ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 8B381 จากจาการ์ตา สู่กรุงเทพฯ พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 8B381 จากจาการ์ตา สู่กรุงเทพฯ พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TransNusa Airlines เส้นทางบินตรงจาการ์ตา–กรุงเทพฯ เสริม Air Connectivity ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซีย พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขยายเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของ สายการบิน TransNusa Airlines เที่ยวบิน 8B381 เส้นทางบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซีย พร้อมสนับสนุนนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง (Ease of Travelling) และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียน

     เที่ยวบินปฐมฤกษ์ดังกล่าวออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา (Soekarno-Hatta International Airport) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และเดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 11.45 น. โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วย Datuk Bernard Francis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group Chief Executive Officer : Group CEO) สายการบิน TransNusa Airlines, นางประหนึ่งนุช บำเพ็ญสมัย ที่ปรึกษาระดับ 10 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คณะผู้บริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว

     นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Hari Prabowo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารของ สายการบิน TransNusa Airlines ร่วมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้มาเยือน และสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

ททท. เดินหน้าขยาย Air Connectivity เชื่อมไทย–อินโดนีเซีย

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว เพื่อขยายเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง (Ease of Travelling)

     การเปิดเส้นทางบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ ของ สายการบิน TransNusa Airlines ในครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สายการบิน TransNusa Airlines ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและขยายเครือข่ายเส้นทางบินในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

     พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนร่วมกันเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ บาหลี–ภูเก็ต เพื่อเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดอินโดนีเซียสู่ประเทศไทย

เพิ่มกว่า 130,000 ที่นั่งต่อปี รองรับตลาดนักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

     สายการบิน TransNusa Airlines เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทาง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยใช้เครื่องบิน Airbus A320-200 ให้บริการวันละ 2 เที่ยวบิน รวม 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รองรับผู้โดยสาร 174 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน

     เที่ยวบินปฐมฤกษ์มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เต็ม 100% ส่งผลให้เส้นทางบินดังกล่าวเพิ่มจำนวนที่นั่งจากกรุงจาการ์ตาเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 2,500 ที่นั่งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า 130,000 ที่นั่งต่อปี

     นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สายการบิน TransNusa Airlines ยังครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมการตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทย สนับสนุนการขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อินโดนีเซีย ตลาดศักยภาพของการท่องเที่ยวไทย

     ข้อมูลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 2 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว 378,881 คน

     นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางเพื่อการพักผ่อน มีระยะพำนักเฉลี่ย 6 วัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวแบบเดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Traveler : FIT) คิดเป็น ร้อยละ 85 และเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (Repeat Visitors) ร้อยละ 53

     จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร

  • จังหวัดสงขลา

  • จังหวัดชลบุรี

  • จังหวัดภูเก็ต

  • จังหวัดกระบี่

     ขณะที่กิจกรรมยอดนิยม ได้แก่ การรับประทานอาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวชุมชน การนวดและสปา รวมถึงกิจกรรมทางทะเลและชายหาด

หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการท่องเที่ยวของอาเซียน

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าการเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ ของ สายการบิน TransNusa Airlines จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

Read More
ททท. เดินหน้าส่งเสริม Corporate Travel เชื่อม CSR ชุมชน ธรรมชาติ และ Team Building ในภาคตะวันออก

ททท. เดินหน้าส่งเสริม Corporate Travel เชื่อม CSR ชุมชน ธรรมชาติ และ Team Building ในภาคตะวันออก

ททท. เดินหน้ารุกตลาด Corporate Travel ดึงเอเย่นต์กว่า 52 บริษัท ร่วมทดสอบเส้นทาง "Agent Fam Trip: Give & Go East" ยกระดับนครนายก–ปราจีนบุรี สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ

TAT​ Agent Fam Trip

     นครนายก / ปราจีนบุรีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมตลาด Corporate Travel อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ จังหวัดนครนายก และ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเชิญผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว บริษัทรับจัดประชุมและสัมมนา (MICE) บริษัทออร์แกไนเซอร์ และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ร่วมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ พร้อมพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดนักท่องเที่ยวองค์กร (Corporate Travel) ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

     กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการยกระดับ ภาคตะวันออก ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา การเดินทางเพื่อสร้างทีม (Team Building) กิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) ได้อย่างครบวงจร ตอบสนองความต้องการขององค์กรและภาคธุรกิจยุคใหม่

ททท. ชู Corporate Travel ตลาดคุณภาพ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูง

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Corporate Travel ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยหลายวัน และมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ทั้งค่าที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง กิจกรรม Team Building กิจกรรม CSR การท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนการใช้บริการของผู้ประกอบการในท้องถิ่น

     การเติบโตของตลาด Corporate Travel ยังช่วยกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ผู้ให้บริการกิจกรรม สถานที่จัดประชุม วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าและของที่ระลึกในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

"Agent Fam Trip: Give & Go East" พัฒนาเส้นทางต้นแบบสู่ตลาดองค์กร

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร กล่าวว่า กิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ตลาด Corporate Travel โดย ททท. ได้ออกแบบเส้นทางให้ผสมผสานกิจกรรมหลากหลายไว้ในโปรแกรมเดียว ทั้งการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วิถีชุมชน กิจกรรมผจญภัย และการสร้างทีม (Team Building)

     การนำผู้ประกอบการลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์จริง จะช่วยให้สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ สร้างความแตกต่าง และตอบสนองความต้องการขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังมองหารูปแบบการเดินทางที่ให้ทั้งคุณค่าทางธุรกิจและคุณค่าทางสังคม

     นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับพันธมิตรภาคเอกชนในครั้งนี้ ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออก ให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีศักยภาพของประเทศไทย สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา กิจกรรมองค์กร และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ได้อย่างครบวงจร

"Agent Fam Trip: Give & Go East" ต่อยอดเส้นทางท่องเที่ยว Corporate Travel เชื่อมธุรกิจ ชุมชน ธรรมชาติ และกิจกรรมเพื่อสังคม

     โครงการ "Agent Fam Trip: Give & Go East" จัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก และพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อทดสอบศักยภาพของเส้นทางท่องเที่ยวใน จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยงในภาคตะวันออก โดยเชิญบริษัทผู้จัดประชุมและสัมมนา (Meeting & Seminar Organizer) บริษัทนำเที่ยว (Travel Agent) บริษัทออร์แกไนเซอร์ (Organizer) และผู้ประกอบการตลาด Corporate Travel จากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมกว่า 52 บริษัท เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาเส้นทางต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้จริง

     การจัดกิจกรรมครั้งนี้มุ่งสร้างประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร บริษัท และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการจัดกิจกรรมประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) และกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

"Eastern Connect" เปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคตะวันออก

     หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการ คือ Eastern Connect เวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้จัดประชุม สัมมนา และบริษัทนำเที่ยว ได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด พร้อมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

     ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับฟังการนำเสนอศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจาก ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั้ง 6 สำนักงานในภูมิภาคภาคตะวันออก ซึ่งร่วมนำเสนอจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การท่องเที่ยวโดยชุมชน สถานที่จัดกิจกรรมองค์กร โรงแรมและรีสอร์ต รวมถึงกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นโปรแกรม Corporate Travel ได้อย่างหลากหลาย

     เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการจากหลายจังหวัด เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบบูรณาการที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มองค์กร

เรียนรู้การอนุรักษ์สัตว์ป่าผ่านกิจกรรม CSR ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

     นอกจากการพัฒนาด้านธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ผ่านกิจกรรม Corporate Social Responsibility (CSR)ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

     ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ภารกิจการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และอนุรักษ์สัตว์ป่าของหน่วยงาน พร้อมลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

  • ล้างกรงเสือ

  • ล้างกรงหมี

  • จัดเตรียมอาหารสัตว์

  • ทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่าในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

     กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าร่วมระหว่างนักท่องเที่ยว ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กับการเดินทางท่องเที่ยว

สัมผัสวิถีชุมชนและศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง

    อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ตลาด Corporate Travel คือการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์พระราชา

     ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วม Workshop กวนข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน เรียนรู้กระบวนการผลิตอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ (Learning Tourism) สำหรับองค์กรได้ในอนาคต

เยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำสายศร และธรรมชาติอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

     คณะผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปยัง อ่างเก็บน้ำสายศร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และศึกษาศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับกิจกรรมด้าน Corporate Travel

     พื้นที่ดังกล่าวมีจุดเด่นด้านทัศนียภาพที่สวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมในการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น Team Building การเดินศึกษาธรรมชาติ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับองค์กร

ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ต่อยอดกิจกรรม Adventure Tourism สำหรับองค์กร

     เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด Corporate Travel ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ทดลองกิจกรรม ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) ที่ได้รับความนิยมของจังหวัดนครนายก

     กิจกรรมล่องแก่งช่วยสร้างประสบการณ์ด้านการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรม Team Building สำหรับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างเหมาะสม

ททท. ตั้งเป้าผู้ประกอบการกว่า 80% นำเส้นทางไปพัฒนาเป็นแพ็กเกจขายได้จริง

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดหวังว่า หลังสิ้นสุดกิจกรรม ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะสามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลจากการลงพื้นที่ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและเสนอขายได้จริง

     เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการเพิ่มจำนวนการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate Travel การเพิ่มจำนวนวันพักค้าง (Length of Stay) การเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป (Spending per Trip) และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

     การดำเนินโครงการครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวของตลาดโลก และผลักดันให้ ภาคตะวันออกของประเทศไทย ก้าวสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่โดดเด่น สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ททท. ตั้งเป้ายกระดับภาคตะวันออกสู่ศูนย์กลาง Corporate Travel ของประเทศไทย

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการ "Agent Fam Trip: Give & Go East" เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งยกระดับภาคตะวันออกให้เป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) สำหรับตลาด Corporate Travel อย่างเต็มรูปแบบ

     การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการนำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวมาทดลองเส้นทาง แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ร่วมออกแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

     นางกนกกิตติกา กล่าวว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม บริษัทนำเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรและบริษัทที่ต้องการจัดกิจกรรมในพื้นที่

Corporate Travel กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

     ตลาด Corporate Travel ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีอัตราการใช้จ่ายสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักหลายวัน และใช้บริการหลากหลายประเภท ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ระบบขนส่ง สถานที่จัดประชุม บริษัทออร์แกไนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการสินค้าและบริการในท้องถิ่น

     การส่งเสริมตลาดดังกล่าวจึงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Supply Chain) อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างการจ้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism)

ททท. คาดผู้ประกอบการกว่า 80% นำเส้นทางต้นแบบต่อยอดเชิงพาณิชย์

     จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 สามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ และนำเสนอขายแก่หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ได้จริง

     นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายในการ

  • เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate Travel

  • เพิ่มจำนวนวันพักค้าง (Length of Stay)

  • เพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป (Average Spending)

  • สร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

  • กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

  • ยกระดับภาพลักษณ์ของภาคตะวันออกให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ระดับประเทศ

    การจัดกิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" สะท้อนบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด Corporate Travel ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงให้กับประเทศ

     การนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่ผสมผสานการประชุม สัมมนา การสร้างทีม กิจกรรม CSR การเรียนรู้วิถีชุมชน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และกิจกรรมผจญภัยไว้ในโปรแกรมเดียว จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับภาคตะวันออก พร้อมผลักดันจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีศักยภาพ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Agent Fam Trip: Give & Go East คืออะไร

เป็นโครงการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาตลาด Corporate Travel โดยนำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ

Corporate Travel คืออะไร

Corporate Travel คือการเดินทางขององค์กร บริษัท หรือหน่วยงาน เพื่อการประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การศึกษาดูงาน การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)

ทำไม ททท. จึงส่งเสริมตลาด Corporate Travel

เพราะเป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง พำนักหลายวัน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว และชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

โครงการ Agent Fam Trip จัดที่ไหน

จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยงในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569

กิจกรรมเด่นของโครงการมีอะไรบ้าง

  • Eastern Connect

  • Business Networking

  • กิจกรรม CSR

  • ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

  • ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง

  • Workshop กวนข้าวกระยาคู

  • อ่างเก็บน้ำสายศร

  • อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

  • ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก

  • Team Building

     โครงการ Agent Fam Trip: Give & Go East เป็นโครงการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมตลาด Corporate Travel โดยนำผู้ประกอบการด้านการประชุม สัมมนา บริษัทนำเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพของจังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี ผ่านกิจกรรม Business Networking, CSR, การท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และ Team Building เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่สามารถจำหน่ายได้จริง พร้อมผลักดันภาคตะวันออกสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ของประเทศไทย

Read More
เชียงใหม่จัดสัมมนาใหญ่ ยกระดับอุตสาหกรรมเซรามิกไทย เชื่อมตลาดต่างประเทศผ่านเวทีเวียดนาม​ Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026

เชียงใหม่จัดสัมมนาใหญ่ ยกระดับอุตสาหกรรมเซรามิกไทย เชื่อมตลาดต่างประเทศผ่านเวทีเวียดนาม​ Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026

Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 เปิดเวทีเชื่อมอุตสาหกรรมเซรามิกและหินธรรมชาติอาเซียน สมาคมเซรามิกส์ไทยจับมือภาครัฐ-เอกชน ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026

     เชียงใหม่ – ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมเซรามิกของประเทศไทย ร่วมกันจัดสัมมนาครั้งสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซรามิกไทย พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศผ่านงาน Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ธันวาคม 2569ศูนย์นิทรรศการนานาชาติ (International Center for Exhibition : I.C.E.) กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยคาดว่าจะมีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 350 บริษัทและแบรนด์ จากทั่วโลก และผู้เข้าชมงานกว่า 5,000 คน บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 6,000 ตารางเมตร

     การสัมมนาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569ห้องประชุมช้างคลาน 2 โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจาก สมาคมเซรามิกส์ไทย, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC), โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ การตลาด ทรัพย์สินทางปัญญา และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการไทย

     ภายในงานมีการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ได้แก่

  • รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริธันว์ เจียมศิริเลิศ นายกสมาคมเซรามิกส์ไทย

  • คุณปรเมษฐ์ มหาวันสุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทอเรซิด (ประเทศไทย) จำกัด

  • ผู้แทนจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • ดร.รติมาดา มุ่งการดี กรรมการและฝ่ายวิชาการด้านสิทธิบัตรและชีววิทยาศาสตร์ บริษัท Lexel IP Co., Ltd.

  • คุณพงศกร ขันติชัยมงคล Founder & Innovation Advisor บริษัท Nexus Impact Corporation Co., Ltd.

  • ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมโพสิตเพื่อความยั่งยืน กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)

  • คุณกมลวรรณ ทวีรัตนธนะ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

  • คุณภาวิณี อนุสรณ์เสรี ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP)

  • คุณชุติมณฑน์ สมพงษ์

  • คุณณฐมน มณีชญพิชญา บริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด

     หัวข้อการสัมมนาครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับอุตสาหกรรมเซรามิกไทย การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดโลก การสร้างแบรนด์ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม การออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

     นอกจากนี้ นางสาวซิกลี่ บาคูดิโอ ผู้จัดการนิทรรศการ Ceramics Vietnam และ Stone Vietnam เปิดเผยว่า งาน Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 ถือเป็นเวทีธุรกิจระดับภูมิภาคที่รวบรวมผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ผู้ซื้อ และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมเซรามิกและหินธรรมชาติทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยีการผลิต เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคการก่อสร้างและสถาปัตยกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมเซรามิกก่อสร้างแห่งเวียดนาม (VIBCA) กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และองค์กรอุตสาหกรรมระดับนานาชาติหลายแห่ง

สมาคมเซรามิกส์ไทยชี้ “นวัตกรรม-ดีไซน์-ความยั่งยืน” คือทางรอดของผู้ประกอบการไทย

     รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริธันว์ เจียมศิริเลิศ นายกสมาคมเซรามิกส์ไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเซรามิกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวและผนึกกำลังกันทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การออกแบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

     “เราไม่จำเป็นต้องขายสินค้าที่ถูกที่สุด แต่ต้องขายสินค้าที่มีคุณภาพ มีความแตกต่าง และตอบโจทย์ Mega Trend ของโลก เช่น ความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ Low Carbon การเพิ่มมูลค่าด้วยดีไซน์ นวัตกรรม และการหาตลาดใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยผ่านพ้นวิกฤตและแข่งขันได้ในระยะยาว” รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริธันว์ กล่าว

สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปางเสนอ “ลำปาง” เป็นเมืองหลวงเซรามิกไทยและศูนย์จัดงานระดับนานาชาติ

Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026

     ด้าน นายกิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ ประธานสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำการส่งออกเซรามิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งกลุ่มกระเบื้อง สุขภัณฑ์ และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร โดยเฉพาะจังหวัดลำปางที่มีโรงงานเซรามิกกว่า 200 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SME และมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซรามิกของประเทศ

     นายกิติศักดิ์เสนอให้พิจารณาจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการอุตสาหกรรมเซรามิกระดับนานาชาติในจังหวัดลำปาง เพื่อแสดงศักยภาพของพื้นที่และเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยกับซัพพลายเออร์และผู้นำเข้าจากทั่วโลก พร้อมระบุว่าในอดีตไทยเคยสร้างรายได้จากการส่งออกเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสูงถึงประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ในการสร้างรายได้และเงินตราเข้าประเทศ

MTEC ชูเทคโนโลยีลดต้นทุน-ลดของเสีย-เพิ่มมูลค่าเซรามิกไทย

     ดร.อนุชา วรรณก้อน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า การเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการในการนำงานวิจัยไปใช้จริง โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การลดของเสีย และการแก้ปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์

     MTEC ยังให้ความสำคัญกับการนำ Design เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เคลือบไร้สารตะกั่ว การใช้วัสดุเหลือทิ้งให้เกิดประโยชน์ และการใช้วัสดุทดแทนเพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ITAP หนุน SME เซรามิกไทยสู่ Green Industry และ Carbon Footprint

     ขณะที่ นางสาวภาวิณี อนุสรณ์เสรี ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ITAP มีบทบาทในการช่วยเหลือ SME ไทยให้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในโรงงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

     สำหรับอุตสาหกรรมเซรามิก ผู้ประกอบการให้ความสนใจเรื่อง Carbon Footprint, พลังงานสะอาด, โซลาร์เซลล์ และการผลิตสีเขียว (Green Manufacturing) มากขึ้น โดย ITAP มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนโครงการด้านพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม

Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 เวทีธุรกิจระดับอาเซียน

     งาน Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ธันวาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติ (I.C.E.) กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยเป็นการรวมแพลตฟอร์มของ ASEAN Ceramics และ ASEAN Stone เข้าไว้ด้วยกัน ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของอุตสาหกรรมเซรามิกและหินธรรมชาติ ตั้งแต่วัตถุดิบ แร่อุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิต เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พื้นผิวทางสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน

     งานนี้จัดโดย MMI Asia Pte Ltd ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Messe München GmbH หนึ่งในผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำของโลก และได้รับการสนับสนุนจาก

  • กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWE)

  • สมาคมเซรามิกก่อสร้างแห่งเวียดนาม (VIBCA)

  • สมาคมเซรามิกส์ไทย

  • ACIMAC

  • Confindustria Marmomacchine

  • CCPIT และองค์กรอุตสาหกรรมระดับนานาชาติอื่น ๆ

ไฮไลต์สำคัญของงาน Ceramics Vietnam 2026

     งาน Ceramics Vietnam จะครอบคลุม

  • วัตถุดิบและแร่อุตสาหกรรม

  • อุปกรณ์การผลิตและเทคโนโลยีเตาเผา

  • ระบบอัตโนมัติและโซลูชันดิจิทัล

  • กระเบื้องเซรามิกและแผ่นพอร์ซเลน

  • สุขภัณฑ์และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร

  • วัสดุทนไฟ

  • เซรามิกขั้นสูงสำหรับงานอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญของงาน Stone Vietnam 2026

     ส่วนงาน Stone Vietnam จะมุ่งเน้น

  • หินธรรมชาติและหินวิศวกรรม

  • พื้นผิวควอตซ์และ Terrazzo

  • หินอ่อนและหินแกรนิต

  • เครื่องจักรแปรรูปหิน

  • เครื่องมือเพชร

  • วัสดุทางสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ และโครงสร้างพื้นฐาน

แบรนด์ระดับโลกยืนยันเข้าร่วมกว่า 350 ราย

     ผู้จัดงานระบุว่า มีบริษัทและแบรนด์ระดับนานาชาติยืนยันเข้าร่วมแล้ว อาทิ

  • Imerys

  • MCS Portugal

  • Amberger Kaolinwerke

  • Grintec Magotteaux

  • Astral Material

  • Kemei

  • Behn Mayer

  • Rock Team

  • HJMT

  • WA Kaolin

  • CCS

  • Gilfair

  • Corbario

  • Ashriya Granites

  • Gandhi Mining Group

  • Fortune Stones

  • Shyam Chemicals

  • Jupiter Rock Drills

  • Guangzhou Jingu Diamond Tools

  • Solen Tenth

     พร้อมพาวิลเลียนจาก อิตาลี เยอรมนี จีน และอินเดีย

กิจกรรม Business Matching และ Hosted Buyer ดึงผู้ซื้อทั่วภูมิภาค

     นอกจากการแสดงสินค้าแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเข้าร่วม

  • การประชุมเชิงวิชาการ

  • กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

  • โปรแกรม Hosted Buyer

  • กิจกรรมสร้างเครือข่าย (Networking)

  • กิจกรรมเยี่ยมชมโรงงานในฮานอย

     เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ

ชื่องาน

Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026

วันที่จัดงาน

2–4 ธันวาคม 2569

สถานที่

I.C.E. กรุงฮานอย เวียดนาม

ผู้จัดแสดงสินค้า

มากกว่า 350 บริษัทและแบรนด์

ผู้เข้าชมงาน

กว่า 5,000 ราย

พื้นที่จัดแสดง

6,000 ตารางเมตร

เว็บไซต์

aseanceramics.com | aseanstone.com

ข้อมูลติดต่อผู้จัดงาน

AES Ltd. (Thailand) อีเมล: punnapa@aes-expos.com

MMI Asia Pte Ltd อีเมล: aseanceramics@mmiasia.com.sg

ฝ่ายขายต่างประเทศ อีเมล: kathy@aseanceramics.com

สมาคมเซรามิกก่อสร้างแห่งเวียดนาม (VIBCA) อีเมล: vibcaoffice@gmail.com

     การจัดสัมมนาที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเซรามิกไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้วย นวัตกรรม ดีไซน์ คุณภาพ และความยั่งยืน ขณะที่งาน Ceramics Vietnam & Stone Vietnam 2026 ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายธุรกิจระดับอาเซียนและระดับโลก ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี และความร่วมมือทางอุตสาหกรรมในอนาคต

Read More
Carabao 7-a-Side Cup 2026 เริ่มรับสมัคร 7 สิงหาคมนี้ แข่งขันทั่วประเทศ ก่อนชิงแชมป์ที่ภูเก็ต

Carabao 7-a-Side Cup 2026 เริ่มรับสมัคร 7 สิงหาคมนี้ แข่งขันทั่วประเทศ ก่อนชิงแชมป์ที่ภูเก็ต

คาราบาว เปิดศึก Carabao 7-a-Side Cup 2026 ปรับแข่งขันระบบลีก 16 สนามทั่วประเทศ พาแชมป์ไทยชม Carabao Cup Final ที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ

Carabao 7-a-Side Cup 2026

     บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับวงการฟุตบอลสมัครเล่นไทย เปิดตัวการแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 (คาราบาว เซเว่น อะ ไซด์ คัพ 2026) ภายใต้แนวคิด "จากสนามบ้านเรา...สู่สนามเวมบลีย์" (From Local Pitch to Wembley) ปรับรูปแบบการแข่งขันครั้งใหญ่สู่ระบบลีก ผ่านสนามฟุตบอลพันธมิตร 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหาทีมแชมป์ประเทศไทย พร้อมมอบรางวัลสุดพิเศษเดินทางไปชมการแข่งขัน Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27สนามเวมบลีย์ (Wembley Stadium) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แบบยกทีม รวมมูลค่ารางวัลกว่า 3 ล้านบาท

     การแถลงข่าวจัดขึ้น ณ สนามฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ อารีน่า ลาดพร้าว 80 กรุงเทพมหานคร โดยมี นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย นายวรรคสร โหลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด, นายภัทรวุฒิ ศรีสวัสดิ์ นายก สมาคมกีฬาฟุตบอล 7 คนแห่งประเทศไทย (Thailand 7-a-Side Association : TSAA) และ นายอัครเดช ยอดจำปา (ก้อง ห้วยไร่) ศิลปินและนักร้องชื่อดัง ร่วมเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

     นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร กล่าวว่า การแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันฟุตบอลสมัครเล่น แต่เป็นเวทีแห่งโอกาสที่เปิดให้คนไทยทุกคนที่รักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา พนักงานบริษัท ทีมชุมชน หรือประชาชนทั่วไป ได้แสดงศักยภาพ และมีโอกาสก้าวจากสนามฟุตบอลในชุมชนสู่ประสบการณ์ระดับโลกที่สนามเวมบลีย์ เพราะบริษัทเชื่อว่าความฝันไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพ

     ปี 2569 ถือเป็นปีที่ 5 ของการแข่งขัน โดยมีการปรับรูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือกเป็น ระบบลีก (League Format) ผ่านสนามฟุตบอลพันธมิตรจำนวน 16 สนามทั่วประเทศ สนามละ 12 ทีม รวมทั้งสิ้น 192 ทีม เพื่อเปิดโอกาสให้คนรักฟุตบอลจากทุกภูมิภาคเข้าถึงการแข่งขันได้ง่ายขึ้น ก่อนคัดเลือกตัวแทนแต่ละสนามเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมฟุตบอลสมัครเล่นของประเทศไทย

     การแข่งขันในปีนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Local Pride ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนฟุตบอลทั่วประเทศ โดยสนามฟุตบอลพันธมิตรทั้ง 16 แห่ง จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแข่งขันในแต่ละภูมิภาค พร้อมผลักดันนักเตะสมัครเล่นในพื้นที่ก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

     นอกจากนี้ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยังร่วมมือกับ English Football League (EFL) ในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน ด้วยการมอบ Certificate รับรองมาตรฐานสนามฟุตบอลพันธมิตร พร้อมโล่รับรองจากคาราบาว เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

     พร้อมกันนี้ ยังได้จับมือกับ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด (Siamsport) ในฐานะพันธมิตรด้านการสื่อสารอย่างเป็นทางการ ถ่ายทอดเรื่องราวของนักฟุตบอลสมัครเล่นทั่วประเทศ สร้างแรงบันดาลใจ และขยายการเข้าถึงกลุ่มแฟนฟุตบอลไทย

     สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ คาราบาวเตรียมจัดกิจกรรมฟุตบอลและความบันเทิงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเชิญ ตำนานนักฟุตบอลระดับโลก มาร่วมสร้างสีสัน พบปะแฟนบอล และร่วมเฉลิมฉลองการแข่งขัน อีกทั้งยังมีการจับฉลากมอบสิทธิ์ให้เจ้าของสนามฟุตบอลพันธมิตรจำนวน 4 สนาม เดินทางไปชมการแข่งขัน Carabao Cup Final ฤดูกาล 2026/27 ณ ประเทศอังกฤษ เพื่อสะท้อนความเป็นพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน

     ทีมชนะเลิศการแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 จะได้รับ เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และสิทธิ์เดินทางไปชมการแข่งขัน Carabao Cup Final 2026/27 ที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ แบบยกทีม ภายใต้แนวคิด "แชมป์ไปดูแชมป์"

     นายกมลดิษฐ กล่าวว่า สนามฟุตบอลใกล้บ้านอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สนามเวมบลีย์ เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาของทุกคน และ Carabao 7-a-Side Cup 2026 คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ความฝันของคนรักฟุตบอลเกิดขึ้นได้จริง

     การแข่งขัน Carabao 7-a-Side Cup 2026 เปิดรับสมัครทีมฟุตบอลสมัครเล่นจำนวน 192 ทีม จากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 20 ธันวาคม 2569 ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในวันที่ 10 มกราคม 2570จังหวัดภูเก็ต

     ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขัน กติกา วิธีสมัคร และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทาง Facebook : Carabao Sports และเว็บไซต์ www.carabao.co.th

Read More
"นายกแก้ว" จากสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย คว้าชัยเลือกตั้งบอร์ด กกท. สานงานกีฬาไทยต่อเนื่อง

"นายกแก้ว" จากสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย คว้าชัยเลือกตั้งบอร์ด กกท. สานงานกีฬาไทยต่อเนื่อง

รศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ชนะเลือกตั้งบอร์ด กกท. นั่งกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยสมัยที่ 2 พร้อมเดินหน้าผลักดันวงการกีฬาไทย

     กรุงเทพมหานคร, 2 สิงหาคม 2569 – การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดการเลือกตั้งกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากสมาคมกีฬาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) เป็นสมัยที่ 2 หลังได้รับคะแนนเสียง 44 คะแนน เอาชนะ นายสุรเชษฐ์ จันทร์ดวงโต นายกสมาคมกีฬาวูดบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับ 8 คะแนน

     การเลือกตั้งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และ นายแพทย์มีชัย อินวูด รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการเลือกตั้งกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย"

ผู้สมัคร 2 คน ชิงตำแหน่งผู้แทนสมาคมกีฬาในบอร์ด กกท.

     การกีฬาแห่งประเทศไทยได้เปิดรับสมัครผู้แทนสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" เพื่อเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีผู้สมัครจำนวน 2 ราย ได้แก่

  • นายสุรเชษฐ์ จันทร์ดวงโต นายกสมาคมกีฬาวูดบอลแห่งประเทศไทย

  • รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย

     ผลการลงคะแนนเสียงปรากฏว่า

  • รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ได้รับ 44 คะแนน

  • นายสุรเชษฐ์ จันทร์ดวงโต ได้รับ 8 คะแนน

     จากผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 84 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 54 คน แบ่งเป็น

  • บัตรดี 52 ใบ

  • บัตรเสีย 1 ใบ

  • ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ

     ส่งผลให้ รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ได้รับเลือกเป็นกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็น สมัยที่ 2

เปิดช่องยื่นคัดค้านภายใน 3 วัน ก่อนเสนอชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

     ภายหลังการนับคะแนน คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งแจ้งว่า ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำคัดค้านผลการเลือกตั้งต่อคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งได้ภายใน 3 วัน นับจากวันเลือกตั้ง

     หากไม่มีการยื่นคัดค้าน คณะกรรมการฯ จะเสนอรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาและดำเนินการประกาศแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป

รศ.ชาญชัย ขอบคุณทุกสมาคมกีฬา พร้อมเป็นกระบอกเสียงแทนวงการกีฬาไทย

      ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทุกสมาคมที่สละเวลามาใช้สิทธิเลือกตั้ง และขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้ตนเองได้ทำหน้าที่ต่ออีกหนึ่งสมัย

     พร้อมกล่าวขอบคุณบุคคลสำคัญในวงการกีฬาไทย อาทิ

  • นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์

  • นายพิชัย ชุณหวชิร

  • นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม

  • คุณนวลพรรณ ล่ำซำ

  • พลเอก เดชา เหมกระศรี

  • พลตำรวจเอก อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์

  • คุณธนา ไชยประสิทธิ์

  • พันตำรวจโท กุลธน ประจวบเหมาะ

  • นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา

  • ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา

  • นายสันติ โหลทอง

  • ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

  • คุณนฤมล ศิริวัฒน์

  • นายสุนทร จารุมนต์

     รวมถึงนายกสมาคมกีฬาทุกแห่งที่ร่วมลงคะแนนเสียง

     รองศาสตราจารย์ ชาญชัย กล่าวว่า ภายหลังการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตนพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้แทนของสมาคมกีฬาทุกแห่งในการสะท้อนความคิดเห็น ขับเคลื่อนการพัฒนาวงการกีฬาไทย และประสานความร่วมมือระหว่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กับ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อผลักดันการสนับสนุนสมาคมกีฬาและนักกีฬาไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เดินหน้าพัฒนาวงการกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง

     การได้รับเลือกตั้งของ รองศาสตราจารย์ ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" ทั่วประเทศ และถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบริหารงานด้านกีฬาไทย โดยคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านการกีฬา การพัฒนาสมาคมกีฬา การสนับสนุนนักกีฬา และการประสานงานระหว่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, สมาคมกีฬาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพวงการกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ

Read More
APPTech EXPO 2026 พลิกงานวิจัยไทยเป็นรายได้จริง ชู AppTech Platform เชื่อมชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการ

APPTech EXPO 2026 พลิกงานวิจัยไทยเป็นรายได้จริง ชู AppTech Platform เชื่อมชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการ

บพท. จัด APPTech EXPO 2026 รวมเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

APPTech EXPO 2026

     กรุงเทพมหานครหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.), เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมจัดงาน APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

     งานดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Appropriate Technology (AppTech) หรือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ยกระดับอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บพท. ชู AppTech Platform เชื่อมงานวิจัยกว่า 3,500 เทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง

     ปัจจุบันประเทศไทยมีผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ โดยผ่านการคัดกรองด้านความพร้อมในการใช้งาน ราคา สิทธิบัตร และผลสัมฤทธิ์ในการประยุกต์ใช้แล้ว พบว่ามีเทคโนโลยีกว่า 3,500 รายการ ที่พร้อมนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการพัฒนาชุมชน

     หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดไว้ใน Appropriate Technology Platform (AppTech Platform) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงนักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และครัวเรือน ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

     แพลตฟอร์มดังกล่าวยังสามารถติดตามข้อมูลรายได้ ต้นทุน ผลผลิต และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real-Time เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง (Data-Driven Policy)

เปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation

     อีกหนึ่งจุดเด่นของ AppTech Platform คือการพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก Technology Push หรือการผลักดันเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปสู่ชุมชน มาเป็น Demand-driven Innovation ที่เริ่มต้นจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วจึงให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์โดยตรง

     แนวทางดังกล่าวช่วยให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลงานวิชาการ

ชูแนวคิด Co-Creation ร่วมสร้างนวัตกรรมกับชุมชน

     หัวใจสำคัญของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก "การช่วยเหลือ" ไปสู่ "การร่วมสร้าง" (Co-Creation) โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้น

     ในระหว่างดำเนินโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ชุมชนสามารถเลือกซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยีได้ หากตัดสินใจลงทุนต่อ แสดงว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ เผยครัวเรือนมีรายได้เพิ่มกว่า 945 ล้านบาท

     รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานคณะทำงานกำกับทิศทาง พิจารณา ติดตาม และประเมินผล ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เรื่อง "ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาทต่อเดือน ภายใน 2 ปี)" กล่าวว่า

     โครงการมีเป้าหมายให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมสามารถมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี

     ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการ พบว่า

  • สนับสนุนโครงการรวม 87 โครงการ

  • มีครัวเรือนเข้าร่วม 11,897 ครัวเรือน

  • สร้างรายได้เพิ่มรวมกว่า 945 ล้านบาท

  • ร้อยละ 58 หรือ 6,934 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 บาทต่อปี

(ข้อมูล ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569)

APPTech EXPO 2026 รวมสุดยอดนวัตกรรมเพื่อชุมชนจากทั่วประเทศ

     จากผลสำเร็จดังกล่าว บพท. จึงจัดงาน APPTech EXPO 2026 เพื่อเผยแพร่ต้นแบบความสำเร็จของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยภายในงานจะมี

  • นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้

  • เวทีแบ่งปันประสบการณ์ของนวัตกรชุมชนจากทุกภูมิภาค

  • การจับคู่เทคโนโลยีกับผู้ประกอบการและชุมชน

  • การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมมอบรางวัลนวัตกรดีเด่น

     ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ

     "อว. เชื่อมองค์ความรู้ ขยายเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างนวัตกรชุมชน สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน"

     พร้อมมอบ รางวัลนวัตกรชุมชนระดับดีเด่น จำนวน 5 รางวัล และเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมจากทั่วประเทศ

     งาน APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ ภายใต้แนวคิด "สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่​ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfRykE_klAykcLWO7TWzPWJ31p4Vnl8mnU6J5PZ2S6_VaiudQ/viewform?usp=dialog หรือสมัครหน้างานได้โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย



Read More
ผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทั่วองค์กร

ผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทั่วองค์กร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำคณะผู้บริหารลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมเชิญประชาชนร่วมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     กรุงเทพมหานคร, 28 กรกฎาคม​ 2569มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำคณะผู้บริหารและหน่วยงานในเครือร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง

     คณะผู้แทนจาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานในเครือ เดินทางเข้าร่วมพิธีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

     พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศลจากทั่วประเทศเข้าร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

     นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา โดยระหว่างวันที่ 28–30 กรกฎาคม 2569 จะมีการเปิดไฟประดับตกแต่งบริเวณภายนอกศาลเจ้าฯ จนถึงเวลา 21.00 น. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

     สำหรับผู้มีจิตศรัทธา สามารถเดินทางเข้าสักการะ หลวงปู่ไต้ฮง และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ภายใน ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ได้จนถึงเวลา 18.00 น. ตลอดช่วงการจัดกิจกรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การเข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลและการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งสืบสานเจตนารมณ์ของมูลนิธิในการดำเนินงานด้านสาธารณกุศล ควบคู่กับการส่งเสริมคุณธรรม ความสามัคคี และการทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

     ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และข้อมูลการเดินทางไปยัง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ได้ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ผ่าน Linktree ของศาลเจ้า เพื่อรับทราบรายละเอียดกิจกรรมและช่วงเวลาในการเข้าสักการะเพิ่มเติม

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER