เครือข่ายใต้ชูผลงาน สสส. หนุน 542 อปท. เชื่อมทุนสังคม สร้างศูนย์เรียนรู้สุขภาวะชุมชน 12 แห่ง

เครือข่ายใต้ชูผลงาน สสส. หนุน 542 อปท. เชื่อมทุนสังคม สร้างศูนย์เรียนรู้สุขภาวะชุมชน 12 แห่ง

เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดใต้ จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ พ.ร.บ. สสส. ห่วงยกเลิก Earmarked Tax กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวมตัวจัดเวทีเสวนา “ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax): ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้แทนเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อสะท้อนความกังวลต่อแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ พ.ร.บ. สสส. โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน พร้อมประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวออกจากสภาทันที

เวทีท้องถิ่นภาคใต้สะท้อนผลกระทบ หากยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ

     การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax): ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น” โดยมีผู้แทนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ หากมีการยกเลิกกลไกภาษีเฉพาะที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะระดับชุมชน

     ผู้ร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วย นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น, ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และนางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง

     ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า งบประมาณจาก สสส. มีลักษณะเฉพาะและมีความยืดหยุ่น เหมาะกับการสนับสนุนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน โดยเฉพาะการสร้างคน การพัฒนาศักยภาพประชาชน และการแก้ไขปัญหาสุขภาวะที่ต้องอาศัยกระบวนการทางสังคม ซึ่งแตกต่างจากการใช้งบประมาณแผ่นดินตามระบบปกติ

ผู้เชี่ยวชาญชี้การสร้างคนต้องอาศัยกระบวนการทางสังคม

     นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพและสุขภาวะมีความซับซ้อน หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีเครื่องมือหรือกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม ก็อาจต้องแก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบเดิม เนื่องจากงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้กับการก่อสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม แต่การสร้างและพัฒนาคนจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

     นายสุริยาเห็นว่า สสส. มีบทบาทในการสนับสนุนให้ประชาชนยกระดับจากการเป็นพลเมืองที่ตั้งรับ (Passive Citizen) ไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น (Active Citizen) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

นายก อบต.ท่าข้าม ห่วงรวมงบ สสส. เข้าระบบงบประมาณปกติกระทบการทำงานพื้นที่

    ด้าน ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การทำงานของ สสส. เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานภาครัฐทั่วไป มีความยืดหยุ่นและสามารถลงไปแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้ลึกกว่า

     ดร.สินธพกล่าวว่า “อารยประเทศทั่วโลกเค้ามีแต่กระจายเงิน กระจายคน กระจายการจัดการลงสู่ชุมชน แต่การที่รัฐจะเอางบ สสส. ที่ทำมาไปรวมอำนาจ ซึ่งเรียกว่าเป็นการคิดแบบเผด็จการ ถ้าท่านเอาไป การพัฒนาคุณภาพชีวิต ท่านต้องทำแย่กว่าเราแน่นอน”

     นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามยังยืนยันว่า หาก สสส. ยังคงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนระดับรากหญ้า จะช่วยให้ชุมชนสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

     นอกจากนี้ ดร.สินธพยังแสดงความกังวลต่อแนวทางการแก้ไข พ.ร.บ. สสส. โดยมองว่า หากรัฐบาลนำกองทุน สสส. ไปอยู่ภายใต้ระบบเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น อาจทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้อยประสิทธิภาพลง เนื่องจากเห็นว่าอิทธิพลทางการเมืองอาจเข้ามามีส่วนต่อการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มที่มีเส้นสายกับประชาชนทั่วไป

     ดร.สินธพเห็นว่า การทำงานของ สสส. มีจุดเด่นด้านการทำงานเชิงรุก การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการเรียนรู้จากบทเรียนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงานเดิม

นายก อบต.ควนโดน ชูความยืดหยุ่นของงบประมาณ สสส. สนับสนุนงานข้ามปี

     นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของระบบงบประมาณ สสส. โดยระบุว่า การสนับสนุนงบประมาณที่สามารถดำเนินงานคร่อมปีงบประมาณได้ เป็นประโยชน์ต่อโครงการพัฒนาคนและการทำงานของชุมชน

     นายวรวิศมองว่า รูปแบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเสนอกิจกรรมและดำเนินงานได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนราชการหลายระดับ เช่น อำเภอและจังหวัด หรือข้อกำหนดตัวชี้วัดที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่

นายก อบต.แว้ง เผย สสส. ช่วยยกระดับท้องถิ่นเล็กสู่แหล่งเรียนรู้ 20 อปท.

     ขณะที่ นางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส สะท้อนประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ห่างไกลว่า การเข้าร่วมเครือข่ายและได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก

     นางสาวจุฑามณีกล่าวว่า “ถ้าไม่มี สสส. ในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มีเรา อบต.แว้งเราเป็นองค์กรเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แต่การได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเปลี่ยนตำบลเล็กๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นถึง 20 อปท.”

     นอกจากนี้ ยังระบุว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลจะมีงบประมาณของตนเอง แต่การนำงบประมาณไปพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ หรือเสริมสร้างศักยภาพคนยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการได้รับการสนับสนุนจาก สสส.

ภาคประชาชนชี้ สสส. เปิดพื้นที่ให้กลุ่มเปราะบางมีเสียงในสังคม

     อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากเวทีเสวนาคือ นางจันทนา เจริญวิริยะภาพ ผู้แทนภาคประชาชน ซึ่งกล่าวถึงบทบาทของ สสส. ในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่มักไม่ได้รับโอกาสส่งเสียงในสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาชุมชน

     นางจันทนาเห็นว่า สสส. ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มคนยากจนในเมือง และแรงงานนอกระบบ โดยช่วยจุดประกายให้เกิดการรวมกลุ่มและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปรียบเสมือน “แหล่งมั่วสุมทางปัญญา” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ร่วมกัน ก่อนนำความรู้ไปขับเคลื่อนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

เครือข่าย 14 จังหวัดภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ พ.ร.บ. สสส.

      ภายหลังการเสวนา เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … หรือร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. ออกจากการพิจารณาของสภาทันที

      เครือข่ายระบุว่า การเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาภารกิจและกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ตลอดจนเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองและดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เครือข่ายมีสมาชิก 542 อปท. ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้

     สำหรับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัด รวม 542 แห่ง จากจำนวน อปท. ทั้งหมดในภาคใต้ 1,176 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 46.08

     เครือข่ายได้รับการสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการเชื่อมโยงทุนทางสังคม การจัดทำระบบข้อมูล TCNAP และ RECAP ตลอดจนสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนจำนวน 12 แห่ง เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

     เวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการสะท้อนจุดยืนของเครือข่ายท้องถิ่นภาคใต้ต่อทิศทางการแก้ไข พ.ร.บ. สสส. โดยมุ่งรักษากลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่ชุมชนเห็นว่ามีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

Read More
กระทรวงเกษตรฯ เปิดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ชูพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว

กระทรวงเกษตรฯ เปิดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ชูพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว

“ยศชนัน” เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยววันแรก! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ชูสวนนานาชาติ 32 สวน - ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น

พืชสวนโลกอุดรธานี​ เปิดแล้ว

     อุดรธานี 1 พฤศจิกายน 2569 – ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมงานวันแรกของ “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี หลังเดินทางด้วยขบวนรถไฟพิเศษปฐมฤกษ์มายังพื้นที่จัดงาน โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายทิม ไบรเออร์คลิฟฟ์ (Mr. Tim Briercliffe) เลขาธิการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers: AIPH) และนายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมให้การต้อนรับ

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในโอกาสเปิดให้เข้าชมงานวันแรกว่า การจัดมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทยและจังหวัดอุดรธานี ในการเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก พร้อมแสดงศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     นอกจากนี้ มหกรรมยังเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงยกระดับจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก นวัตกรรมการเกษตร และเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน เพื่อให้มหกรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

     นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ถือเป็นวาระแห่งชาติและเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานหลัก ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดงานจนสามารถเปิดต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นทางการ

     งานจัดขึ้นบนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) ประกอบด้วยสวนนานาชาติ 32 สวน แบ่งเป็นสวนภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนภายในอาคาร 16 สวน พร้อมสวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทยอีก 16 สวน ถ่ายทอดความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก

เปิด 6 โซนจัดแสดง เรียนรู้พืชสวน เทคโนโลยีเกษตร และระบบนิเวศ

     พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความหลากหลายของพืชพรรณและเรียนรู้เรื่องการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่

  1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม

  2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านเรือนอีสาน

  3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ

  4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วยอาคารเรือนกระจกสำหรับนิทรรศการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการจัดแสดงสวนนานาชาติ โรงเรือนไม้ในร่ม และโรงเรือนพืชทะเลทราย

  5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เทคโนโลยีการเกษตร สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนบัว และคาร์บอนเครดิต

  6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการขยายพันธุ์พืช

     อีกหนึ่งจุดเด่นของมหกรรมคือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์จังหวัดอุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีอาคารสำคัญหลายแห่ง ได้แก่

  • อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและข้องใส่ปลา

  • อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้”

  • อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน

  • อาคารเรือนกระจก นำแนวคิด “เฮือนแฝด” มาผสานกับการออกแบบร่วมสมัย

  • หมู่บ้านอีสาน จำลองเรือนพื้นถิ่นเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอีสาน

จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ การแสดงวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน

    ภายในงานมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมนิทรรศการพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร

     นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ “ลานตุ้มโฮม” ตลอดระยะเวลาจัดงาน 134 วัน รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ ขณะที่ “ตลาดชุมชนริมน้ำ” เปิดพื้นที่ให้เลือกซื้ออาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมีร้านค้าท้องถิ่นหมุนเวียน 50 ร้าน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่ส่งเสริมการลดใช้พลาสติกและการคัดแยกขยะ

มุ่งจัดงานอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้หลังจบงาน

     นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดมหกรรมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด การบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG โดยได้รับการรับรอง Carbon Neutral Self-Declaration

     ภายในงานยังจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเมืองสีเขียวและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความยั่งยืน อีกทั้งมีแผนพัฒนาพื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน ศูนย์อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ในระยะยาว

AIPH ชื่นชมความร่วมมือไทย จัดมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคอีสาน

     นายทิม ไบรเออร์คลิฟฟ์ (Mr. Tim Briercliffe) เลขาธิการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กล่าวแสดงความยินดีในนามสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศต่อประเทศไทยและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

     นายทิมกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการจัดมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนศักยภาพด้านพืชสวน มรดกทางวัฒนธรรม และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าชมจากทั่วโลก พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของทุกภาคส่วน และเชื่อมั่นว่ามหกรรมครั้งนี้จะสร้างคุณค่าและมรดกแห่งความยั่งยืนให้แก่จังหวัดอุดรธานีและประเทศไทยต่อไป

อุดรธานีหวังต่อยอดเศรษฐกิจท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไมซ์

     นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อสายตานานาชาติ โดยจังหวัดมีความพร้อมต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตลอด 134 วันของการจัดงาน

     จังหวัดอุดรธานีไม่ได้มองมหกรรมพืชสวนโลกเป็นเพียงงานจัดแสดงพืชสวนระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของจังหวัดในระยะยาว โดยมุ่งสร้างการรับรู้อุดรธานีในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในจังหวัดและภูมิภาค ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ ยังมุ่งต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อผลักดันจังหวัดอุดรธานีให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” เยี่ยมชมสวนพรรณไม้ในร่ม สวนองค์กร และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

     ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดต้อนรับผู้เข้าชมงานวันแรก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงและนิทรรศการสำคัญภายในงาน เริ่มจากอาคารสวนพรรณไม้ในร่ม ซึ่งรวบรวมพรรณไม้หลากหลายชนิด อาคารสวนตะบองเพชรที่จัดแสดงตะบองเพชรนานาสายพันธุ์ พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิตในร่มซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ความหลากหลายของพืชพรรณ และอาคารสวนกล้วยไม้และสับปะรดสี

     จากนั้นได้เยี่ยมชมสวนองค์กรของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมถึงพื้นที่จัดแสดงของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรนานาชาติในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร

     รองนายกรัฐมนตรีและคณะยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” ซึ่งถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลที่ 10 ก่อนเข้าสักการะพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” ซึ่งประดิษฐานภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาส 134 ปีอุดรธานี พร้อมชมนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้”

เชิญเที่ยวมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570

     ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเข้าชมงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ได้ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี

     บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถซื้อได้ผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน

     นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo

     มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จึงเป็นทั้งเวทีแสดงความหลากหลายของพืชพรรณจากนานาประเทศ พื้นที่นำเสนอนวัตกรรมการเกษตร และกิจกรรมเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดอุดรธานีสู่ระดับนานาชาติ

Read More
อุดรธานีโชว์ศักยภาพสู่เวทีโลก จัดมหกรรมพืชสวนโลก 2569 คาดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน

อุดรธานีโชว์ศักยภาพสู่เวทีโลก จัดมหกรรมพืชสวนโลก 2569 คาดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 หมื่นล้าน

กระกระทรวงเกษตรฯ ชวนปักหมุด “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ครั้งแรกในภาคอีสาน!  ชูสวนนานาชาติ 32 สวน อลังการไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น ตลอด​ 134 วัน เปิด 1 พ.ย. นี้

     อุดรธานี – 29 ตุลาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร เตรียมเปิดงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) มหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ระดมความงดงามจากสวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ พร้อมสวนองค์กรไทย 16 สวน สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น ตลอด 134 วัน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ คาดมีผู้เข้าชมมากกว่า 3.6 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท

     นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย และเป็นมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกรมวิชาการเกษตร ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดอุดรธานี รวมถึงภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่จัดแสดง สวนนานาชาติ นิทรรศการ และสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอดระยะเวลาการจัดงาน

     มหกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) มีสวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็นสวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และภายในอาคาร 16 สวน นอกจากนี้ ยังมีสวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทยอีก 16 สวน นำเสนอความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศไว้ในพื้นที่เดียวกัน

สวนพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย รวมถึงไม้ยืนต้นและไม้ประดับที่มีความโดดเด่น เช่น ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท

     นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพรรณไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา

     ภายในงานยังจัดนิทรรศการรวม 16 นิทรรศการ แบ่งเป็นนิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อมการประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท รวมถึงกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว

เปิดพื้นที่ 1,030 ไร่ แบ่ง 6 โซนสำคัญ

     พื้นที่จัดงานกว่า 1,030 ไร่ ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่จัดแสดงและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เข้าชม โดยแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่

  1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูลข่าวสาร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม

  2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น

  3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติที่เข้าร่วมงาน

  4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วยอาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการสำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่มสำหรับจัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และโรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทรายที่รวบรวมพืชตระกูลแคคตัส

  5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร ประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต

  6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช

     ทั้ง 6 โซนได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

สถาปัตยกรรมอัตลักษณ์อีสาน ผสานธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

     อีกหนึ่งจุดเด่นของมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่นำอัตลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานมาผสานเข้ากับธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประกอบด้วยอาคารและพื้นที่สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่

  1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง และ “ข้อง” ภาชนะสานจากไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา

  2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้”

  3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้านของชาวอีสาน

  4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ

  5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด

จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ

     นอกเหนือจากการจัดแสดงสวนและพรรณไม้จากทั่วโลก ภายในงานยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

     ตลอด 134 วันของการจัดงาน ยังเตรียมการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ ขณะที่ “ตลาดชุมชนริมน้ำ” รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่น ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะ เพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

มุ่งสู่มหกรรมสีเขียว ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาว

     นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความงดงามและความหลากหลายของพืชพรรณจากทั่วโลก แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด

     การดำเนินงานให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างเป็นระบบ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG พร้อมการรับรอง Carbon Neutral Self-Declaration รวมถึงการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองสีเขียว

     ภายหลังสิ้นสุดการจัดงาน ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนและความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว และส่งต่อมรดกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

จังหวัดอุดรธานีเดินหน้าต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ

     ด้าน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้มอบหมายให้ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงความพร้อมของจังหวัดในการต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก

     นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อสายตานานาชาติ โดยจังหวัดมีความพร้อมต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตลอด 134 วันของการจัดงาน

     จังหวัดอุดรธานีมองว่ามหกรรมพืชสวนโลกไม่ได้เป็นเพียงงานจัดแสดงพืชสวนระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของจังหวัดในระยะยาว โดยใช้มหกรรมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างการรับรู้อุดรธานีในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในจังหวัดและภูมิภาค

     นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อผลักดันจังหวัดอุดรธานีให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

รายละเอียดการเข้าชมมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569

     ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก สวนนานาชาติ พรรณไม้หายาก นวัตกรรมการเกษตร และศิลปวัฒนธรรมอีสาน ในงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • วันจัดงาน: 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570

  • ระยะเวลาจัดงาน: 134 วัน

  • เวลาเปิดเข้าชม: ทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น.

  • สถานที่: พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี

  • ราคาบัตรบุคคลทั่วไป: 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

  • ช่องทางจำหน่ายบัตร: เคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน

  • เว็บไซต์จำหน่ายบัตร: https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026

  • เว็บไซต์ทางการ: www.udonthaniexpo2026.com

  • LINE Official Account: @organizer.udonexpo

     นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.udonthaniexpo2026.com และ LINE Official Account: @organizer.udonexpo

    มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตร นวัตกรรมสีเขียว และวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ พร้อมผลักดันจังหวัดอุดรธานีให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

Read More
โฮมโปรฉลองใหญ่ 30 ปี ชวนลูกค้าเปิดโลกความสุขในบ้าน พร้อมสิทธิ์คูปองส่วนลด 500 บาท

โฮมโปรฉลองใหญ่ 30 ปี ชวนลูกค้าเปิดโลกความสุขในบ้าน พร้อมสิทธิ์คูปองส่วนลด 500 บาท

โฮมโปรฉลอง 30 ปี จัดแคมเปญ ONE DAY WITH FRIENDS ชวน 4 คนดังเปิด 4 เวิร์กชอป เติมความสุขให้บ้าน เปิดลงทะเบียนสมาชิก HomeCard

โฮมโปรฉลอง 30 ปี

     บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ฉลองครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” (Home Lifetime Companion) เปิดตัวแคมเปญ “HomePro 30th  Anniversary ONE DAY WITH FRIENDS” ชวนลูกค้าสัมผัส 4 เวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ 4 คนดัง ครอบคลุมกิจกรรมสำหรับคนรักครอบครัว การทำอาหาร การออกกำลังกาย และการแต่งบ้าน ระหว่างวันที่ 1–11 พฤศจิกายน 2569 ณ โฮมโปร 4 สาขา ได้แก่ สาขาเอกมัย-รามอินทรา สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ สาขาพระราม 3 และสาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

     กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อฉลอง 30 ปีของโฮมโปร พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ใช้เวลาร่วมกับคนดังอย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรมที่สามารถลงมือทำจริงและนำไอเดียกลับไปต่อยอดความสุขในบ้าน โดยสมาชิก HomeCard สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://homepro-line.com/kol-registration ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ สิทธิ์เข้าร่วมมีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

โฮมโปรฉลอง 30 ปี ตอกย้ำแนวคิดเพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต

     ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โฮมโปรเติบโตเคียงข้างครอบครัวไทยในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้างบ้านหลังแรก การตกแต่งบ้าน ไปจนถึงการดูแลและปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน โดยในโอกาสครบรอบ 3 ทศวรรษ บริษัทมุ่งสานต่อบทบาท “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” หรือ Home Lifetime Companion ผ่านแคมเปญ ONE DAY WITH FRIENDS ที่เปลี่ยนพื้นที่สาขาโฮมโปรให้เป็นเสมือนบ้านของเพื่อน เปิดต้อนรับลูกค้าให้มาทำกิจกรรมร่วมกันในบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยความสุข

     คุณอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 30 ปี โฮมโปรได้อยู่เคียงข้างลูกค้าในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การเริ่มต้นมีบ้านหลังแรกไปจนถึงการปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น สำหรับการฉลองครบรอบปีนี้ บริษัทต้องการชวนลูกค้ามาใช้เวลาร่วมกันในแบบเพื่อน ผ่านกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวสามารถสนุกได้ พร้อมนำความสุขกลับไปแบ่งปันกันที่บ้าน

4 เวิร์กชอปกับ 4 คนดัง เติมความสุขในบ้าน 4 สไตล์

     โฮมโปรคัดสรรกิจกรรม 4 รูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าเลือกสัมผัสประสบการณ์ที่ตรงกับความสนใจ ตั้งแต่การทำอาหารร่วมกันในครอบครัว การทดลองทำเมนูใหม่ การออกกำลังกาย ไปจนถึงการจัดดอกไม้ตกแต่งบ้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สายแฟมิลี่: Pizza อบความสุข สนุกยกบ้าน

กิ๊ก-พักตร์พิมล สุวรรณเพชร ครีเอเตอร์สาวไทย เจ้าของช่อง “กิ๊กอินเมกา” และเจ้าของธุรกิจร้านพิซซ่าในสหรัฐอเมริกา ชวนสมาชิกครอบครัวมาร่วมลงมือทำพิซซ่าในเวิร์กชอป “Pizza อบความสุข สนุกยกบ้าน” วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร สาขาเอกมัย-รามอินทรา

2. สายคุกกิ้ง: ถุงทองทอด เมนูมงคลสุดอร่อย

เชฟอิน-ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ เจ้าของช่อง “กำลังอิน” และร้านครัวบ้านอิน ชวนผู้ร่วมกิจกรรมเข้าครัวลงมือทำเมนูถุงทองทอด ซึ่งเป็นเมนูมงคล ผ่านเวิร์กชอป “ถุงทองทอด เมนูมงคลสุดอร่อย” วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์

3. สายฟิตเนส: แอโรบิกสุดมัน ฟิตร่างให้สตรอง

เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและฟิตเนส ชวนลูกค้ามาขยับร่างกายและเติมพลังผ่านเวิร์กชอป “แอโรบิกสุดมัน ฟิตร่างให้สตรอง” วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 16.30–18.30 น. ณ โฮมโปร สาขาพระราม 3

4. สายไลฟ์สไตล์: จัดดอกไม้ เติมมู้ดบ้านให้สวย ฉลอง 30 ปี

โบว์-เมลดา สุศรี นักแสดงสาว ชวนผู้ร่วมกิจกรรมเพิ่มสีสันและสร้างบรรยากาศให้บ้านด้วยการจัดดอกไม้ ผ่านเวิร์กชอป “จัดดอกไม้ เติมมู้ดบ้านให้สวย ฉลอง 30 ปี” วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

ร่วมกิจกรรมใกล้ชิดคนดัง พร้อมรับของที่ระลึกและคูปองส่วนลด

     ผู้เข้าร่วมเวิร์กชอปจะได้ลงมือทำกิจกรรมจริงร่วมกับคนดังอย่างใกล้ชิด สำหรับเวิร์กชอปทำอาหารและจัดดอกไม้ ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถนำผลงานกลับไปสร้างความสุขที่บ้าน พร้อมรับของที่ระลึกฉลองครบรอบ 30 ปีโฮมโปร และถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ขณะที่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสาขาในวันจัดกิจกรรมก็สามารถสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองไปพร้อมกันได้

     คุณอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า โฮมโปรต้องการให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้แวะมาบ้านเพื่อน ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน และได้รับไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบ้าน โดยกิจกรรมทั้ง 4 ครั้งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่บริษัทต้องการสื่อสารว่า โฮมโปรรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านของลูกค้าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

วิธีลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ONE DAY WITH FRIENDS

     สมาชิก HomeCard ที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน QR Code ในสื่อประชาสัมพันธ์ หรือคลิกลิงก์ https://homepro-line.com/kol-registration ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์กชอปมีจำนวนจำกัด

     นอกจากนี้ ผู้ลงทะเบียนยังมีสิทธิ์รับคูปองส่วนลด 500 บาท สำหรับซื้อสินค้าครบ 5,000 บาทขึ้นไป ตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้ คูปองและสิทธิประโยชน์มีจำนวนจำกัด ผู้สนใจควรตรวจสอบเงื่อนไขก่อนใช้สิทธิ์

     แคมเปญ HomePro 30th Anniversary ONE DAY WITH FRIENDS สะท้อนความตั้งใจของโฮมโปรในการส่งมอบประสบการณ์และความสุขให้ลูกค้าในโอกาสครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “We Make a Better Living” พร้อมเดินหน้าเป็น “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” ของคนไทยต่อไป

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.homepro.co.th และ Facebook: HomePro Thailand

หมายเหตุ: รายละเอียดกิจกรรมและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กำหนด

#HomePro30thAnniversary #โฮมโปรฉลองใหญ่ครบรอบ30ปี #OneDayWithHomePro #OneDayWithFriends #HomeLifetimeCompanion #เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต #HomePro #โฮมโปร #homepropr

Read More
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู 3 มิติ "คุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม" ขับเคลื่อนเวลเนสไทยรับ GWS 2026

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู 3 มิติ "คุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม" ขับเคลื่อนเวลเนสไทยรับ GWS 2026

ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี เผยไทยพร้อมจัด Global Wellness Summit 2026 ที่ภูเก็ต 10-13 พ.ย. นี้

     (28 ตุลาคม 2569 : กรุงเทพมหานคร) — กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เผยความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของ สมาคมส่งเสริมสุขภาวะและเศรษฐกิจสุขภาพ จังหวัดภูเก็ต และภาคีเครือข่าย ในการขับเคลื่อนและยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดสุขภาพและเวลเนสระดับนานาชาติ เพื่อมุ่งชูสมุนไพร วัตถุดิบพื้นถิ่น และงานหัตถกรรมให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง พร้อมรับมือกับการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลก Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ณ จังหวัดภูเก็ต

     ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนการจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ซึ่งจะมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยมุ่งยกระดับสินค้าและบริการสุขภาพของไทยผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ คุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้บริโภค และเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ธุรกิจบริการระดับสากลอย่างยั่งยืน

     ภายในงานดังกล่าว สมาคมส่งเสริมสุขภาวะและเศรษฐกิจสุขภาพจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันคัดสรรผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงมาจัดแสดงและต่อยอดในหลากหลายกลุ่ม ได้แก่:

  • กลุ่มสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สปา: ผลิตภัณฑ์สปาและสมุนไพรไทยมาตรฐานสูง

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามและ GI: ผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากหอยเป๋าฮื้อ และผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากผลไม้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างสับปะรดภูเก็ต

  • กลุ่มอาหารและวัตถุดิบพื้นถิ่น: สับปะรดภูเก็ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอาหารพื้นเมืองที่ผ่านการประยุกต์เป็นเมนูสุขภาพ

  • กลุ่มงานหัตถกรรมและท่องเที่ยวชุมชน: ผ้าบาติกฝีมือคนท้องถิ่น ผ่านการบูรณาการร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

     ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาวะที่สมบูรณ์แบบทั้งร่างกายและจิตใจ ได้มีการเปิดตัว Wellness Route (เส้นทางสุขภาพ) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง ผ่านพื้นที่นำร่องสำคัญ ได้แก่ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่าฉัตรไชย และ ชุมชนท่องเที่ยวเกาะโหลน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและกระจายรายได้สู่ชุมชนรากหญ้าอย่างทั่วถึง

     นอกจากนี้ ภายในงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) จะมีการจัดโซนพิเศษ Innovation Village เพื่อรวบรวมนวัตกรรมและแนวคิดด้านเวลเนสสมัยใหม่ เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาแลกเปลี่ยนธุรกิจกับผู้นำอุตสาหกรรมสุขภาพจากทั่วโลก

     ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวในตอนท้ายว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ถือเป็นโอกาสทองในการนำเสนอศักยภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมเวลเนสระดับสากลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและทั่วประเทศ

Read More
ภาษีสุราและยาสูบกับอนาคตสุขภาวะชุมชน เครือข่ายกว่า 3,000 แห่งเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการแก้กฎหมาย สสส.

ภาษีสุราและยาสูบกับอนาคตสุขภาวะชุมชน เครือข่ายกว่า 3,000 แห่งเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการแก้กฎหมาย สสส.

ชุมชนกว่า 3,000 แห่งค้านแก้ พ.ร.บ. สสส. เรียกร้องรัฐบาลรักษากลไกภาษีสุราและยาสูบเพื่อสุขภาพประชาชน

ร้องรัฐยุติแก้ พ.ร.บ. สสส.

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งประกอบด้วยชุมชนมากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ประกาศจุดยืนเรียกร้องรัฐบาลอนุทินยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 หรือ พ.ร.บ. สสส. ยืนยันกลไกภาษีสุราและยาสูบมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน พร้อมเปิดข้อมูลผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI สูงถึง 7.53 บาทต่อเงินลงทุน 1 บาท

     เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

     เครือข่ายฯ ระบุว่า กลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์ (Earmarked Tax) จากภาษีสุราและยาสูบ เป็นแหล่งสนับสนุนการทำงานสร้างเสริมสุขภาพที่ช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาคนและระบบงาน การสร้างนวัตกรรม การแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) พบว่า เงินลงทุนทุก 1 บาทสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมได้ 7.53 บาท

เครือข่ายกว่า 3,000 ชุมชน ผนึก 4 ภาคส่วนสร้างชุมชนเข้มแข็ง

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุว่า การดำเนินงานของเครือข่ายเกิดจากความร่วมมือของผู้นำจาก 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคประชาชนและองค์กรชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน

     แนวทางการดำเนินงานประกอบด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรม และการผลักดันนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์จากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมือทางวิชาการ และระบบข้อมูลที่ชุมชนเป็นเจ้าของ

     การทำงานดังกล่าวยังน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาชุมชน ได้แก่ หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แนวคิด “ระเบิดจากข้างใน” และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชน

     ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ระบุว่า การบริหารจัดการงบประมาณดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเป็นการสนับสนุนเสริมการทำงานตามภารกิจประจำของหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่

เปิด 6 ประโยชน์ของกลไกภาษีสุราและยาสูบต่อสุขภาวะชุมชน

     ในแถลงการณ์ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุว่า การสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน สสส. ภายใต้กลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์จากภาษีสุราและยาสูบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่

     1. สร้างกระบวนการทำงานต่อเนื่องและต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่น
     การสนับสนุนระยะยาวช่วยบ่มเพาะคนและพัฒนาระบบงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยงการสร้างเสริมสุขภาพเข้ากับหลักการคำนึงถึงสุขภาพในทุกงานและทุกนโยบาย

     2. เปลี่ยนวิธีคิดและยกระดับการวางแผนพัฒนาชุมชน
     คนในชุมชนท้องถิ่นสามารถปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน ตลอดจนกำหนดเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวตามทิศทางที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนด

     3. เพิ่มบทบาทองค์กรท้องถิ่นและชุมชนในการประสานความร่วมมือ
     องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำท้องที่ และองค์กรชุมชน มีโอกาสทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภายในและภายนอกพื้นที่ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และร่วมกันแก้ไขปัญหาสุขภาพของชุมชน

     4. เสริมศักยภาพชุมชนให้พร้อมรับความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลง
     การเข้าถึงระบบข้อมูล เครื่องมือทางวิชาการ พื้นที่ต้นแบบ และนวัตกรรม ช่วยให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ ประเมินสถานการณ์ ปรับตัว และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

     5. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณและออกแบบการพัฒนาด้วยตนเอง
     งบประมาณสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ตามเป้าหมายและแนวทางที่ชุมชนร่วมกันออกแบบ สะท้อนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสุขภาวะของตนเอง

     6. สร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
     ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ที่แถลงการณ์ระบุ แสดงให้เห็นว่า เงินลงทุนทุก 1 บาทที่สนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ สร้างประโยชน์คืนสู่สังคมได้สูงถึง 7.53 บาท

พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ตั้งแต่ลดบุหรี่ไฟฟ้าถึงจัดการภัยพิบัติ

     แถลงการณ์ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย และออกแบบการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน จนเกิดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการแก้ไขปัญหาเฉพาะประเด็น ทั้งในเขตเมือง พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท และพื้นที่ชนบท

     ตัวอย่างการดำเนินงานครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การลดบุหรี่ไฟฟ้าและลดรายจ่ายในครัวเรือน การดูแลเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ การส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน การจัดการภัยพิบัติ การส่งเสริมอาหารปลอดภัย การควบคุมโรค การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

     นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่า ได้พัฒนาผู้นำชุมชนและผู้นำรุ่นใหม่มากกว่า 400,000 คน ให้มีทักษะเป็นนักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ครอบคลุมบทบาทนักบริหาร นักวิชาการ นักจัดการข้อมูล นักสื่อสาร และนักจัดกระบวนการ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ย้ำจุดยืนขอรัฐบาลยุติแก้ พ.ร.บ. สสส. เพื่อรักษากลไกสร้างเสริมสุขภาพ

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุในแถลงการณ์ว่า การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อปกป้ององค์กร เครือข่าย หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องการรักษาภารกิจและกลไกที่ช่วยให้งานสร้างเสริมสุขภาพเข้าถึงประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

     แถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงที่มาของรายได้กองทุน ซึ่งปัจจุบันมาจากกลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์จากภาษีสุราและยาสูบ เครือข่ายฯ จึงขอให้พิจารณาถึงความสำคัญของกลไกดังกล่าวต่อการสนับสนุน รณรงค์ และชักชวนให้ประชาชนสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนผลต่อการดำเนินงานในระดับชุมชนที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง

     พร้อมกันนี้ เครือข่ายฯ อ้างถึงเหตุผลของการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน

     ข้อเรียกร้องสำคัญของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จึงเป็นการขอให้รัฐบาลยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 เพื่อรักษากลไกสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพที่เครือข่ายเห็นว่ามีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพชุมชน สร้างโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

     ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นจุดยืนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ตามแถลงการณ์ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยประเด็นการแก้ไขกฎหมายและผลกระทบต่อกลไกการจัดสรรเงินสนับสนุนยังเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาจากรายละเอียดของร่างกฎหมายและข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

Read More
IF เหล็กเส้นคุณภาพ จริงหรือไม่? เปิดศึกมาตรฐานเหล็กไทย ชี้ชะตาความปลอดภัยอาคาร

IF เหล็กเส้นคุณภาพ จริงหรือไม่? เปิดศึกมาตรฐานเหล็กไทย ชี้ชะตาความปลอดภัยอาคาร

สมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ชี้คุณภาพเหล็กเส้น IF ต้องดูมาตรฐานการผลิตและผลทดสอบ ไม่ใช่ตัดสินจากเตาหลอม

     นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF: Induction Furnace) ให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าว พร้อมเผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมเรื่อง “เหล็กเส้นจากเตาหลอมไฟฟ้า (IF) ด้อยคุณภาพจริงหรือ?” โดยนำเสนอหลักการทางโลหะวิทยา กระบวนการผลิต และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างให้แก่วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้บริโภค

IF เหล็กเส้นด้อยคุณภาพจริงหรือ

     บทวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นไม่ควรพิจารณาจากประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณากระบวนการผลิต การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล ตลอดจนผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดสำหรับการใช้งานจริง

เตาหลอม IF

1. เตาหลอม IF และเตาปรุงน้ำเหล็ก LRF มีหน้าที่แตกต่างกัน

     นายจิรายุ สายแสงทอง อธิบายว่า เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลอมวัตถุดิบให้กลายเป็นน้ำเหล็ก ขณะที่การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและการปรับคุณภาพน้ำเหล็กอาจต้องอาศัยกระบวนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง เช่น เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Refining Furnace: LRF) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานแต่ละแห่ง

     บทวิเคราะห์ชี้ว่า การประเมินความสามารถของโรงงานจึงควรตรวจสอบว่ามีขั้นตอนและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับคุณภาพเหล็กที่ต้องการหรือไม่ รวมถึงมีระบบตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีและควบคุมสิ่งเจือปนในน้ำเหล็กอย่างไร ไม่ควรสรุปว่าเหล็กจากเตาหลอมชนิดใดมีคุณภาพสูงหรือต่ำกว่าโดยไม่มีข้อมูลการผลิตและผลทดสอบประกอบ

การผลิต​เหล็ก​ IF

2. คุณสมบัติความเหนียวและความเปราะเกี่ยวข้องกับหลายขั้นตอนการผลิต

     ในประเด็นความเหนียวและความเปราะของเหล็กเส้น บทวิเคราะห์ระบุว่า คุณสมบัติของเหล็กขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งองค์ประกอบทางเคมี ปริมาณและลักษณะของสิ่งเจือปน กระบวนการหล่อ กระบวนการรีดร้อน และการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการผลิต

     กระบวนการปรับปรุงสมบัติทางความร้อนและเชิงกล (Thermo-Mechanical Treatment: TMT) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณสมบัติของเหล็กเส้น โดยโรงงานต้องควบคุมกระบวนการให้เหมาะสมกับเกรดเหล็กและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

     สำหรับการใช้สารปรับสภาพสิ่งเจือปน เช่น แคลเซียมซิลิคอน (Calcium-Silicon: Ca-Si) อาจช่วยปรับลักษณะของสิ่งเจือปนในเหล็กได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าสามารถกำจัดความเค้นหรือความเปราะได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเหล็ก วิธีการเติมสาร และการควบคุมกระบวนการผลิตด้วย

     ดังนั้น หากพบเหล็กเส้นที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากกระบวนการผลิตและผลทดสอบ เพื่อระบุสาเหตุอย่างเป็นระบบ แทนการสรุปจากประเภทเตาหลอมเพียงปัจจัยเดียว

เหล็กเส้นก่อสร้าง​ IF

3. มาตรฐานสากลกับการตรวจสอบคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้าง

     บทวิเคราะห์อ้างถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 6935-2 สำหรับเหล็กเสริมคอนกรีตชนิดเหล็กเส้นข้ออ้อย และ ASTM A706/A706M ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับเหล็กเส้นเหล็กกล้าผสมต่ำที่ใช้เสริมคอนกรีต โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางกลและองค์ประกอบทางเคมีตามขอบเขตของมาตรฐานแต่ละฉบับ

     ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ระบุว่า ISO 6935-2 ครอบคลุมข้อกำหนดทางเทคนิคของเหล็กเส้นข้ออ้อย และเปิดให้ผู้ผลิตเลือกกระบวนการผลิตได้ ส่วน ASTM A706/A706M มีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกล องค์ประกอบทางเคมี และการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามประเภทที่มาตรฐานครอบคลุม

     นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐาน IS 1786 ของสำนักมาตรฐานอินเดีย (Bureau of Indian Standards: BIS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล็กเส้นข้ออ้อยกำลังสูงสำหรับงานเสริมคอนกรีต โดยรายละเอียดเกณฑ์ยอมรับต้องตรวจสอบจากมาตรฐานฉบับที่ใช้จริงและเกรดเหล็กที่ระบุในเอกสารรับรอง

     สำหรับเหล็กที่ต้องการคุณสมบัติเหมาะสมกับงานโครงสร้างที่ออกแบบให้รองรับแรงแผ่นดินไหว วิศวกรควรตรวจสอบข้อกำหนดของโครงการ เกรดวัสดุ ผลทดสอบแรงดึงและการยืดตัว ตลอดจนเอกสารรับรองคุณภาพที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้ค่าตัวเลขเพียงค่าเดียวเป็นหลักประกันว่าเหล็กเส้นจะต้านทานแผ่นดินไหวได้ เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับทั้งคุณสมบัติวัสดุ การออกแบบโครงสร้าง รายละเอียดการเสริมเหล็ก และคุณภาพการก่อสร้าง

เหล็ก​ IF​ Green Steel

4. นโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนปี 2017 และแนวคิด Green Steel

     บทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในปี 2017 โดยเสนอว่า การทำความเข้าใจมาตรการในช่วงเวลาดังกล่าวควรพิจารณาบริบทของการจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินและการปราบปรามกำลังการผลิตที่ผิดกฎหมายควบคู่กัน ไม่ควรนำมาตรการดังกล่าวไปสรุปโดยปราศจากหลักฐานว่าเป็นการปิดเตา IF ทุกประเภทเพราะเทคโนโลยีไม่มีมาตรฐาน

     สำหรับแนวคิดเหล็กสีเขียว (Green Steel) การใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิตอาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ระดับการปล่อยคาร์บอนจริงขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และระบบควบคุมมลพิษของโรงงานแต่ละแห่ง การกล่าวว่าเตา IF ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ากระบวนการอื่นจึงควรมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ใช้ขอบเขตการประเมินเดียวกันมาสนับสนุน

คุณภาพเหล็กเส้น​ IF

บทสรุป: คุณภาพเหล็กเส้นต้องยืนยันด้วยผลทดสอบและระบบควบคุมการผลิต

     นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) นำเสนอข้อคิดเห็นว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างควรอาศัยหลักวิศวกรรมและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยพิจารณาทั้งกระบวนการหลอมและปรุงน้ำเหล็ก การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี การรีดร้อน การทดสอบคุณสมบัติทางกล และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์

     อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าเหล็กเส้นล็อตใดมีคุณภาพเหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานที่ต้องคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว ต้องอาศัยผลทดสอบจากตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ เอกสารรับรองที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และการประเมินตามมาตรฐานที่ใช้กับโครงการนั้น ๆ ผู้เกี่ยวข้องจึงควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจนำเหล็กไปใช้งาน

เอกสารมาตรฐานและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  1. ISO 6935-2: Steel for the reinforcement of concrete — Part 2: Ribbed bars

  2. ASTM A706/A706M: Standard Specification for Deformed and Plain Low-Alloy Steel Bars for Concrete Reinforcement

  3. IS 1786: High Strength Deformed Steel Bars and Wires for Concrete Reinforcement

  4. รายงาน SME Technical Report (2026) เรื่อง Secondary Refining Technologies in Induction Furnace Steelmaking (IF+LOD+LRF Route)

  5. บทความวิชาการที่ระบุรหัส PMC13257491 เรื่อง Microstructure and Mechanical Evaluation of Induction Furnace Rebars & TMT Processing

#เหล็กเส้นก่อสร้าง #เหล็กเส้นIF #เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า #วิศวกรรมโครงสร้าง #วัสดุก่อสร้าง #มาตรฐานเหล็กเส้น #เหล็กต้านแผ่นดินไหว #GreenSteel


Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER