“วราวุธ” ประกาศรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤตการค้าโลก ยกระดับผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยี

“วราวุธ” ประกาศรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤตการค้าโลก ยกระดับผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยี

“วราวุธ” ประกาศเปิดเกมรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าพายุการค้าโลก-ดันลงทุนเทคโนโลยี ชูไทยสู่ฐานผลิตยุคใหม่

     กรุงเทพฯ – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยุคใหม่และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและยั่งยืนในระดับสากล

     นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีมอบ รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญ “พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs

“วราวุธ” ชูยุทธศาสตร์เชิงรุก ยกระดับ SMEs ด้วยเทคโนโลยี

     นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับจากการตั้งรับเป็นการเดินหน้าเชิงรุก ด้วยการสร้างโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Reskill และ Upskill เพิ่มผลิตภาพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

     ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs และสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการที่มีวินัยในการชำระหนี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น พร้อมยกระดับความรู้ด้านการเงิน นวัตกรรม และเทคโนโลยี

     อีกแนวทางสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

รับมือสงครามการค้า ป้องกันสวมสิทธิ์–ทุ่มตลาด

     สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้า กระทรวงอุตสาหกรรม จะดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าและการทุ่มตลาด รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าเป็นรายสินค้า

     นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้สินค้าและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตไทย และลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ

เร่งลงทุน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

     ในด้านการลงทุน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเปิดเกมรุกด้าน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยการปรับกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้มีความสะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการมากขึ้น

     ขณะเดียวกัน จะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

  • เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

  • ยานยนต์สมัยใหม่

  • อาหารแห่งอนาคต

  • พลังงานสะอาด

  • อุตสาหกรรมชีวภาพ

     นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้าง ห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และได้รับประโยชน์จากการยกระดับศักยภาพการผลิตภายในประเทศ

อุตสาหกรรมไทยต้องเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม

     นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจแล้ว นายวราวุธ ศิลปอาชา ยังเน้นย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการพัฒนา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

    เป้าหมายสำคัญคือการนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความทันสมัย แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

“รางวัลอุตสาหกรรม” มากกว่ารางวัล คือมาตรฐานขององค์กรต้นแบบ

     สำหรับ รางวัลอุตสาหกรรม ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 33 ปี นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงรางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นเครื่องสะท้อนมาตรฐานของสถานประกอบการที่มุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพ จนสามารถเป็น Best Practice ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นนายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวถึงผู้ได้รับรางวัลว่า รางวัลอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของผู้ประกอบการที่พร้อมเดินหน้าในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยความวิริยอุตสาหะและการไม่หยุดพัฒนาคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

     พร้อมขอให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและทันสมัยในระดับสากล

162 สถานประกอบการสมัครชิงรางวัล คัดเหลือ 40 ราย

     ด้าน ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพิจารณาคัดเลือกรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การกลั่นกรองคุณสมบัติ การลงพื้นที่ประเมินสถานประกอบการ ไปจนถึงการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

     กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศอย่างแท้จริง พร้อมใช้รางวัลเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้ง คุณภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม

     ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปีนี้มีสถานประกอบการจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกจำนวน 162 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่

     หลังผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น มีสถานประกอบการได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 40 ราย

“ไดกิ้น อินดัสทรีส์” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม

      สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับ รางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม พร้อมได้รับการแต่งตั้งเป็น ทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador

     บทบาทดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทฯ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถนำแนวทางการพัฒนาองค์กรไปประยุกต์ใช้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

     ดร.ณัฐพล รังสิตพล กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกขนาดให้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้นำองค์ความรู้จากองค์กรต้นแบบไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

เปิดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2568”

     ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อถ่ายทอดประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของรางวัลในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณารางวัล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นถึงคุณค่าและบทบาทของรางวัลที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

     ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานการผลิต

     การขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้จากสถานประกอบการต้นแบบ และขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และผลักดันประเทศไทยสู่ ฐานการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ในระดับสากล

Read More
ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท เปิดเกมใหม่ Sport Tourism ดึง Flinggolf-คอลเลกชัน One Piece เจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท เปิดเกมใหม่ Sport Tourism ดึง Flinggolf-คอลเลกชัน One Piece เจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ปลดล็อกมิติใหม่ Sport Tourism: ‘ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท’ เปิดตัว Flinggolf แห่งแรกในเอเชีย​  เนรมิตพื้นที่สู่ ‘Executive Playground’ เต็มรูปแบบ

เปิดตัว Flinggolf

     พัทยา, 10 สิงหาคม 2569ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท สนามกอล์ฟระดับพรีเมียมในจังหวัดชลบุรี เดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้กับการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ Sport Tourism ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับพื้นที่สู่ “Executive Playground” ที่ผสานกีฬา ความบันเทิง ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเชิงอาหารเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดตัว “Flinggolf” กีฬาแนวใหม่จากสหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชีย รวมถึงเปิดตัวความร่วมมือระดับโลกกับ One Piece และกิจกรรม Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและผลักดันพัทยาสู่จุดหมายปลายทางด้าน Sport Tourism และ Lifestyle Destination ของภูมิภาค

จากซ้ายไปขวา

1 คุณสุนทร ฉลาดกิจศิริกุล ผู้จัดการทั่วไปสนามกอล์ฟ

2 คุณชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา

3 คุณณฤทธิ์ เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สนามชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท

4 คุณชินทัต เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Chartered Square Holdings จำกัด

5 คุณเฉลิมพล วิจิตรพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด

   การเปิดตัวครั้งนี้มี นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา และ นายชินทัต เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Chartered Square Holdings จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมแถลงข่าว ณ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569

เปิดประสบการณ์ Flinggolf แห่งแรกในเอเชีย

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำ “Flinggolf” กีฬาแนวใหม่จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเปิดให้บริการเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชีย เพื่อรองรับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า หรือ Value-based Tourism

     จุดเด่นของ Flinggolf คือการนำเสนอกีฬาที่ผสมผสานเสน่ห์ของกอล์ฟเข้ากับความคล่องตัว โดยใช้ FlingStick เพียงด้ามเดียวสำหรับการขว้างและพัตต์ลูกบนแฟร์เวย์ ผู้เล่นสามารถเรียนรู้พื้นฐานได้ภายในเวลาประมาณ 15 นาที ก่อนเริ่มทดลองเล่นในสนามจริง

     รูปแบบดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดที่ผู้เริ่มต้นอาจมีต่อกีฬากอล์ฟ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่เคยเล่นกอล์ฟมาก่อน สามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์บนสนามหญ้าได้ง่ายขึ้น

ชีจรรย์ฯ เดินหน้าสู่ Executive Playground

     นายชินทัต เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Chartered Square Holdings จำกัด กล่าวว่า การนำ Flinggolf เข้ามา รวมถึงประสบการณ์ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ และความร่วมมือระดับโลกกับ One Piece เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการก้าวข้ามกรอบเดิมของสนามกอล์ฟ

    ทนายชินทัต เจียอาภา กล่าวว่า ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงสนามกอล์ฟ แต่ต้องการพัฒนาสู่การเป็น “Executive Playground” ที่เปิดกว้างสำหรับนักกอล์ฟมืออาชีพ ผู้ที่ชื่นชอบอนิเมะ ผู้รักความตื่นเต้น ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านกีฬา ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิงที่หลากหลาย

     แนวคิดดังกล่าวยังมุ่งสร้างจุดหมายปลายทางรูปแบบใหม่ให้พัทยา ด้วยการเชื่อมโยงกีฬาเข้ากับ Pop Culture การท่องเที่ยว และประสบการณ์ด้านอาหาร เพื่อสร้างความแตกต่างจากรูปแบบสนามกอล์ฟแบบดั้งเดิม

ผนึก One Piece สร้าง Global Collaboration

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือความร่วมมือกับ One Piece อนิเมะชื่อดังระดับโลก โดย ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ระบุว่าเป็นการสร้างโปรเจกต์ Global Collaboration เพื่อเชื่อมโยงโลกของกีฬากอล์ฟเข้ากับ Pop Culture

     ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักกอล์ฟและแฟน One Piece ได้เลือกซื้อ Collection Golf Souvenir และ Exclusive Merchandise ที่ได้รับลิขสิทธิ์และออกแบบให้สอดคล้องกับบรรยากาศของสนามกอล์ฟ เติมมิติด้านการสะสม ความสนุก และการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้มาเยือน

     ภายในงานเปิดตัว ยังมีการนำเสนอประสบการณ์จากทีมนักแสดงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ บังบด เพื่อเพิ่มสีสันและเชื่อมโยงความบันเทิงเข้ากับกิจกรรมของสนาม

เพิ่มสีสันด้วย Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ

     นอกจาก Flinggolf แล้ว ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ยังนำเสนอบริการ Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านกิจกรรมและความบันเทิงสำหรับผู้มาเยือน

     ผู้เข้าร่วมสามารถขับรถชมบรรยากาศภายในสนามในช่วงพระอาทิตย์ตก ท่ามกลางทัศนียภาพของ พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาหินเขาชีจรรย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่ โดยผู้จัดงานมองว่ากิจกรรมดังกล่าวสามารถผสมผสานความสนุกของกิจกรรมสปอร์ตเข้ากับความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว และสอดคล้องกับแนวคิด Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ททท. ชี้เป็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

     นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา กล่าวว่า การที่ภาคเอกชนสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ทั้งการนำ Flinggolf เข้ามาเป็นแห่งแรกในเอเชีย และการผสานความบันเทิงระดับโลก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิด Amazing Thailand ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

      นายชัยวัฒน์ ตามไท กล่าวว่า การพัฒนาสินค้าการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่สามารถช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และสนับสนุนการกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกีฬา ความบันเทิง ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

ยกระดับ Gastronomy Tourism ผ่าน The View

      ด้านประสบการณ์การรับประทานอาหาร ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท นำเสนอ The View @ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ซึ่งเป็นห้องอาหารที่เน้นเมนูอาหารระดับพรีเมียมและคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน พร้อมทัศนียภาพแบบพาโนรามา 270 องศา

     ผู้มาเยือนสามารถชมทัศนียภาพของผาเขาชีจรรย์และพื้นที่สีเขียวของสนามกอล์ฟไปพร้อมกับการรับประทานอาหาร ทำให้ประสบการณ์ด้านอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับประทานอาหาร แต่เชื่อมโยงเข้ากับบรรยากาศ การพักผ่อน และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism

ปักหมุดพัทยาสู่ Sport Tourism และ Lifestyle Destination

      การเปิดตัว Flinggolf และกิจกรรมใหม่ของ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท สะท้อนแนวทางการพัฒนาสนามกอล์ฟให้เป็นมากกว่าสถานที่สำหรับการเล่นกีฬา โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มต่าง ๆ

     ภายใต้แนวคิด Executive Playground สนามเตรียมพัฒนากิจกรรมหมุนเวียนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Flinggolf, Go Kart ไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ ความร่วมมือกับ One Piece ตลอดจนประสบการณ์ด้านอาหารจาก The View @ ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท

     แนวทางดังกล่าวยังเป็นการเชื่อมโยง Sport Tourism, Lifestyle Tourism, Pop Culture และ Gastronomy Tourism เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพของพัทยาและจังหวัดชลบุรีในการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

     การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาคเอกชนในการสร้างสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ Sport Tourism & Lifestyle Destination ที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาคเอเชีย และสร้างโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน

Read More
นครนายก–ปราจีนบุรี รับแผนปั้น Corporate Travel ททท.ภาคตะวันออกชู Agent Fam Trip “Give & Go East”

นครนายก–ปราจีนบุรี รับแผนปั้น Corporate Travel ททท.ภาคตะวันออกชู Agent Fam Trip “Give & Go East”

ททท.ภาคตะวันออก ชูผลสำเร็จ “Give & Go East” ดันนครนายก–ปราจีนบุรีสู่ Corporate Travel Destination

Agent Fam Trip

     ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ จัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” นำผู้ประกอบการตลาด Corporate กว่า 52 รายจากภาคตะวันออกและภาคกลาง สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบนครนายก–ปราจีนบุรี พร้อมต่อยอดสู่แพ็กเกจท่องเที่ยวองค์กร หวังกระตุ้นการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มวันพัก และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีผู้ประกอบการตลาด Corporate จากภาคตะวันออกและภาคกลางกว่า 52 รายเข้าร่วม เพื่อเปิดประสบการณ์และทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบสำหรับตลาดองค์กร พร้อมผลักดันภาคตะวันออกให้มีศักยภาพในการเป็น Corporate Travel Destination อย่างเป็นรูปธรรม

     การจัดโครงการครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสประสบการณ์จริงในพื้นที่ ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมสำหรับองค์กร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวและแพ็กเกจสำหรับลูกค้ากลุ่ม Corporate ต่อไป

     สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในโครงการ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

1. Eastern Connect เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ
เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมรับฟัง Product Presentation จากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในภูมิภาคภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง เพื่อรับทราบสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงแนวทางการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับตลาด Corporate

2. CSR ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดกรงสัตว์ป่า ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) รวมถึงกิจกรรมทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้แก่สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมสำหรับองค์กรได้

3. เรียนรู้วิถีชุมชนและธรรมชาติ
ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา พร้อมร่วมเวิร์กช็อปทำข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง เพื่อสัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่นและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับชุมชน

4. Team Building สร้างความสามัคคีภายในองค์กร
ผู้เข้าร่วมได้ทดสอบศักยภาพของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัยผ่านกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างทีม หรือ Team Building สำหรับกลุ่มองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การจัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” มีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ภาคตะวันออกในมุมมองของการท่องเที่ยวสำหรับองค์กร พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการตลาด Corporate ได้เห็นสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากประสบการณ์จริง และสามารถนำไปออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าองค์กรได้มากขึ้น

     ผลจากการจัดกิจกรรมพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจและพร้อมนำองค์ความรู้ รวมถึงเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบไปพัฒนาต่อยอดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอขายได้จริง สะท้อนถึงศักยภาพของเส้นทางนครนายกและปราจีนบุรีในการรองรับตลาด Corporate Travel

     การต่อยอดเส้นทางดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มจำนวนวันพักค้าง และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ให้บริการกิจกรรม ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น

     โครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก ในการขยายตลาด Corporate Travel และสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวโดยชุมชน กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรม Team Building เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคตะวันออกในการรองรับตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพ และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน

Read More
Art Exchange 2026 รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ 3 มุมมอง พร้อมศิลปะนานาชาติ

Art Exchange 2026 รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ 3 มุมมอง พร้อมศิลปะนานาชาติ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ “Art Exchange 2026” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากประเทศเวียดนาม พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อส่งเสริมศิลปะไทยสู่เวทีสากล จัดแสดงระหว่างวันที่ 6–30 สิงหาคม 2569

Art Exchange 2026

     เมื่อวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 ซึ่งจัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

     ภายในพิธีมี นางกาญจนา โอษฐยิ้มพราย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และ นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะศิลปินแห่งชาติที่ร่วมจัดแสดงผลงาน ผู้บริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้แทนจาก วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี ผู้แทนจาก วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาแห่งกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

“ชวน หลีกภัย” ชูศิลปะเป็นภาษาสากล เชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดน

     นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน ประธานในพิธี กล่าวว่า ศิลปะมิได้เป็นเพียงผลงานแห่งความงดงาม แต่ยังเป็นภาษาสากลที่สะท้อนความคิด จิตวิญญาณ และอัตลักษณ์ของผู้คน สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของมนุษย์ข้ามพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง

     สำหรับผลงานที่จัดแสดงภายในงาน Art Exchange 2026 ถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และมุมมองของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินจากประเทศเวียดนาม และศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองใหม่ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปะแก่ประชาชน

     นายชวนกล่าวว่า งานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางศิลปะทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ครู อาจารย์ และประชาชนผู้สนใจ ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย

     ขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับศิลปินนานาชาติ เพื่อยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากลอย่างสง่างามและยั่งยืน

สวธ. จัด Art Exchange 2026 ครบรอบ 40 ปีคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

     ด้าน นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปีของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงจัดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026

     การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปวัฒนธรรมของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร องค์อัครศิลปิน ตลอดจนส่งเสริมให้ศิลปินแห่งชาติได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ด้านศิลปะแก่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชน

     นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยและศิลปินจากนานาประเทศได้แลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากล ขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรม และขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

3 โซนนิทรรศการ ชูศิลปินแห่งชาติและศิลปะนานาชาติ

     กิจกรรมภายในงาน Art Exchange 2026 ประกอบด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมในพิธีเปิด การปาฐกถาพิเศษในวาระครบรอบ “4 ทศวรรษ องค์อัครศิลปิน” โดย นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ศิลปินจากประเทศเวียดนามที่ร่วมจัดแสดงผลงาน และพิธีเปิดนิทรรศการบริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1

     สำหรับนิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการรำลึก “อัครศิลปิน” และ “อัคราภิรักษศิลปิน”

โซนที่ 2 นิทรรศการ “3 มุมมองศิลปินแห่งชาติ 3 VISION” นำเสนอผลงานของ นายอินสนธิ์ วงค์สาม, นายทวี รัชนีกร และ นายพิชัย นิรันต์

โซนที่ 3 นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 รวม 14 จุด ได้แก่

  1. นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน

  2. นายกมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) พุทธศักราช 2540

  3. นายอินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2542

  4. นายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2546

  5. นายทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2548

  6. นายธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2553

  7. นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557

  8. ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2558

  9. นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2560

  10. ศาสตราจารย์เกียรติคุณปริญญา ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2561

  11. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

  12. วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี

  13. วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช

  14. สถาบันการศึกษาแห่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

เปิดพื้นที่เรียนรู้ศิลปะไทย–นานาชาติ ถึง 30 สิงหาคม 2569

     กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 ระหว่างวันที่ 6–30 สิงหาคม 2569พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร

     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชม วันพุธ–วันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น. และปิดทำการในวันจันทร์ วันอังคาร รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์

     งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากนานาชาติ พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมอง แรงบันดาลใจ และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การสร้างความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนร่วมกันสืบสานและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชาติสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน


Read More
“เอกนิติ” เตือนเปิดเผยหนี้ให้ครบในงบการเงิน หลังพบลูกความหลายรายค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ

“เอกนิติ” เตือนเปิดเผยหนี้ให้ครบในงบการเงิน หลังพบลูกความหลายรายค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ

“เอกนิติ” เตือนบริษัทมหาชนที่ค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ ต้องเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีอย่างถูกต้อง ระวังการนำส่งงบการเงินต่อ ก.ล.ต. โดยไม่แสดงภาระหนี้ตามข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ

เอกนิติ

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด เตือนบริษัทมหาชนและบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ควรบันทึกและเปิดเผยภาระหนี้สินในงบการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริง หลังพบว่าปัจจุบันมีลูกความและบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทมหาชนบางแห่ง ยังคงมีภาระค้างชำระค่าบริการวิชาชีพแก่บริษัท พร้อมอยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน หากพบความคลาดเคลื่อนในการเปิดเผยข้อมูล บริษัทระบุว่าจะดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ตรวจสอบตามกฎหมาย

     นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด สำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีลูกความและบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทมหาชนบางแห่ง ยังคงค้างชำระค่าบริการวิชาชีพแก่บริษัท โดยบริษัทอยู่ระหว่างการติดตามและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้ดังกล่าว

     นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวว่า หากลูกหนี้มีภาระหนี้ที่ต้องชำระ แต่ไม่ได้บันทึกหรือเปิดเผยรายการดังกล่าวในงบการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วน อาจทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอาจส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ถือหุ้น และผู้ลงทุน

     ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำและนำส่งงบการเงินและรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ โดยมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ต้องจัดทำและส่งงบการเงินและรายงานตามที่กฎหมายกำหนดต่อสำนักงาน ก.ล.ต.

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ระบุว่า อยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับกรณีที่มีลูกหนี้ค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ หากการตรวจสอบพบว่ามีการนำส่งหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีที่ไม่ถูกต้อง บริษัทจะพิจารณาแจ้งข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ทนายแก้ว” ชี้ธุรกิจมีขึ้นลง แต่ข้อมูลบัญชีต้องตรงข้อเท็จจริง

     ด้าน ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ผู้บริหารบริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวว่า การที่บริษัทต่าง ๆ ประสบปัญหาทางธุรกิจและมีภาระค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ เป็นสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง อย่างไรก็ตาม บริษัทควรดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมา และจัดทำหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีต่อหน่วยงานภาครัฐให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง

     ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างถูกต้องมีความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ถือหุ้น นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมย้ำว่าไม่ควรปกปิดภาระหนี้หรือรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

    หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน โดยที่ผ่านมา ก.ล.ต. มีกรณีสั่งให้บริษัทแก้ไขรายการในงบการเงินที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และรายการอื่น ๆ ให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง รวมถึงนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีต่อ ก.ล.ต.

“ประลอง” ย้ำรักษาสิทธิทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานความเป็นธรรม

     ขณะที่ นายประลอง บุญชัย ทนายความหัวหน้าสำนักงาน บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวว่า แนวทางการทำงานของบริษัทมุ่งให้บริการลูกความด้วยความจริงใจและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสำนักงานกับลูกความ โดยความสัมพันธ์ทางธุรกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความเป็นธรรม

     นายประลอง บุญชัย กล่าวว่า ลูกความไม่ควรเอาเปรียบสำนักงาน และสำนักงานก็จะไม่เอาเปรียบลูกความ ขณะเดียวกัน บริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทเช่นกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้ก่อตั้งบริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่า การดำเนินธุรกิจต้องไม่เอาเปรียบผู้อื่น และต้องรักษาสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม

มุ่งใช้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานสร้างความเชื่อมั่น

     สำหรับประเด็นการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จัดทำและนำส่งงบการเงิน รวมถึงรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของระบบการเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดทุนและผู้ลงทุน

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ระบุว่า การดำเนินการในกรณีดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานของเอกสารและข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ โดยหากพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชี บริษัทจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาต่อไป

     ทั้งนี้ การที่บริษัทหรือบุคคลใดจะเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการบันทึกหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ไม่ถูกต้องในกรณีนี้ จึงยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่ามีการกระทำความผิดจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบและมีผลการดำเนินการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Read More
ศึก Knockout The Last Man Standing จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง รวม 47 คู่ ชิงเข็มขัด-สร้างโอกาสเยาวชน

ศึก Knockout The Last Man Standing จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง รวม 47 คู่ ชิงเข็มขัด-สร้างโอกาสเยาวชน

จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง เปิดศึก Knockout The Last Man Standing เฟ้นยอดมวยดาวรุ่ง ดันสู่เวทีสากล พร้อมมอบทุนการศึกษา

จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง

     จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง เดินหน้าสร้างโอกาสให้นักชกดาวรุ่งไทย จัดการแข่งขัน Knockout The Last Man Standing เปิดเวทีให้นักมวยจากหลายค่ายได้แสดงศักยภาพ พร้อมเฟ้นหานักชกฝีมือดีเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสู่การแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ เครื่องดื่ม KNOCKOUT ควบคู่กับการสนับสนุนด้านโภชนาการจากภาคเอกชน พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่น

     การแข่งขันจัดขึ้น ณ ค่ายจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มีการแข่งขันรวม 47 คู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักจากนักมวย ผู้ฝึกสอน ครอบครัว และแฟนมวยที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจนักกีฬา โดยการแข่งขันมุ่งสร้างประสบการณ์จริงให้แก่นักมวยรุ่นใหม่ ภายใต้การดูแลของทีมงานและผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะและมาตรฐานของนักชกไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น

“มาดามพิม” ชูมวยไทยสร้างโอกาสเยาวชน

    มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท หัวเรือใหญ่ของการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การจัดการแข่งขันมวยในครั้งนี้ รวมถึงการแข่งขันที่ผ่านมาของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน ตลอดจนร่วมสืบสานและพัฒนาศิลปะมวยไทยให้สามารถก้าวไปสู่เวทีระดับโลก

     การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลการแข่งขันบนสังเวียน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ การมีวินัย ความมุ่งมั่น และการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬารุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถต่อยอดเส้นทางในวงการกีฬาได้ในอนาคต

     นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับโภชนาการของนักมวยเยาวชน โดยได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์โปรตีนจาก บริษัท สยาม ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในรูปแบบทูน่ากระป๋อง และ ฟาร์มจระเข้ลำพูน ในส่วนของเนื้อจระเข้ เพื่อสนับสนุนการดูแลด้านโภชนาการของนักกีฬา

ชิงเข็มขัด KNOCKOUT ภาคเหนือตอนล่าง–ภาคกลางตอนบน

     ไฮไลต์ของการแข่งขันครั้งนี้เป็นการชิงแชมป์เข็มขัด KNOCKOUT ภาคเหนือตอนล่าง–ภาคกลางตอนบน โดยมีนักชกจาก จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง นำโดย “ฟ้าผ่า” และ “เดอะ ทอร์นาโด” ร่วมแข่งขันกับนักมวยจากค่ายต่าง ๆ ได้แก่ ศิษย์พระอาจารย์ต่าย, ศิษย์หลวงพ่อพรม, ศิษย์วัดสระแก้ว, ATK มวยไทยยิมส์, วัดเขาลัง, ค่ายมวย ส.กำพล และแสนชัยดีล รวมถึงนักชกจากค่ายอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

     ผลการแข่งขันคู่สำคัญมีดังนี้

1. ชิงแชมป์เข็มขัด JimJam รุ่นน้ำหนัก 30 กิโลกรัม
“ซันเดย์” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง พบกับ “อั่งเปา” ว.เขาลัง ผลการแข่งขัน ซันเดย์ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ชนะคะแนน

2. ชิงแชมป์เข็มขัด JimJam รุ่นน้ำหนัก 38 กิโลกรัม
“มูลิน” จ.อภิชาตมวยไทย พบกับ “นครหงส์” ส.หญ้าคา ผลการแข่งขัน มูลิน ชนะคะแนน

3. ชิงแชมป์เข็มขัดชมรมมวยสยามภาคเหนือตอนล่าง รุ่น 100 ปอนด์ชาย
“ฟ้าผ่า” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง พบกับ “ปกรณ์” ส.กำพล ผลการแข่งขัน ฟ้าผ่า ชนะคะแนน

4. ชิงแชมป์เข็มขัดชมรมมวยสยามภาคเหนือตอนล่าง รุ่น 72 กิโลกรัม
“อิ๊กคิวซัง” ส.มานิต พบกับ “เดอะ ทอร์นาโด” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ผลการแข่งขัน อิ๊กคิวซังรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้ด้วยการชนะน็อกในยกที่ 3

5. มวยคู่พิเศษ รุ่น 65 กิโลกรัม
“แมทธิว” แสนชัยดีนายิม พบกับ “นฤเบส” สิงห์คลองสี่ ผลการแข่งขัน แมทธิว แสนชัยดีนายิม ชนะคะแนน

“แสนชัย King Of Muay Thai” ร่วมให้กำลังใจนักชกเยาวชน

     ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก แสนชัย King Of Muay Thai มาร่วมให้กำลังใจนักมวยรุ่นใหม่ติดขอบเวที พร้อมกล่าวถึงความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยที่ตั้งใจเดินตามความฝันในเส้นทางกีฬา โดยเน้นย้ำให้นักชกทุกคนเดินหน้าฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

     บรรยากาศตลอดการแข่งขันเป็นไปอย่างอบอุ่น มีผู้ชมเดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อร่วมชมการแข่งขัน ขณะที่พ่อแม่และผู้ปกครองต่างร่วมให้กำลังใจลูกหลานที่ขึ้นสังเวียน จนบรรยากาศภายในงานมีลักษณะคล้ายกิจกรรมของครอบครัวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและกำลังใจ

     นอกจากการแข่งขันมวยแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงดนตรี โดย Estella De Smit มือกีตาร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมแสดงกับศิลปินรับเชิญ John The Voice เพิ่มสีสันให้กับกิจกรรมตลอดงาน

มวยควบคู่การศึกษา มอบทุนสร้างโอกาสเยาวชน

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่น เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะด้านกีฬา สะท้อนแนวทางของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งที่ต้องการสร้าง “คนคุณภาพ” ควบคู่ไปกับการพัฒนานักกีฬาคุณภาพ

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเชื่อของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งว่า “ทุกหมัดคือโอกาส ทุกความพยายามคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จ” โดยมุ่งสร้างสังคมกีฬาแห่งการเรียนรู้ ส่งเสริมความมีวินัย และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านกีฬา

เตรียมส่งนักชกจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งสู่เวทีสเปน

     สำหรับแผนงานในเดือนกันยายน จิ้มแจ่มบ็อกซิ่งเตรียมส่งนักชกในค่าย ได้แก่ “วันชนะ” และ “เดอะโคบร้า” เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันนักมวยไทยจากระดับค่ายไปสู่เวทีการแข่งขันในต่างประเทศ

     การส่งนักชกไปแข่งขันในต่างประเทศสะท้อนความตั้งใจของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งในการสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติให้แก่นักกีฬา และเปิดโอกาสให้นักชกไทยได้เรียนรู้รูปแบบการแข่งขันที่หลากหลาย เพื่อนำประสบการณ์กลับมาพัฒนาตัวเองและต่อยอดเส้นทางอาชีพในวงการมวย

     จิ้มแจ่มบ็อกซิ่งยังคงเดินหน้าสร้างเวทีการแข่งขันและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการศึกษา โภชนาการ และการพัฒนาทักษะกีฬา โดยมีเป้าหมายผลักดันนักชกไทยให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสากล และร่วมสืบสานมวยไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

     ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมให้กำลังใจนักมวยของ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง (Jimjam Boxing) ได้ผ่านช่องทาง Facebook: Jimjam Boxing และ TikTok: Jimjam

Read More
“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” เปลี่ยนวิชาการเป็นนิทาน ชวนเด็กเรียนรู้ผลกระทบไฟป่าและฝุ่นเมือง

“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” เปลี่ยนวิชาการเป็นนิทาน ชวนเด็กเรียนรู้ผลกระทบไฟป่าและฝุ่นเมือง

“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ​เปลี่ยน​เรื่องยากให้เด็กเข้าใจง่าย นิทานภาพปลูกจิตสำนึกลดการเผา

หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5

     กรุงเทพฯ – ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าสื่อสารปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ “ไฟป่า น่ากลัวจัง” “ไฟนา อย่าก่อนะ” และ “ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่” มุ่งถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศให้เด็กเข้าใจง่าย พร้อมปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมลดการเผาตั้งแต่วัยเยาว์

     หนังสือชุดดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการด้านนโยบายหรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารสาธารณะและการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสังคมในอนาคต

ใช้นิทานภาพเปลี่ยนเรื่อง PM2.5 ให้เด็กเข้าใจง่าย

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร สุขุมาวาสี ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกสัตวแพทยศาสตร์ หัวหน้าโครงการผลิตนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างเด็กไทยและในภูมิภาคให้ช่วยลดฝุ่นควันจากการเผาและยานพาหนะ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หนังสือนิทานภาพชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะการเผาป่า การเผาในภาคการเกษตร และมลพิษจากยานพาหนะในเขตเมือง

     หนังสือชุดนี้ใช้ “นกหัวขวานใหญ่สีดำ” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อสื่อสารแนวคิดการร่วมกันปกป้องประเทศจากปัญหาไฟและฝุ่น

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดประสงค์สำคัญของโครงการคือการให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่งและจากยานพาหนะ โดยนำเสนอผ่านนิทานภาพ ตัวละคร และภาษาที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้ง่าย และนำไปสู่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ผนึกความร่วมมือหลายภาคส่วน สร้างสื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

     โครงการผลิตหนังสือนิทานชุดดังกล่าวสะท้อนการทำงานแบบสหวิชาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร ได้แก่ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ, กลุ่ม Unite Thailand และหน่วยงานวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

     เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาหนังสือชุดนี้ให้เป็น สื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย โดยช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหา PM2.5 และสาเหตุของฝุ่นควันผ่านภาษาที่เหมาะสมกับวัย รวมถึงส่งเสริมพฤติกรรมลดการเผาและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

     นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนรู้ในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และครอบครัว เพื่อให้เด็กนำความรู้ไปสื่อสารต่อกับผู้ปกครองและคนในชุมชน พร้อมส่งเสริม Environmental Literacy หรือความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วัยปฐมวัย

     หนังสือยังเชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงสนับสนุนการเรียนรู้แบบ Problem-based Learning จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยทำให้ประเด็น PM2.5 ซึ่งมีความซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าใจได้ง่ายสำหรับเด็ก

“ตุ๊บปอง” ชี้นิทานช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้เด็กเรียนรู้ได้ง่าย

     ด้าน คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ “ตุ๊บปอง” กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนหนังสือ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่า ไฟนา และฝุ่นเมืองส่งผลกระทบต่อคนในสังคม การจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กจึงเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้เด็กและประชาชนสามารถรู้เท่าทันปัญหามลพิษและนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

     การนำประเด็นด้านวิชาการมาถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูนและตัวละครช่วยทำให้เรื่องที่มีความซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้เด็กเห็นผลกระทบของการกระทำที่มีต่อสุขภาพ ครอบครัว ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม

     สำหรับสิ่งที่คาดหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับจากหนังสือชุดนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การตระหนักรู้และสามารถป้องกันตนเองในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ การสื่อสารความรู้ไปยังคนในครอบครัวและสังคม และการสร้างความเข้าใจให้ผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหามองเห็นผลกระทบที่ตามมา

ใช้ “อ่าน ท่อง ร้อง เล่า เล่น” สร้างการเรียนรู้

     คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กล่าวว่า เทคนิคการเขียนหนังสือชุดนี้เลือกใช้ลักษณะของ กลอนโบราณ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็ก โดยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ผ่าน 5 กิจกรรม ได้แก่ อ่าน ท่อง ร้อง เล่า และเล่น

     แนวทางดังกล่าวช่วยให้เด็กเกิดความสนุกและมีความสุขกับการอ่าน ขณะเดียวกันยังช่วยให้เด็กเข้าใจสาระที่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น โดยนำเนื้อหาที่ยากมาถ่ายทอดผ่านกระบวนการด้านฉันทลักษณ์ การส่งสัมผัส และจังหวะของภาษา ซึ่งช่วยสร้างสมาธิและทำให้การเรียนรู้มีความเพลิดเพลินมากกว่าการนำเสนอในรูปแบบร้อยแก้วเพียงอย่างเดียว

เริ่มผลิตหนังสือกว่า 3,000 เล่มตั้งแต่ปี 2567

     สำหรับความเป็นมาของโครงการ เมื่อปี 2567 โครงการผลิตหนังสือนิทานได้จัดพิมพ์หนังสือจำนวนกว่า 3,000 เล่ม โดยได้รับการสนับสนุนจาก ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่โรงเรียน นักเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา ห้องสมุด และประชาชนที่สนใจ

     ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 มีการเปิดตัวหนังสือนิทานและจัดเสวนาภายในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22

    การเสวนาครั้งดังกล่าวมีวิทยากร ได้แก่ ดร.เจน ชาญณรงค์ อดีตประธานผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และรองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ, คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักเขียน, รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.), คุณลภัสรดา เสาหะสกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร สุขุมาวาสี หัวหน้าโครงการผลิตนิทานฯ ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา

เดินหน้าระดมทุนขยายการเข้าถึงหนังสือนิทาน

     ต่อเนื่องถึงปี 2568 ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลได้ดำเนินการระดมทุน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือนิทานเพิ่มเติม ก่อนนำไปแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนและห้องสมุดต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม เทใจดอทคอม (Taejai)

     ประชาชนและผู้สนใจสามารถร่วมติดตามและเข้าถึงหนังสือผ่าน QR Code ที่โครงการจัดทำไว้ เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ ไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้เข้าถึงเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนได้กว้างขึ้น

     หนังสือ “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารสาธารณะที่นำประเด็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมมาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและวางรากฐานการมีส่วนร่วมในการลดปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่วัยเด็ก

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER