิจกรรม Feel All The Feelings @ Chanthaburi

“จันท์ อวด ดี²”

วันที่ 10–12 กรกฎาคม 2569

สถานที่:

  • ชุมชนริมน้ำจันทบูร

  • อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล

  • ตลาดพลอยจันทบุรี

  • จุดชมวิวเนินนางพญา

  • หาดคุ้งวิมาน

  • ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน

จุดเด่น:

  • อาหารพื้นถิ่น

  • ผลไม้ GI

  • วัฒนธรรมชุมชนเก่าแก่

  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภาคกลาง

แคมเปญ “เที่ยวใกล้บ้าน @ ภาคกลาง”

เส้นทาง Green Heart Tourism

พื้นที่:

  • กรุงเทพมหานคร

  • จังหวัดนนทบุรี

  • จังหวัดปทุมธานี

ระยะเวลา:
27 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569

แหล่งท่องเที่ยวเด่น:

  • เกาะเกร็ด

  • ตลาดน้ำอัมพวา

  • คลองมหาสวัสดิ์

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

  • สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวรอบกรุงเทพฯ

กิจกรรมไฮไลต์:

Feel All The Feelings @ Kanchanaburi

“KaengPa & Coffee”

วันที่ 17–19 กรกฎาคม 2569

สถานที่:

  • Skywalk กาญจนบุรี

  • สะพานข้ามแม่น้ำแคว

  • ถนนปากแพรก

  • น้ำตกเอราวัณ

  • เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

จุดเด่น:
การจับคู่ “แกงป่าเมืองกาญจน์” กับกาแฟ Specialty จากบาริสต้าชั้นนำ

ภาคใต้

แคมเปญ “สัมผัสเสน่ห์ใต้ เชื่อมทุกความรู้สึก”

กิจกรรม Feel All The Feelings @ Phuket

“Illuminating Peranakan – Where Heritage Comes Alive in Light”

วันที่ 23–29 สิงหาคม 2569

สถานที่:

  • ย่านเมืองเก่าภูเก็ต

  • ถนนถลาง

  • ถนนดีบุก

  • พิพิธภัณฑ์ไทยหัว

  • บ้านชินประชา

  • ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

กิจกรรม:

  • Projection Mapping บนอาคารประวัติศาสตร์

  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมบาบ๋า-เพอรานากัน

  • อาหารพื้นเมืองภูเก็ต

  • กิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้คุณค่าของการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวค้นพบประสบการณ์ที่ตรงกับความรู้สึกของตนเอง และสามารถออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยได้ตลอด 365 วัน

     ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลกิจกรรม เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว และโปรโมชันต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings”

Read More
เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกล ลดภาระประชาชนพื้นที่ห่างไกล

เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกล ลดภาระประชาชนพื้นที่ห่างไกล

ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ! เปิดเวทีระดับชาติถอดบทเรียน “ถ่ายโอน รพ.สต.-Telehealth” ยกระดับการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน

     กรุงเทพมหานคร – การเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกำลังกลายเป็นความจริงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการระบบสุขภาพชุมชน ผ่านการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีบริการสุขภาพทางไกล หรือ Telehealth มาประยุกต์ใช้ในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกล

     จากภาพของคุณยายวัย 80 ปีบนดอยสูง ที่เคยต้องเสียค่าเดินทางหลักพันบาทเพื่อเข้าพบแพทย์ในตัวเมือง วันนี้สามารถรับบริการด้านสุขภาพ รับคำปรึกษาจากพยาบาล และติดตามการใช้ยาผ่านระบบ Telehealth ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้านได้แล้ว นับเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพที่กำลังเกิดขึ้นจริงในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดกระบี่

     เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถอดบทเรียน และขยายผลความสำเร็จดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีสาธารณะระดับชาติ ภายใต้หัวข้อ

“ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

     เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้สนใจ ได้ร่วมเรียนรู้โมเดลการบริหารจัดการระบบสุขภาพโดยท้องถิ่น พร้อมศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Telehealth เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม

     ภายในเวทีจะมีการนำเสนอประสบการณ์จริงจากพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อบจ. การจัดบริการสุขภาพเชิงรุก การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบสุขภาพปฐมภูมิกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ลดภาระค่าใช้จ่าย และลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

     นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเครื่องมือ กลไกการดำเนินงาน และข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่มีความยั่งยืน ครอบคลุม และตอบโจทย์บริบทของแต่ละท้องถิ่น

     เวทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “สุขภาพที่ดีต้องเป็นสิทธิของทุกคน” และการพัฒนาระบบสุขภาพไทยในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

กำหนดการจัดงาน

  • วันที่: วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569

  • เวลา: 08.30 – 16.30 น.

  • สถานที่: ห้องประชุมแกรนด์ A ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

  • รูปแบบ: เข้าร่วมได้ทั้ง On-site และ Online ผ่านระบบ Zoom และ Facebook Live ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

     ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง Facebook Live ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

Read More
ป่อเต็กตึ๊งถวายเป็นพระราชกุศล มอบทุนการศึกษานักเรียนประถม 1,500 ทุนทั่วประเทศ

ป่อเต็กตึ๊งถวายเป็นพระราชกุศล มอบทุนการศึกษานักเรียนประถม 1,500 ทุนทั่วประเทศ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษา 1,500 ทุน กว่า 3 ล้านบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กไทย ปี 2569

     เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีมอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

     พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี

     ในปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 จำนวน 1,500 ทุน ทุนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน) เพื่อช่วยเหลือเยาวชนที่มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และสามารถศึกษาเล่าเรียนต่อจนบรรลุเป้าหมายในชีวิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาเด็กไทยต่อเนื่องกว่า 50 ปี

     นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยที่ขาดโอกาส

     สำหรับปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาและทุนส่งเสริมการศึกษารวมกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมการช่วยเหลือในหลายระดับ ได้แก่

  1. ทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา

  2. ทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น

  3. ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนและนักศึกษาชั้นปีสุดท้าย

  4. ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดาร

116 ปีแห่งการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนไทย

    ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินภารกิจด้านสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และสาธารณสุข การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการส่งเสริมด้านการศึกษา โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือฐานะทางสังคม

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังคงยึดมั่นในปณิธานสำคัญ คือ

“ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

     เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลชั้นนำที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจร และร่วมสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ติดตามข่าวสารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     ประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และโครงการเพื่อสังคมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ทาง

  • Facebook Fanpage : Poh Teck Tung Foundation

  • เว็บไซต์รวมช่องทางการติดต่อ : https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง : ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

Read More
เปิดแผนรถไฟท่องเที่ยวลักชัวรีสายใหม่ กรุงเทพฯ–กาญจนบุรี–หัวหิน–หาดใหญ่ ททท. หวังเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวคุณภาพ

เปิดแผนรถไฟท่องเที่ยวลักชัวรีสายใหม่ กรุงเทพฯ–กาญจนบุรี–หัวหิน–หาดใหญ่ ททท. หวังเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวคุณภาพ

ททท. ขานรันโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชัวรีระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

รถไฟลักชูรี่

     กรุงเทพฯ – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-Value Tourism) ของรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศความร่วมมือกับ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชัวรีระดับโลก ภายใต้ Belmond ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) เพื่อพัฒนาและยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวทางรางของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมสำหรับนักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

     ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเดินทางเชิงประสบการณ์ (Experiential Travel) และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ เน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ”

     ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตจากจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ท้องถิ่น และการบริการที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

     อย่างไรก็ตาม ในยุคที่พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตัวชี้วัดความสำเร็จของภาคการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าเชิงประสบการณ์” (Experience Value) ที่นักท่องเที่ยวได้รับ และ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่กระจายสู่ชุมชนและพื้นที่ปลายทางอย่างยั่งยืน

     ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงมุ่งยกระดับ “การท่องเที่ยวทางราง” (Rail Tourism) ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เดินทาง โดยเปลี่ยนการเดินทางด้วยรถไฟจากเพียงระบบคมนาคม ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า

ททท. หารือผู้บริหาร Eastern & Oriental Express ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Luxury Rail Tourism

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้หารือร่วมกับ นายแกรี แฟรงคลิน (Mr. Gary Franklin) กรรมการผู้จัดการ Belmond Trains บริษัท Belmond ในเครือ LVMH ผู้ให้บริการรถไฟลักชัวรีระดับโลก Eastern & Oriental Express

     ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด

“Healing is the New Luxury”

     ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเชิงคุณภาพ สุขภาวะ การเรียนรู้วัฒนธรรม และการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า

เตรียมเปิดเส้นทางรถไฟลักชัวรีใหม่ เชื่อม 5 เมืองท่องเที่ยวไทย

     ภายใต้แผนความร่วมมือดังกล่าว มีแนวคิดพัฒนาเส้นทางรถไฟท่องเที่ยวลักชัวรีเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร

  • จังหวัดกาญจนบุรี

  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน)

  • จังหวัดสงขลา (หาดใหญ่)

  • อำเภอปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา

     โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2570

     โครงการนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบด้านระบบรางของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต

ดัน Soft Power ไทยและ 5 Must Do in Thailand สู่สายตานักเดินทางโลก

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ Eastern & Oriental Express จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับโลก

     พร้อมส่งเสริมการขายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทย ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thai Soft Power) ควบคู่กับแนวคิด “5 Must Do in Thailand” ได้แก่

  • Must Taste

  • Must Try

  • Must Buy

  • Must Seek

  • Must See

     ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย เพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สร้างอนาคตท่องเที่ยวไทยด้วย Luxury Rail Tourism

     ความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Eastern & Oriental Express ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่ตลาด Luxury Tourism ระดับโลก ผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยวทางรางที่ผสานความหรูหรา วัฒนธรรม สุขภาวะ และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน

     พร้อมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลก และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

Read More
ทีเส็บเดินหน้าพัฒนา MICE City ภาคใต้ จัด Southern MICE Economic Forum 2026 หนุนสงขลาสู่เมืองเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ทีเส็บเดินหน้าพัฒนา MICE City ภาคใต้ จัด Southern MICE Economic Forum 2026 หนุนสงขลาสู่เมืองเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ทีเส็บผนึกภาคีใต้ จัด The Southern MICE Economic Forum 2026 ชูพลัง “Southern Synergy” สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ เล็งยกระดับสงขลาไมซ์ซิตี้สู่สากล

TCEB

     สงขลา, 16 มิถุนายน 2569สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (ทีเส็บ) หรือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมในพื้นที่ภาคใต้ จัดงาน The Southern MICE Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Southern Synergy: ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล” ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC HATYAI) จังหวัดสงขลา

     พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และเครือข่ายอุตสาหกรรมไมซ์จากทั่วประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ผ่านกลไกของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

ทีเส็บชูแนวคิด Southern Synergy เชื่อมศักยภาพภาคใต้สู่เศรษฐกิจยุคใหม่

     ภายในงานมีการรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคธุรกิจ นักพัฒนาเมือง นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และองค์กรเครือข่ายสำคัญของภาคใต้ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคในอนาคต ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาเมือง การค้าชายแดน การยกระดับคุณภาพชีวิต และบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับพื้นที่

     ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า

“อนาคตของภาคใต้ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันระหว่างจังหวัด แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน และอุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความร่วมมือนั้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

     พร้อมระบุว่า ภาคใต้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งด้านการท่องเที่ยว การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สุขภาพ การศึกษา โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละจังหวัดเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

สงขลาตอกย้ำบทบาทเมืองไมซ์และเมืองสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

    การเลือกจังหวัดสงขลาเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ในฐานะเมืองไมซ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม การศึกษา การค้า การลงทุน และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

     นอกจากนี้ จังหวัดสงขลายังได้รับการประกาศให้เป็น UNESCO Creative Cities Network ด้านอาหาร (Creative City of Gastronomy) ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการนำทุนทางวัฒนธรรมและอาหารมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เวทีเสวนา 6 หัวข้อสำคัญ สร้างอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้

     ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวม 6 เวที ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ

  • การพัฒนาเมืองและเมืองไมซ์
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • การพัฒนาทุนมนุษย์
  • การสร้างโอกาสทางธุรกิจ
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน
  • การเตรียมความพร้อมภาคใต้สู่เวทีนานาชาติ

     โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างกว้างขวาง

เปิดประสบการณ์เรียนรู้เมืองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์

     นอกจากเวทีเสวนาหลักแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับพื้นที่จริงของเมือง ได้แก่

  • Walk with The Old Town of Hat Yai สำรวจย่านเมืองเก่าและพื้นที่สร้างสรรค์ของหาดใหญ่
  • South Serve: Chef's Table & Short Course นำเสนอศักยภาพด้านอาหารและ Gastronomy ของจังหวัดสงขลา
  • Photo Essay Exhibition นิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนอัตลักษณ์ ผู้คน และวัฒนธรรมภาคใต้

     กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสแนวคิดการพัฒนาเมืองผ่านมิติทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และชุมชน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ยุคใหม่ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ทีเส็บเดินหน้าผลักดันเมืองไมซ์ภาคใต้สู่อนาคต

     สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) คาดหวังว่าองค์ความรู้ เครือข่ายความร่วมมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากเวที The Southern MICE Economic Forum 2026 จะสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองไมซ์และเมืองศักยภาพในภาคใต้ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาเป็น MICE City แล้ว และจังหวัดที่มีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ในอนาคต

     เวทีดังกล่าวจึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค ที่สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในอนาคตจะเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละพื้นที่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการใช้กลไกอุตสาหกรรมไมซ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

Read More
ผลสำรวจสหราชอาณาจักร แบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผล ทำสินค้าเถื่อนโต - คนสูบบุหรี่เพิ่ม

ผลสำรวจสหราชอาณาจักร แบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผล ทำสินค้าเถื่อนโต - คนสูบบุหรี่เพิ่ม

ผลสำรวจ Haypp เผยแบนบุหรี่ไฟฟ้าใช้แล้วทิ้งในอังกฤษยังไม่บรรลุเป้าหมาย ตลาดมืดยังเติบโต

บุหรี่ไฟฟ้า

     ลอนดอน, สหราชอาณาจักร – ผลสำรวจล่าสุดจาก Haypp ผู้ค้าปลีกอีคอมเมิร์ซด้านผลิตภัณฑ์นิโคตินระดับนานาชาติ สะท้อนผลกระทบหลังการบังคับใช้มาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Vape Ban) ในสหราชอาณาจักรครบ 1 ปี โดยพบว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ขณะที่บางส่วนเปลี่ยนกลับไปสูบบุหรี่มวน ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงด้านนโยบายสาธารณสุขและการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ

     ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย Haypp จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,000 คนทั่วสหราชอาณาจักร พบว่า 35% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงซื้อบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งภายหลังการบังคับใช้กฎหมายห้ามจำหน่าย ซึ่งสะท้อนถึงการคงอยู่ของตลาดผิดกฎหมายและความท้าทายในการควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

    ผลสำรวจยังระบุว่า แหล่งจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายที่พบมากที่สุด ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าชุมชน คิดเป็น 51% ตลาดนัดหรือร้านค้าชั่วคราว 35% ร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า 28% และการซื้อผ่านเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว 28%

     แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมากลดการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าลง โดย 61% ระบุว่าลดการใช้ และอีก 8% เลิกใช้โดยสิ้นเชิง แต่ในกลุ่มที่ลดหรือเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น พบว่า 41% หันกลับไปสูบบุหรี่มวน ขณะที่ 44% เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบอื่น 17% ใช้อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าแบบเติมน้ำยา และ 12% ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดเคี้ยว

     ดร.มารินา เมอร์ฟี (Dr. Marina Murphy) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกิจการวิทยาศาสตร์ของ Haypp กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากนโยบายห้ามจำหน่ายแบบเบ็ดเสร็จ โดยนอกจากจะกระตุ้นการเติบโตของตลาดผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันกลับไปสูบบุหรี่มวน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาในมิติด้านสาธารณสุขและการกำหนดนโยบายในอนาคต

     ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Haypp เป็นหนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ขณะที่องค์กรด้านสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร เช่น Action on Smoking and Health (ASH) รายงานว่า หลังการบังคับใช้มาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในกลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2569 มีผู้ใหญ่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งเป็นประจำเหลือเพียง 8% จาก 24% ในปีก่อนหน้า

     สำหรับพื้นที่ที่ยังพบการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งในระดับสูงหลังการประกาศใช้มาตรการห้ามจำหน่าย ได้แก่ เมืองเชฟฟิลด์ นิวคาสเซิล เซาแทมป์ตัน ลอนดอน แมนเชสเตอร์ ลีดส์ บริสตอล และเอดินบะระ ตามข้อมูลจากผลสำรวจของ Haypp ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น

     นักวิเคราะห์มองว่า กรณีศึกษาของสหราชอาณาจักรอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหลายประเทศที่กำลังพิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิผลของมาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย ผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และการป้องกันการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายควบคู่กันไป

ที่มา https://www.edinburghnews.scotsman.com/your-world/30-of-edinburgh-vapers-still-purchased-disposable-vapes-since-uk-ban-8656605

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER