ญี่ปุ่นเตือนนักท่องเที่ยวไทย! ห้ามหิ้ว Heat-Not-Burn กลับประเทศ

ญี่ปุ่นเตือนนักท่องเที่ยวไทย! ห้ามหิ้ว Heat-Not-Burn กลับประเทศ

ดราม่าโซเชียลร้อนแรง! ชาวเน็ตถก “ไส้ยาสูบแบบให้ความร้อน” หิ้วกลับจากญี่ปุ่นได้หรือไม่? จับตากฎหมายไทยยังไร้ความชัดเจน

ไส้ยาสูบแบบความร้อน

     กรุงเทพฯ – ประเด็นการนำเข้า “ไส้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน” (Heat-Not-Burn Tobacco Products) จากประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ของไทยอีกครั้ง หลังสมาชิกในกลุ่มท่องเที่ยวชื่อดัง “กลุ่มชอบตะลอนเที่ยวญี่ปุ่น” ซึ่งมีสมาชิกมากกว่าหนึ่งล้านคน ตั้งคำถามถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำ “ไส้ยาสูบแบบให้ความร้อน” กลับเข้าประเทศไทย ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

     กระแสการถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนของผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภท Heat-Not-Burn ถูกกฎหมายและวางจำหน่ายทั่วไปในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ในประเทศไทยยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าต้องห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานรัฐ

     ผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนมากแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุม โดยบางส่วนเข้าใจว่า “ตัวไส้” ที่มีส่วนประกอบของใบยาสูบจริง อาจสามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณจำกัดไม่เกิน 1 คอตตอน คล้ายบุหรี่มวนทั่วไป ขณะที่อีกหลายคนมองว่าในทางปฏิบัติยังถือเป็น “พื้นที่สีเทา” และมีความเสี่ยงถูกตรวจยึดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรหากนำเข้าประเทศไทย

     นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งแชร์ประสบการณ์ตรงจากประเทศญี่ปุ่นว่า พนักงานร้านค้าหลายแห่งซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Heat-Not-Burn ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างชัดเจนว่า แม้สินค้าจะถูกกฎหมายในญี่ปุ่น แต่ยังถือว่ามีความเสี่ยงทางกฎหมายเมื่อนำกลับเข้าประเทศไทย และอาจถูกยึดหรือดำเนินคดีได้

     ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางภายหลังเพจประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรเผยแพร่ข่าวการจับกุมผู้โดยสารชาวไทยหลายราย ซึ่งลักลอบนำเข้าไส้ยาสูบแบบให้ความร้อนจากประเทศญี่ปุ่นรวมกว่า 100,000 มวน เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกระแสคอมเมนต์จำนวนมากจากประชาชนที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย การใช้งานจริงในต่างประเทศ ตลอดจนผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม

     ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศที่มีมาตรการด้านสาธารณสุขและระเบียบสังคมเข้มงวด กลับอนุญาตให้ใช้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภท Heat-Not-Burn อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้ระบบภาษีและการควบคุมของรัฐ เนื่องจากมีข้อมูลวิจัยบางส่วนที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจก่อสารพิษน้อยกว่าบุหรี่มวน เพราะไม่มีการเผาไหม้โดยตรง ลดกลิ่นรบกวน และไม่มีเถ้าบุหรี่

     อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและหน่วยงานด้านสาธารณสุขหลายฝ่ายยังคงเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดยังคงมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และการใช้งานควรอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน

     ปัจจุบัน สถานะทางกฎหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนในประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติสำหรับ “ตัวไส้ยาสูบ” โดยยังถูกตีความเชื่อมโยงกับสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ผู้เดินทางจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าการนำเข้าปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้ส่วนตัวจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติศุลกากรหรือไม่

     นักวิเคราะห์มองว่า กระแสดราม่าครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างทางนโยบาย” ระหว่างเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ยาสูบยุคใหม่กับกฎหมายไทยที่ยังไม่ปรับตัวทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความต้องการให้ภาครัฐออกแนวทางที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการลักลอบนำเข้าและความสับสนของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

     ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีศุลกากรแนะนำว่า ผู้เดินทางควรตรวจสอบข้อกฎหมายล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก่อนนำผลิตภัณฑ์ใด ๆ เข้าประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎหมาย การถูกยึดสินค้า หรือการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรของประเทศไทย


ลิ้งโพสจับกุมของศุลกากร

https://www.facebook.com/share/p/18YB4dAcy1


#บุหรี่ไฟฟ้า #HeatNotBurn #IQOS #ญี่ปุ่น #กรมศุลกากร #กฎหมายไทย #ยาสูบแบบให้ความร้อน #ข่าววันนี้ #นักท่องเที่ยว #Japan #Thailand #PMTA #พาณิชย์ #ศุลกากร #ข่าวโซเชียล

Read More
ศ.เอนก​ ร่วมเปิดเวที RUSH 2026 ยกระดับนักวิจัยไทยสู่การสร้างผลกระทบทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.เอนก​ ร่วมเปิดเวที RUSH 2026 ยกระดับนักวิจัยไทยสู่การสร้างผลกระทบทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.เอนก กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 นำร่องภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก มุ่งยกระดับงานวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์จริง

RUSH ระยะที่ 2

     จังหวัดพิษณุโลก – สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ายกระดับศักยภาพนักวิจัยไทย จัดการอบรม “หลักสูตร RUSH ระยะที่ 2” หรือ The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II ณ จังหวัดพิษณุโลก มุ่งผลักดันงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย ชุมชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

     การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องปางอุบล โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้โครงการ “การพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์”

     โครงการดังกล่าวนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ซึ่งมุ่งสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อยกระดับงานวิจัยไทยให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่

วช. ดัน “RUSH” สู่ภูมิภาคครั้งแรก

     การจัดอบรมครั้งนี้ถือเป็นการจัดในระดับภูมิภาคครั้งแรก หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดอบรมส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายนักวิจัยในพื้นที่ภาคเหนือ

     สำหรับพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม

     ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนสาร เพ็งพุ่ม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมจากหลากหลายสถาบันทั่วประเทศ

ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชูแนวคิด “Researching Nation”

     ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิจัยไทย

     ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ประเทศไทยควรพัฒนาไปสู่ “Researching Nation” หรือสังคมที่ทุกคนเป็นนักวิจัย ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ตาม

     โดยระบุว่า
     “ผมอยากจะให้คนไทยทั้งประเทศเป็นนักวิจัย เป็น Researching Nation คือทุกคนไม่ว่าทำอาชีพอะไรรีเสิร์ชหมด”

     พร้อมเสนอแนวคิดการ “คิดถอยหลัง” เพื่อมองหาโอกาสและเป้าหมายของประเทศ ก่อนย้อนกลับมาพัฒนาศาสตร์และองค์ความรู้ให้ตอบโจทย์อนาคต

     นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดของนักวิจัย จากการมุ่งมองปัญหา ไปสู่การสร้างโอกาสและความสำเร็จให้ประเทศ

     “ต้องปรุงแต่งให้เห็นความสำเร็จ เห็นโอกาส แทนที่จะไปปรุงแต่งให้เห็นเป็นปัญหา” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

หลักสูตร RUSH มุ่งสร้างงานวิจัยใช้ได้จริง

     หลักสูตร RUSH ถือเป็นหลักสูตรริเริ่มของประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จากระดับแนวคิด สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งด้านนโยบายสาธารณะ การพัฒนาชุมชน การสร้างผลกระทบทางสังคม และเชิงพาณิชย์

     ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ผ่านโมดูลสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ

  • การประยุกต์ใช้และจริยธรรมการวิจัย
  • การพัฒนาโจทย์วิจัยด้วยเครื่องมือสมัยใหม่
  • การพัฒนางานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง
  • การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบทางสังคม
  • การสื่อสารงานวิจัยเพื่อสร้างผลกระทบเชิงนโยบายและสังคม

มุ่งพัฒนางานวิจัยตอบโจทย์ 7 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญของ วช.

     การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยที่สอดคล้องกับ 7 กลุ่มประเด็นสำคัญของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้แก่

  1. การพัฒนาสังคมคุณธรรม
  2. การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน
  3. สังคมไทยไร้ความรุนแรง
  4. ความปลอดภัยทางถนน
  5. งานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
  6. การสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์
  7. การพัฒนาต่อยอดผลงานด้านศิลปกรรม

     หลังจบการอบรมแบบ On-site ผู้เข้าร่วมจะได้รับเวลา 1 เดือนในการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าสู่รอบ PitchPro ในเดือนกรกฎาคม 2569

     วช. คาดหวังว่า หลักสูตร RUSH จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการพัฒนาประเทศ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยในระยะยาว

#วช #สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ #RUSH2026 #เอนกเหล่าธรรมทัศน์ #มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ #มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม #งานวิจัยมนุษยศาสตร์ #วิจัยไทย #ResearchingNation #ข่าวการศึกษา #ข่าววิจัย #อว #ThailandResearch

Read More
กรมสรรพสามิต เตือนผู้ค้า “นิโคตินถุง” ห้ามขายออนไลน์ ฝ่าฝืนเสี่ยงคุก–ปรับ

กรมสรรพสามิต เตือนผู้ค้า “นิโคตินถุง” ห้ามขายออนไลน์ ฝ่าฝืนเสี่ยงคุก–ปรับ

กรมสรรพสามิต ยัน “นิโคตินถุง” มีแสตมป์ขายได้เสียภาษีสรรพสามิตถูกต้อง

นิโคตินถุง

     กรุงเทพมหานคร – พฤษภาคม 2569​ กรมสรรพสามิต ออกมายืนยันสถานะทางกฎหมายของ “นิโคตินถุง (Nicotine Pouch)” ว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายได้ตามกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องเสีย ภาษีสรรพสามิต อย่างถูกต้อง มี แสตมป์สรรพสามิต และผู้จำหน่ายต้องได้รับ ใบอนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ อย่างครบถ้วน

     แหล่งข่าวจาก กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กรมควบคุมโรค ดำเนินคดีต่อผู้จำหน่ายนิโคตินถุงในบางพื้นที่ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของสินค้า

     ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ได้เสนอเรื่องต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมการจำหน่ายนิโคตินถุง อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิต ได้ชี้แจงต่อ สคบ. ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังถือว่า ถูกต้องตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต และอยู่ในหมวด ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป

แหล่งข่าวระบุว่า “นิโคตินถุงเป็นสินค้าที่สามารถซื้อขายได้ตามกฎหมาย หากปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านภาษีและใบอนุญาต แตกต่างจากบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย”

⚖️ เปรียบเทียบสถานะกฎหมาย (ปี 2569)

  • นิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ✅ ถูกกฎหมาย
    • ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
    • ต้องติดแสตมป์
    • ต้องมีใบอนุญาตขาย
  • บุหรี่ไฟฟ้า (E-Cigarette) ❌ ผิดกฎหมาย
    • ห้ามนำเข้า ตามประกาศของ กระทรวงพาณิชย์
    • ไม่อยู่ในระบบภาษีสรรพสามิต

📦 ลักษณะผลิตภัณฑ์ “นิโคตินถุง”

     นิโคตินถุง (Nicotine Pouch) เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มยาสูบรูปแบบใหม่ มีลักษณะเป็น ซองขนาดเล็ก ใช้สอดไว้ใต้ริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้ม เพื่อให้ร่างกายดูดซึมนิโคตินผ่านเยื่อบุช่องปาก โดย ไม่ต้องเผาไหม้หรือเกิดควัน ทำให้สะดวกต่อการใช้งานในบางสถานการณ์

📜 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (อัปเดตล่าสุด)

     ผู้จำหน่ายและผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด ได้แก่

🚫 มาตรา 27 (2)

  • ห้ามจำหน่ายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์)
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

🚫 มาตรา 36 วรรค 1

  • ห้ามแสดงสินค้าในจุดขายให้เห็นชัดเจน
  • โทษ: ปรับไม่เกิน 40,000 บาท

⚠️ มาตรา 36 วรรค 2

  • การแสดงชื่อและราคาต้องเป็นไปตามเกณฑ์
  • โทษ: ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

🏭 ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

     ผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่จำหน่ายในประเทศไทย เช่น

  • โรงงานยาสูบแห่งประเทศไทย
  • บริษัทผลิตภัณฑ์ยาสูบจากต่างประเทศ

     ล้วนต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและกฎหมายควบคุมยาสูบอย่างครบถ้วน

📊 มุมมองเชิงนโยบาย

   กรมสรรพสามิต ย้ำว่า “นิโคตินถุง” ยังคงอยู่ในระบบกำกับดูแลของภาครัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยการกำกับดูแลจะเน้นทั้ง

  • การจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง
  • การควบคุมการเข้าถึงของผู้บริโภค
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

🔎 สรุป 

  • นิโคตินถุง “ถูกกฎหมาย” หรือไม่? 👉 ถูกกฎหมาย หากมีแสตมป์และใบอนุญาต
  • ขายออนไลน์ได้หรือไม่? 👉 ไม่ได้ ผิดกฎหมาย
  • ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างไร? 👉 บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย แต่นิโคตินถุงอยู่ในระบบภาษี
Read More
เพชรบุรีดันอาหารไทยสู่โลก! จัดเทศกาลใหญ่ริมทะเลชะอำ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

เพชรบุรีดันอาหารไทยสู่โลก! จัดเทศกาลใหญ่ริมทะเลชะอำ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

 

เทศกาลอาหารชะอำ–เพชรบุรี ครั้งที่ 4 เปิดแล้ว! รวมของดี GI กว่า 60 บูธ ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เทศกาลอาหารชะอำ-เพชรบุรี​ ครั้งที่ 4

     เพชรบุรี – สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์รับปี 2569 จัดงานใหญ่​ “เทศกาลอาหารชะอำ–เพชรบุรี Soft Power And Food Festival ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 2–5 เมษายน 2569 ณ จุดชมวิวชายหาดชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี​ มุ่งยกระดับ “อาหารไทย–วัฒนธรรมท้องถิ่น” สู่เวทีโลก พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

📌 เพชรบุรี เมืองอาหารสร้างสรรค์ระดับโลก

     การจัดงานครั้งนี้สอดรับนโยบายรัฐบาลในการผลักดัน Soft Power ไทย โดยเฉพาะด้านอาหาร ซึ่งจังหวัดเพชรบุรีเป็นหนึ่งในเครือข่าย.เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของ UNESCO (UNESCO Creative Cities Network – Gastronomy)
     โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ “เมือง 3 รส” ได้แก่

  • รสเปรี้ยวจาก มะนาวแป้นเพชรบุรี
  • รสหวานจาก น้ำตาลโตนด GI เพชรบุรี
  • รสเค็มจาก เกลือทะเลบ้านแหลม

📌 ไฮไลต์งาน: รวมของดี GI และวัฒนธรรมไทย

    ภายในงานรวบรวมร้านอาหารและผู้ประกอบการท้องถิ่นกว่า 60 บูธ นำเสนอเมนูขึ้นชื่อและสินค้า GI อาทิ

  • ชมพู่เพชรสายรุ้ง
  • มะนาวเพชรบุรี
  • น้ำตาลโตนด
  • ขนมหม้อแกง
  • กล้วยหอมทองเพชรบุรี

    พร้อมกิจกรรมหลากหลาย เช่น

  • สาธิตการทำอาหารพื้นถิ่น
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรม เช่น ละครชาตรี และหนังใหญ่
  • งานหัตถศิลป์ไทย
  • ประสบการณ์ท่องเที่ยว “เมือง 3 ทะเล 3 วัง”

📌 หนุนเศรษฐกิจฐานราก–ท่องเที่ยวไทย

     นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ระบุว่า
งานนี้เป็นกลไกสำคัญในการ เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ
พร้อมเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกโลก เช่น อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

📌 เชิญเที่ยวชะอำ เม.ย. 2569

     สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ.ร่วมสัมผัสเสน่ห์อาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน​ ในงาน เทศกาลอาหารชะอำ–เพชรบุรี ครั้งที่ 4​ ระหว่างวันที่ 2–5 เมษายน 2569 ณ ชายหาดชะอำ

Read More
CAAT–กองทัพ–กทม. ร่วมเวทีโดรนกู้ภัย ชูมาตรฐานบินปลอดภัย รับมือวิกฤต

CAAT–กองทัพ–กทม. ร่วมเวทีโดรนกู้ภัย ชูมาตรฐานบินปลอดภัย รับมือวิกฤต

ซิสทรอนิกส์ จัดงาน “โดรน | งาน | ใหญ่” ภายใต้แนวคิด “ปีกเล็ก ใจใหญ่ กู้ภัยเพื่อมวลชน (Small Wings, Giant Lifesaving)” รวมผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัย หน่วยงานรัฐ และภาคการบิน ถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อรับมือภัยพิบัติ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

     เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 บริษัทซิสทรอนิกส์ จำกัด นำโดย อัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ จัดงานเสวนาและแสดงเทคโนโลยีโดรนครั้งใหญ่ของปี โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐ กองทัพ และหน่วยงานกำกับดูแลการบิน ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากภารกิจช่วยชีวิตในสถานการณ์วิกฤต

🚁 โดรนกู้ภัย เทคโนโลยีสำคัญในยุคภัยพิบัติ

     ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งานโดรนในภารกิจต่าง ๆ เช่น

  • แผ่นดินไหวและอาคารถล่ม
  • อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้
  • ไฟป่าภาคเหนือ
  • เหตุสารเคมีรั่วไหล

     พร้อมอัปเดตกฎหมายและมาตรฐานการบินโดรน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามข้อกำหนดของ CAAT

🎤 รวมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์จริง

    งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ 4 หน่วยงานหลัก ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่

  • ผู้แทนจาก CAAT ด้านมาตรฐานอากาศยานไร้คนขับ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านดับเพลิงและกู้ภัยจากกรุงเทพมหานคร
  • ตัวแทนกองทัพภาคที่ 3 ด้านการควบคุมไฟป่า
  • ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ด้านอุทกภัยและค้นหา

     สะท้อนบทบาทโดรนใน “ภารกิจช่วยชีวิต” ที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและประสบการณ์ภาคสนาม

🤖 โชว์นวัตกรรมโดรน–หุ่นยนต์อัจฉริยะ

     ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีจากแบรนด์ระดับโลก เช่น

  • DJI Enterprise และ DJI Delivery
  • JOUAV
  • Unitree Robotics

     รวมถึงโดรนสำหรับ

  • งานสำรวจพื้นที่
  • ขนส่งเวชภัณฑ์
  • ภารกิจกู้ภัยในพื้นที่เสี่ยง

     และหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถสนับสนุนภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

🌏 เทรนด์ “Drone for Disaster Response” กำลังมาแรง

     การจัดงานครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลก ที่นำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในงานบรรเทาสาธารณภัย (Disaster Response) มากขึ้น เนื่องจาก

  • เข้าถึงพื้นที่อันตรายได้รวดเร็ว
  • ลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่
  • เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาและช่วยชีวิต

     ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และระบบจัดการภัยพิบัติยุคใหม่

📌 สรุป

     งานโดรนกู้ภัยคืออะไร?
→ งานรวมเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนเพื่อช่วยชีวิตในภัยพิบัติ

    จัดที่ไหน?
→ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

     มีหน่วยงานไหนร่วม?
→ CAAT กองทัพ และหน่วยกู้ภัย

    สำคัญอย่างไร?
→ เป็นเทคโนโลยีหลักในการรับมือภัยพิบัติยุคใหม่

Read More
สายมูห้ามพลาด ป่อเต็กตึ๊งอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวให้สักการะกลางกรุง

สายมูห้ามพลาด ป่อเต็กตึ๊งอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวให้สักการะกลางกรุง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเชิญชวนประชาชนร่วมสักการะ “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” จากหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 19–22 มีนาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมร่วมพิธีแห่อัญเชิญองค์เจ้าแม่ผ่านเยาวราช

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสักการะ องค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ พร้อมสักการะ องค์หลวงปู่ไต้ฮงโจวซือ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) ระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร

กำหนดการอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปี 2569

  • วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569
    เวลาประมาณ 17.00 น. คณะอัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร พร้อมเคลื่อนขบวนผ่านบริเวณ วงเวียนโอเดียน ไปตามถนน เยาวราช และถนนเจริญกรุง ก่อนเข้าสู่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย
    จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น.

  • วันศุกร์ที่ 20 – วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569
    เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น.

  • วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569
    เวลาประมาณ 18.00 น. จะมีพิธีส่งองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับสู่หาดใหญ่

ความศรัทธาต่อเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

     เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นเทพสตรีที่ชาวไทยเชื้อสายจีนให้ความเคารพศรัทธาอย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัด ปัตตานี ซึ่งทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติไทย จะมีการจัดงานสมโภชเจ้าแม่อย่างยิ่งใหญ่

     ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวได้ที่ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ถนนอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีองค์จำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ รวมทั้งบริเวณ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่มีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปกราบไหว้และบนบานศาลกล่าว โดยเชื่อกันว่าหลายคนประสบความสำเร็จและสมหวังตามคำอธิษฐาน

ประเพณีอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมายังกรุงเทพฯ

     ทุกปีในช่วง วันชิวอิก ถึงวันชิวสี่ ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือประมาณ 1 เดือนหลังเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ จะอัญเชิญ องค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย เพื่อให้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปจังหวัดปัตตานีหรือจังหวัดสงขลา ได้มีโอกาสสักการะบูชา

เครื่องสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

     สำหรับการสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากธูป เทียน และเครื่องกระดาษแล้ว เชื่อกันว่าเจ้าแม่โปรด ผ้าแพรสีแดงหรือสีชมพู และสร้อยมุก

     ประเพณีการบูชาสร้อยมุกคือ เมื่ออธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว ให้นำ สร้อยมุก 2 เส้น คล้องที่พระศอขององค์เจ้าแม่ จากนั้นนำกลับมา 1 เส้น เพื่อนำไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

     ภายในงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดเตรียมชุดสักการะไว้บริการประชาชน ประกอบด้วย

  • สร้อยมุก 2 เส้น

  • พวงมาลัย

  • ขนมมงคล

  • ชุดกระดาษพร้อมธูป-เทียน

     เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมสักการะ

ช่องทางติดต่อมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารกิจกรรมสาธารณกุศลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่

     ภายใต้ปณิธานขององค์กร

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Read More
ภัตตาคารเฉาเซียง รัชดา เป็นเจ้าภาพ หลินเหว่ย ต้อนรับปัญญา ทองทัย หารือความร่วมมือธุรกิจ

ภัตตาคารเฉาเซียง รัชดา เป็นเจ้าภาพ หลินเหว่ย ต้อนรับปัญญา ทองทัย หารือความร่วมมือธุรกิจ

"หลินเหว่ย – ปัญญา ทองทัย" ร่วมหารือธุรกิจ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารเฉาเซียง รัชดา นัดเยี่ยมชมโครงการเดอะทีเค ปาร์ควิล และ ป.สหคลินิก รามคำแหง

ร่วมหารือธุรกิจ

กรุงเทพฯ – วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. ณ ภัตตาคารเฉาเซียง ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร คุณหลินเหว่ย ประธานบริหารภัตตาคารเฉาเซียง–รัชดา และประธานสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย–จีน ให้การต้อนรับคุณปัญญา ทองทัย ประธานบริหาร ป.กุ้งเผา และประธานบริหาร ป.สหคลินิก รามคำแหง ซอย 100 พร้อมคณะ

การพบปะครั้งนี้มีแขกผู้มีเกียรติร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือแนวทางความร่วมมือทางธุรกิจ ได้แก่ คุณอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท. 61 ปี), ร.ต.อ.ทวี สุธีรา แพทย์ทางเลือกประจำ ป.สหคลินิก, คุณเอกนฤน ทองทัย ผู้บริหารสถานบันเทิงโอเชี่ยน จังหวัดนนทบุรี และทนายรักษ์พล ทองแท่ง

ทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงโอกาสเปิดกว้างให้นักธุรกิจชาวจีนที่สนใจลงทุนในโครงการหมู่บ้านจัดสรร โดยนัดหมายเพื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการ เดอะทีเค ปาร์ควิล ถนนวิภาวดี ซอย 33 ในโอกาสต่อไป รวมถึงเตรียมเยี่ยมชม ป.สหคลินิก รามคำแหง ซอย 100 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีความสะอาด ปลอดภัย พื้นที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการรักษาโรคทั่วไป

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์และโอกาสทางธุรกิจระหว่างไทย-จีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และบริการสุขภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน

#ป.สหคลินิก รามคำแหง ซอย100 #ภัตตาคารเฉาเซียง-รัชดา #หลินเหว่ย #ปัญญาทองทัย #ธุรกิจไทยจีน

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER