APPTech EXPO 2026 พลิกงานวิจัยไทยเป็นรายได้จริง ชู AppTech Platform เชื่อมชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการ

APPTech EXPO 2026 พลิกงานวิจัยไทยเป็นรายได้จริง ชู AppTech Platform เชื่อมชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการ

บพท. จัด APPTech EXPO 2026 รวมเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

APPTech EXPO 2026

     กรุงเทพมหานครหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.), เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมจัดงาน APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

     งานดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Appropriate Technology (AppTech) หรือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ยกระดับอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บพท. ชู AppTech Platform เชื่อมงานวิจัยกว่า 3,500 เทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง

     ปัจจุบันประเทศไทยมีผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ โดยผ่านการคัดกรองด้านความพร้อมในการใช้งาน ราคา สิทธิบัตร และผลสัมฤทธิ์ในการประยุกต์ใช้แล้ว พบว่ามีเทคโนโลยีกว่า 3,500 รายการ ที่พร้อมนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการพัฒนาชุมชน

     หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดไว้ใน Appropriate Technology Platform (AppTech Platform) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงนักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และครัวเรือน ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

     แพลตฟอร์มดังกล่าวยังสามารถติดตามข้อมูลรายได้ ต้นทุน ผลผลิต และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real-Time เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง (Data-Driven Policy)

เปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation

     อีกหนึ่งจุดเด่นของ AppTech Platform คือการพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก Technology Push หรือการผลักดันเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปสู่ชุมชน มาเป็น Demand-driven Innovation ที่เริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วจึงให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์โดยตรง

     แนวทางดังกล่าวช่วยให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลงานวิชาการ

ชูแนวคิด Co-Creation ร่วมสร้างนวัตกรรมกับชุมชน

     หัวใจสำคัญของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก "การช่วยเหลือ" ไปสู่ "การร่วมสร้าง" (Co-Creation) โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้น

     ในระหว่างดำเนินโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ชุมชนสามารถเลือกซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยีได้ หากตัดสินใจลงทุนต่อ แสดงว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ เผยครัวเรือนมีรายได้เพิ่มกว่า 945 ล้านบาท

     รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานคณะทำงานกำกับทิศทาง พิจารณา ติดตาม และประเมินผล ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เรื่อง "ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาทต่อเดือน ภายใน 2 ปี)" กล่าวว่า

     โครงการมีเป้าหมายให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมสามารถมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี

     ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการ พบว่า

  • สนับสนุนโครงการรวม 87 โครงการ

  • มีครัวเรือนเข้าร่วม 11,897 ครัวเรือน

  • สร้างรายได้เพิ่มรวมกว่า 945 ล้านบาท

  • ร้อยละ 58 หรือ 6,934 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 บาทต่อปี

(ข้อมูล ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569)

APPTech EXPO 2026 รวมสุดยอดนวัตกรรมเพื่อชุมชนจากทั่วประเทศ

     จากผลสำเร็จดังกล่าว บพท. จึงจัดงาน APPTech EXPO 2026 เพื่อเผยแพร่ต้นแบบความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยภายในงานจะมี

  • นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้

  • เวทีแบ่งปันประสบการณ์ของนวัตกรชุมชนจากทุกภูมิภาค

  • การจับคู่เทคโนโลยีกับผู้ประกอบการและชุมชน

  • การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมมอบรางวัลนวัตกรดีเด่น

     ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ

     "อว. เชื่อมองค์ความรู้ ขยายเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างนวัตกรชุมชน สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน"

     พร้อมมอบ รางวัลนวัตกรชุมชนระดับดีเด่น จำนวน 5 รางวัล และเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมจากทั่วประเทศ

     งาน APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ ภายใต้แนวคิด "สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่​ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfRykE_klAykcLWO7TWzPWJ31p4Vnl8mnU6J5PZ2S6_VaiudQ/viewform?usp=dialog หรือสมัครหน้างานได้โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย



Read More
ผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทั่วองค์กร

ผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทั่วองค์กร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำคณะผู้บริหารลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมเชิญประชาชนร่วมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     กรุงเทพมหานคร, 28 กรกฎาคม​ 2569มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำคณะผู้บริหารและหน่วยงานในเครือร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง

     คณะผู้แทนจาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานในเครือ เดินทางเข้าร่วมพิธีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

     พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศลจากทั่วประเทศเข้าร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

     นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา โดยระหว่างวันที่ 28–30 กรกฎาคม 2569 จะมีการเปิดไฟประดับตกแต่งบริเวณภายนอกศาลเจ้าฯ จนถึงเวลา 21.00 น. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

     สำหรับผู้มีจิตศรัทธา สามารถเดินทางเข้าสักการะ หลวงปู่ไต้ฮง และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ภายใน ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ได้จนถึงเวลา 18.00 น. ตลอดช่วงการจัดกิจกรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การเข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลและการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสืบสานเจตนารมณ์ของมูลนิธิในการดำเนินงานด้านสาธารณกุศล ควบคู่กับการส่งเสริมคุณธรรม ความสามัคคี และการทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

     ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และข้อมูลการเดินทางไปยัง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ได้ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ผ่าน Linktree ของศาลเจ้า เพื่อรับทราบรายละเอียดกิจกรรมและช่วงเวลาในการเข้าสักการะเพิ่มเติม

Read More
ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมปลูกต้นไม้

ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมปลูกต้นไม้

ไทยเบฟ ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือ เยี่ยมชมนิทรรศการ และปลูกต้นไม้ ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

ไทยเบฟ

     กรุงเทพมหานครบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ผ่านการร่วมพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพระบรมราโชบาย “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้และเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี นำคณะผู้บริหารไทยเบฟร่วมพิธีถวายพระราชกุศล

     ภายในงาน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารของบริษัท ได้เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและร่วมเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญของประเทศ

    จากนั้น คณะผู้บริหารได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจและผลสัมฤทธิ์ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ เพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์กว่า 240 ปี ชาวไทยร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือ

     การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ในรอบกว่า 240 ปี ที่ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันร่วมพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือกับพระภิกษุสงฆ์รวม 225 รูป บนเส้นทางคลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ สะท้อนพลังแห่งศรัทธาและความสามัคคีของคนไทยในการร่วมถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ภายในงานยังมีการแจก น้ำพระพุทธมนต์ ที่ได้รับการประทานจาก สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระเถราจารย์จากวัดริมคลอง 40 วัด จำนวน 10,000 ขวด เพื่อมอบเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนที่เข้าร่วมงานตลอดเส้นทางสายน้ำ

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริ

     นอกจากพิธีทำบุญตักบาตรแล้ว ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ และผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพระบรมราโชบายในด้านต่าง ๆ ให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

     กิจกรรมดังกล่าวยังมุ่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการสืบสานและต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาประเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

เปิดให้ประชาชนร่วมกิจกรรมถึง 31 กรกฎาคม 2569

     กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติภายใต้โครงการ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ และพื้นที่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมทำบุญ เยี่ยมชมนิทรรศการ และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อถวายความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

     การเข้าร่วมกิจกรรมของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการมีส่วนร่วมกับสังคม สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และร่วมสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย

Read More
กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ จัด TICA Connect 2026 ดึง UN องค์กรระหว่างประเทศ และอาสาสมัคร ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ จัด TICA Connect 2026 ดึง UN องค์กรระหว่างประเทศ และอาสาสมัคร ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) จัดงาน The 11th TICA Connect ฉลอง 80 ปีไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เชื่อมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน South-South และ Triangular Cooperation

The 11th TICA Connect

     กรุงเทพมหานครกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency: TICA) กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมจัดงาน “The 11th TICA Connect” ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Thailand – United Nations Partnership for Inclusive and Sustainable Future through South-South and Triangular Cooperation” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปี ที่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

     งานดังกล่าวจะมี คณะทูตานุทูตต่างประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักศึกษา และเครือข่ายอาสาสมัคร จากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษจากองค์การสหประชาชาติ

     พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธี

     พร้อมด้วย Dr. Ailan Li, UN Resident Coordinator in Thailand ad interim และ WHO Representative to Thailand กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ

“Leveraging 80 Years of Partnership: The UN and Thailand as Catalysts for South-South and Triangular Cooperation”

     โดยนำเสนอความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับองค์การสหประชาชาติ ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา และแนวทางการต่อยอดความร่วมมือเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในอนาคต

ผลักดัน South-South Cooperation และ Triangular Cooperation สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

     การจัดงาน The 11th TICA Connect มีวัตถุประสงค์สำคัญในการเผยแพร่ผลสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับองค์การสหประชาชาติ ในการส่งเสริมการพัฒนาแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผ่านกรอบ

  • South-South Cooperation (ความร่วมมือแบบใต้-ใต้)

  • Triangular Cooperation (ความร่วมมือไตรภาคี)

     ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสนับสนุนการบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Development Partner ที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก

ร่วมขานรับปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2026

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน คือ การร่วมสนับสนุนการที่ปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ได้รับการประกาศให้เป็น

International Year of Volunteers for Sustainable Development (IVY 2026)

     เพื่อสร้างการรับรู้ถึงบทบาทสำคัญของอาสาสมัครในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงสะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมงานอาสาสมัครในระดับสากล

เสวนาผู้เชี่ยวชาญจาก WHO, UNFPA และ UNESCAP แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนา

     ภายในงานมีเวทีเสวนาจากผู้แทนองค์การระหว่างประเทศชั้นนำ ได้แก่

  • องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO)

  • กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund: UNFPA)

  • คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UNESCAP)

     ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ

  • นโยบายสุขภาพโลก (Global Health Policy)

  • หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage)

  • อนามัยแม่และเด็ก

  • การประเมินผลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

อาสาสมัครไทยและ UN Volunteers ถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานพัฒนา

     ภายในงานยังมีเวทีเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของอาสาสมัคร เนื่องในโอกาส International Year of Volunteers for Sustainable Development 2026 (IVY 2026)

     โดยมี

  • โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand)

  • United Nations Volunteers (UNV)

     ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านการพัฒนาในต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมโลก

จัดแสดงผลงานความร่วมมือไทย–โคลอมเบีย และเสวนาพิเศษกับ "พอลล่า เทเลอร์"

     ผู้ร่วมงานจะได้ชมการจัดแสดง ศิลปหัตถกรรมจากโครงการความร่วมมือทวิภาคีเพื่อนวัตกรรมและความยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐโคลอมเบีย ซึ่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ South-South Cooperation

     นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาพิเศษกับ นางสาวพอลล่า เทเลอร์ (Paula Taylor) Friend of UNICEF ประเทศไทย ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน และการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children's Fund: UNICEF)

นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา 

อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

TICA Connect เวทีเชื่อมเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

     การจัดงาน The 11th TICA Connect ครั้งที่ 11 สะท้อนบทบาทของ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดและรับชมย้อนหลังงาน The 11th TICA Connect ผ่าน Facebook และ YouTube ของ "TICA Cooperation กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ" รวมถึงติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA)

     เบอร์โทรศัพท์  02-203-5000 ต่อ 40206 และ 40201   

Facebook :  TICA Cooperation กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ

Read More
สสส. หนุนการเรียนรู้ผ่านการเล่น “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กปฐมวัยต้านบุหรี่ไฟฟ้า ขยายผลทั่วประเทศ

สสส. หนุนการเรียนรู้ผ่านการเล่น “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กปฐมวัยต้านบุหรี่ไฟฟ้า ขยายผลทั่วประเทศ

สสส. สรุปผล “โครงการอารักข์สา” พัฒนานวัตกรรมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 578 สถานศึกษาใน 70 จังหวัด ชูการเรียนรู้ผ่านการเล่น เสริมทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยง

โครงการอารักข์สา

     กรุงเทพมหานครสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เผยผลสำเร็จของ “โครงการอารักข์สา” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องพัฒนาชุดสื่อและกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กปฐมวัยและระดับประถมศึกษา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ความคิดเชิงวิเคราะห์ และการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์ หลังดำเนินโครงการต่อเนื่อง 1 ปี 6 เดือน ครอบคลุม 578 สถานศึกษา ใน 70 จังหวัดทั่วประเทศ

     การสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้ชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการอารักข์สา” โดยมี นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำเสนอผลลัพธ์ของนวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งป้องกันผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ในกลุ่มเด็กเล็ก

สสส. ชี้เด็กไทยเผชิญความเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล

     นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งจากการพบเห็นบุคคลใกล้ชิด การได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ และการทดลองสูบ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันผู้สูบหน้าใหม่อย่างยั่งยืน

     โครงการอารักข์สาได้นำกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ Design-Based Implementation Research มาพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา เพื่อให้เด็กเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันอันตราย และสามารถปฏิเสธการชักชวนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ

ดำเนินงานครอบคลุม 70 จังหวัด 578 สถานศึกษา

     โครงการอารักข์สา นำโดย ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการอารักข์สา ร่วมกับ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2567–2569 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จังหวัดต่าง ๆ และพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ

     มีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

  • โรงเรียน

  • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

  • สถานศึกษาจาก 9 สังกัด

     รวมทั้งสิ้น 578 แห่ง ใน 70 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 2,056 คน ประกอบด้วยครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในระดับเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ใช้กิจกรรมการเล่น 25 รูปแบบ สร้าง “ผู้พิทักษ์ตัวน้อย”

     หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การปรับแนวคิดจากการห้าม ดุ หรือการลงโทษ มาเป็นการสร้างความเข้าใจและทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรม “การเล่นอย่างมีสติ” จำนวน 25 กิจกรรม ซึ่งต่อยอดจากองค์ความรู้และงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ

     กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบตามกระบวนการพัฒนาจิตสำนึก 6 ขั้นตอน ได้แก่

  • จุดประกายการเป็นผู้พิทักษ์

  • ประเมินความเสี่ยง

  • ตระหนักรู้จากข้อมูลที่ถูกต้อง

  • รู้เท่าทันและแยกแยะปัจจัยเสี่ยง

  • จัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

  • เป็นต้นแบบและส่งต่อความปลอดภัยสู่ผู้อื่น

ดร.อัญญมณี บุญซื่อ ชี้ครูเกือบ 1,000 คน นำสื่อไปใช้ได้จริง

     ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการอารักข์สา กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาศักยภาพครูจากหลายสังกัด เกือบ 1,000 คน ให้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัยของเด็ก

     ครูสามารถนำชุดสื่อไปใช้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการปฏิเสธให้แก่เด็ก พร้อมขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชนได้ในทุกบริบทของพื้นที่

ผลติดตาม 22 โรงเรียนนำร่อง เด็กมีทักษะปฏิเสธ ผู้ปกครองบางส่วนเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

     ผลการติดตามเชิงลึกในสถานศึกษานำร่อง 22 แห่ง พบว่า ชุดสื่อกิจกรรมของโครงการช่วยยกระดับ

  • ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

  • ทัศนคติที่ถูกต้อง

  • การคิดวิเคราะห์

  • การแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตราย

  • ทักษะการปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้า

     พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวทางการสอนของครู จากการบรรยายหรือการลงโทษ มาเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งทำให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น

     ในด้านผู้ปกครอง พบว่ามีการพูดคุยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภายในครอบครัวมากขึ้น เกิดความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยผลการประเมินภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ย มากกว่าร้อยละ 90

     หนึ่งในผลลัพธ์ที่โดดเด่น คือ เด็กที่เข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปบอกผู้ปกครองและคนในครอบครัว จนทำให้ผู้ปกครองบางส่วนตัดสินใจเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้า

วางรากฐานสังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

     ผลสำเร็จของ โครงการอารักข์สา สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เป็นกลไกสำคัญในการลดจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ และช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนในการปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

Read More
“เสน่ห์เมืองกาญจน์ KANNIVAL 2569” โชว์ศักยภาพ OTOP กาญจนบุรี พร้อมเปิด 4 เส้นทางท่องเที่ยวไฮไลต์

“เสน่ห์เมืองกาญจน์ KANNIVAL 2569” โชว์ศักยภาพ OTOP กาญจนบุรี พร้อมเปิด 4 เส้นทางท่องเที่ยวไฮไลต์

จังหวัดกาญจนบุรี เปิดมหกรรม “เสน่ห์เมืองกาญจน์ (KANNIVAL 2569)” ชูสินค้า OTOP 13 อำเภอ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมรวมของดี 6 จังหวัดภาคกลางกว่า 100 ร้านค้า

เสน่ห์เมืองกาญจน์

     นนทบุรีจังหวัดกาญจนบุรี โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี จัดพิธีเปิดงาน “เสน่ห์เมืองกาญจน์ (KANNIVAL 2569)” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี ภายใต้ โครงการส่งเสริมการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการขยายการค้าและการลงทุนท้องถิ่นในจังหวัดและระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการชุมชน ผลักดันสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดระดับประเทศ พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

     พิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายดำรงค์ มากระจัน พัฒนาการจังหวัดกาญจนบุรี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ยกระดับสินค้า OTOP 13 อำเภอ สู่ตลาดระดับประเทศ

     นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดยุคใหม่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี โดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพ นวัตกรรม และอัตลักษณ์โดดเด่นจากทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

     การเลือกจัดงานที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งรวมผู้บริโภคจำนวนมาก ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ผลิตในชุมชนเข้ากับตลาดเมืองใหญ่ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น

รวมของดี 13 อำเภอ และ 6 จังหวัดภาคกลาง กว่า 100 ร้านค้า

     ภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าอัตลักษณ์ โรงแรม ที่พัก และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่

  • อำเภอเมืองกาญจนบุรี

  • อำเภอไทรโยค

  • อำเภอบ่อพลอย

  • อำเภอศรีสวัสดิ์

  • อำเภอท่ามะกา

  • อำเภอท่าม่วง

  • อำเภอทองผาภูมิ

  • อำเภอสังขละบุรี

  • อำเภอพนมทวน

  • อำเภอเลาขวัญ

  • อำเภอด่านมะขามเตี้ย

  • อำเภอหนองปรือ

  • อำเภอห้วยกระเจา

     พร้อมผู้ประกอบการจาก 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่

  • จังหวัดนครปฐม

  • จังหวัดสุพรรณบุรี

  • จังหวัดอ่างทอง

  • จังหวัดราชบุรี

  • จังหวัดเพชรบุรี

  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

     รวมมากกว่า 100 ร้านค้า

ชู Soft Power เมืองกาญจน์ ผ่านสินค้า อาหาร และวัฒนธรรม

     ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี อาทิ

  • สินค้า OTOP ระดับคุณภาพ

  • ผ้าทอพื้นเมืองและผ้าลายอัตลักษณ์

  • งานหัตถกรรมสร้างสรรค์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร

  • พลอยเมืองกาญจนบุรี

  • ปลาแม่น้ำ

  • เมนูจากเห็ดโคน

  • ของฝากและขนมพื้นถิ่น

  • สินค้าเกษตรแปรรูปมาตรฐาน

     รวมถึงการออกร้านของผู้ประกอบการด้านโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจท่องเที่ยว

กิจกรรมไฮไลต์ตลอดงาน

      ภายในงานมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และวัฒนธรรม ได้แก่

  • เวิร์กชอป Eco-Print ศิลปะพิมพ์ลายใบไม้ธรรมชาติ โดยกลุ่มผู้สูงอายุ

  • การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานหัตถกรรม

  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี

  • การแสดงดนตรีสดจาก นางสาวศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ (โรส ศิรินทิพย์) นักร้องชื่อดัง

เชื่อม OTOP กับการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

     การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริม Tourism & Local Products Synergy หรือการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับอำเภอ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

แนะนำ 4 เส้นทางท่องเที่ยวไฮไลต์จังหวัดกาญจนบุรี

     ภายในงานยังนำเสนอ 4 เส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ ของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่

1. เส้นทางประวัติศาสตร์โลก

  • สะพานข้ามแม่น้ำแคว

  • ทางรถไฟสายมรณะ ช่วงถ้ำกระแซ

  • ช่องเขาขาด

  • แหล่งจำหน่ายพลอยเมืองกาญจนบุรี

2. เส้นทางธรรมชาติและสายน้ำ

  • น้ำตกเอราวัณ

  • น้ำตกไทรโยค

  • อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

  • รีสอร์ตแพริมน้ำ

  • ผลไม้ขึ้นชื่อ เช่น เงาะทองผาภูมิ และทุเรียนกาญจนบุรี

3. เส้นทางวัฒนธรรมสังขละบุรี

  • สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ)

  • วัดวังก์วิเวการาม

  • วิถีชีวิตไทย–มอญ–กะเหรี่ยง

  • งานผ้ามัดย้อมและผ้าทอพื้นเมือง

4. เส้นทางท่องเที่ยวเกษตรและนวัตกรรมชุมชน

  • ฟาร์มท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

  • เวิร์กชอป Eco-Print

  • ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

  • สินค้าเกษตรแปรรูปมาตรฐานส่งออก

เชิญเที่ยวงาน “เสน่ห์เมืองกาญจน์ (KANNIVAL 2569)”

     จังหวัดกาญจนบุรีขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วม ชม ชิม ช้อป สินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และของดีจากจังหวัดกาญจนบุรีและภาคกลาง ในงาน “เสน่ห์เมืองกาญจน์ (KANNIVAL 2569)” ระหว่างวันที่ 22–26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น.ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดันจังหวัดกาญจนบุรีสู่การเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

Read More
ผลกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า 15 วัน ตำรวจภูธรภาค 1 จับ 390 คดี ย้ำเดินหน้าปราบต่อเนื่องทั่วพื้นที่

ผลกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า 15 วัน ตำรวจภูธรภาค 1 จับ 390 คดี ย้ำเดินหน้าปราบต่อเนื่องทั่วพื้นที่

ตำรวจภูธรภาค 1 เร่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ตามนโยบายรัฐบาล จับกุม 390 คดี ภายใน 15 วัน ยึดบุหรี่ไฟฟ้า-บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้าผสมเอโทมิเดต มูลค่ารวมกว่า 5.95 ล้านบาท

ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า

     กรุงเทพฯ – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดย ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เร่งรัดการระดมกวาดล้างและปราบปรามการกระทำความผิดทั่วประเทศ

     สำหรับพื้นที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลางตอนบน ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายดังกล่าว ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และ พลตำรวจตรี ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดระดมกวาดล้าง ปราบปราม และจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนจากอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

ผลการระดมกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า ตำรวจภูธรภาค 1 ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569

     ผลการปฏิบัติการของ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569 มีรายละเอียด ดังนี้

1. ผลการจับกุมคดีเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

  • จับกุม 346 คดี

  • ผู้ต้องหา 347 คน

  • ตรวจยึดของกลาง 8,422 ชิ้น

  • มูลค่าของกลาง 1,539,208 บาท

2. ผลการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเอโทมิเดต (Etomidate)

  • จับกุม 1 คดี

  • ผู้ต้องหา 1 คน

  • ตรวจยึดของกลาง 2,060 ชิ้น

  • มูลค่าของกลาง 4,120,000 บาท

3. ผลการจับกุมคดีเกี่ยวกับบุหรี่มวนผิดกฎหมาย

  • จับกุม 43 คดี

  • ผู้ต้องหา 43 คน

  • ตรวจยึดของกลาง 52,505 ชิ้น

  • มูลค่าของกลาง 293,465 บาท

สรุปผลการระดมกวาดล้าง 15 วัน

     จากการปฏิบัติการของ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569 สามารถดำเนินคดีและตรวจยึดของกลางได้รวมทั้งสิ้น

  • จับกุม 390 คดี

  • ผู้ต้องหา 391 คน

  • ของกลาง 62,987 ชิ้น

  • มูลค่าของกลางรวม 5,952,673 บาท

     การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย และบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการผสมสารเสพติดหรือสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ลดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน และควบคุมการแพร่ระบาดของผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER