“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” มอง “กล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน เปิดทางเพิ่มเสียงสนับสนุนรัฐบาล

พรรคกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้าน

     กรุงเทพฯ – 22 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมือง หลัง พรรคกล้าธรรม พ้นจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปฝ่ายค้าน โดยมองว่าการเปลี่ยนบทบาทของพรรคการเมืองดังกล่าวสามารถส่งผลต่อดุลเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอาจเพิ่มเสียงสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาล

     สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า ได้ปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังการลงมติในวาระสำคัญแตกต่างจากมติของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าพรรคกล้าธรรมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 58 คน และจะยังประสานงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านชุดใหม่ประกอบด้วย 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง

     สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามทางการเมือง โดยมีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าพรรคกล้าธรรมได้แสดงความจำนงขอถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน ขณะที่การเข้าร่วมรัฐบาลยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลาที่ตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวว่า ในมุมมองด้านกฎหมายมหาชน การที่พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองและไม่ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านสามารถพิจารณาได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักการในระบอบรัฐสภา

     อย่างไรก็ตาม คำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือการเปลี่ยนสถานะจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ควรแยกออกจากตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไว้โดยเฉพาะ

     ในประเด็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ขณะที่การลงมติไม่ไว้วางใจต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มองว่า หากจำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อสมดุลทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะต่อการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และญัตติสำคัญต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงจริง ท่าทีของแต่ละพรรค และการลงมติในแต่ละวาระ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังเชื่อมโยงสถานการณ์การเมืองกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยระบุว่า ในฐานะนักลงทุน มองว่าความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุน พร้อมกล่าวถึงแผนธุรกิจของ บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ว่ามีแผนขยายธุรกิจและการจ้างงานในประเทศไทย

     ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และมีการจดทะเบียนบริษัทในเครือหลายแห่งในเดือนสิงหาคม 2569 โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านโครงสร้างธุรกิจที่สื่อรายงานแยกจากความเห็นทางการเมืองของ ดร.ณัฐวุฒิ

ดร.ณัฐวุฒิเตรียมร้องเรียนประเด็นการทำหน้าที่ของ กกต.

     นอกจากประเด็นพรรคกล้าธรรมแล้ว ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึงกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมระบุว่าเตรียมดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง

     ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงกระทำผิดตามที่กล่าวหา

     สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง และเคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้งที่มีความเห็นเสียงข้างน้อยในกรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุถึงการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในบางประเด็น

     ในด้านกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 42 กำหนดอำนาจของกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

     ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องอยู่บนหลักความสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติ ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการทำหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวพาดพิงถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเคยดำเนินการทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายสมชัย และยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องที่ตนเห็นว่ามีเหตุให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและการดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ

กล่าวถึงมาตรา 185 และการตรวจสอบการแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

     อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึง คือ มาตรา 185 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในการใช้สถานะหรือตำแหน่งเพื่อก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในลักษณะที่รัฐธรรมนูญกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เตรียมดำเนินการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของนักการเมืองบางราย โดยกล่าวถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองและการลงพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ มิใช่ข้อยุติทางกฎหมาย

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในบริบทของการดำเนินการทางกฎหมายที่ตนระบุว่าจะเดินหน้า โดยไม่ได้มีการนำเสนอว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด เนื่องจากการกล่าวอ้างหรือการเตรียมดำเนินคดีไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นมีความผิด

มุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนที่ต้องพิจารณาความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และบรรยากาศการลงทุน พร้อมกล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้างตำแหน่งงานในประเทศไทย

     เขาระบุว่า บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายกิจการและตั้งเป้าการจ้างงานในอนาคตประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ผู้บริหารบริษัทกล่าวถึง และยังเป็นแผนทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

     ส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนหรือกิจกรรมของกลุ่มการเมืองนั้น ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่าต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวควรแยกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

     สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล ตลอดจนการใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลผ่านรัฐสภา โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 ซึ่งต้องอาศัยเสียง สส. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอญัตติ

     ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองยังต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะกำหนดสถานะและทิศทางการทำงานทางการเมืองอย่างไร รวมถึงผลต่อการลงมติในวาระสำคัญของสภาผู้แทนราษฎร และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อไป

Read More
เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เตรียมร้องวินัยร้ายแรง พ.ต.อ.จิรัฏฐ์ รองผู้การฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปมกล่าวหาคุกคามทางเพศ

ร้องวินัยร้ายแรง

     กรุงเทพฯ – 21 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนและกล่าวโทษทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชา กรณี พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยผู้ร้องระบุว่ามีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่กดดัน และการแทรกแซงความสัมพันธ์ในครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง

     การยื่นหนังสือมีกำหนดในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ กองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว

ร้องสอบพฤติกรรมและการใช้อำนาจหน้าที่

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การร้องเรียนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีพฤติการณ์ที่ผู้ร้องเห็นว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยกล่าวถึงประเด็นการแสดงพฤติกรรมเชิงชู้สาว การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องระบุว่าหญิงรายดังกล่าวมีสามีและบุตรอยู่แล้ว

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง และจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำชี้แจงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอ้างมีพฤติกรรมคุกคามและใช้อำนาจกดดัน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่ารองผู้บังคับการรายดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อภรรยาของผู้กล่าวหา ทั้งการพูดจาในลักษณะเชิงชู้สาว การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และพฤติกรรมที่ผู้กล่าวหาเห็นว่าไม่เหมาะสมภายในสถานที่ทำงาน

     นอกจากนี้ ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการสั่งให้ภรรยาของผู้เสียหายปฏิบัติงานนอกเวลา รวมถึงมีการกดดันให้ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจว่าได้เลิกรากับสามีแล้ว โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือเรื่องตำแหน่งหน้าที่หากปฏิบัติตาม ขณะที่ฝ่ายหญิงปฏิเสธแต่ผู้ร้องระบุว่าได้รับแรงกดดันจนต้องยอมดำเนินการตาม

     ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยแสดงตนหรือกล่าวอ้างถึงความใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ฝ่ายหญิงเชื่อฟัง รวมถึงมีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการช่วยเหลือหรือการเลื่อนตำแหน่ง

อ้างครอบครัวได้รับผลกระทบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายผู้กล่าวหาได้รับ ครอบครัวของผู้กล่าวหาและบุตรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าบุตรสาวได้รับผลกระทบด้านสภาพจิตใจจนต้องหยุดเรียนและย้ายสถานศึกษา

     ส่วนประเด็นการติดตามพฤติกรรม ผู้ร้องระบุว่า เมื่อภรรยาไม่ได้กลับบ้าน ผู้กล่าวหาได้ตรวจสอบตำแหน่งรถผ่านระบบติดตามยานพาหนะ และพบว่ารถอยู่บริเวณใกล้สถานที่ทำงานของผู้ถูกกล่าวหา โดยฝ่ายผู้ร้องยืนยันว่าครอบครัวมีฐานะทางการเงินอยู่แล้ว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขอความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ภรรยาเข้ารับราชการเพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน

เตรียมดำเนินการทั้งทางวินัยและกฎหมาย

     สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า ฝ่ายผู้ร้องได้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้ทีมทนายความดำเนินการในส่วนของคดีอาญา โดยระบุถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ การคุกคามทางเพศ และการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง

     นอกจากนี้ ฝ่ายผู้ร้องเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงขอให้พิจารณามาตรการทางวินัยที่เหมาะสมตามระเบียบและกฎหมาย

     ฝ่ายผู้ร้องยังระบุว่าต้องการให้มีการพิจารณาย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง และขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง หากเห็นว่ามีมูลตามข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า หากพบว่าผู้บังคับบัญชารายใดละเลยหน้าที่ อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

     ทั้งนี้ การพิจารณาว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการทางวินัยในระดับใด เป็นอำนาจของหน่วยงานและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

“ต้องการความยุติธรรม” แต่ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุถึงจุดยืนของฝ่ายผู้ร้องว่า ต้องการให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และต้องการความเป็นธรรมให้กับครอบครัวของผู้กล่าวหา พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ หากข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานรองรับ

     อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของฝ่ายผู้ร้องไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้ชี้แจง

     จนถึงขณะจัดทำข่าว พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงต่อข้อกล่าวหาที่ฝ่ายผู้ร้องนำเสนอในข่าวฉบับนี้

     ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การกดดันข้าราชการหญิง และการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่

     หากมีความคืบหน้าจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านวินัย หรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ข่าวจะต้องนำเสนอคำชี้แจงและผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้ข้อมูลของทุกฝ่ายปรากฏอย่างรอบด้านและเป็นธรรม


#ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #จิรัฏฐ์กิติกุล #โรงเรียนนายร้อยตำรวจ #คุกคามทางเพศ #วินัยตำรวจ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ร้องเรียนตำรวจ #AURELIANGROUP #สุชาติชมกลิ่น #ข่าววันนี้

Read More
ทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569 เปิด 5 รางวัล ยกระดับบริหารจัดการ สนับสนุนเศรษฐกิจไทย

ทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569 เปิด 5 รางวัล ยกระดับบริหารจัดการ สนับสนุนเศรษฐกิจไทย

กรมบัญชีกลางจัดงาน “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” มอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569

มอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น

     กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 กระทรวงการคลัง โดย กรมบัญชีกลาง หน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน เตรียมจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนหมุนเวียนพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศ และส่งเสริมการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

     งานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 11.30–15.30 น.ห้องแซฟไฟร์ 204–206 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้ประกาศราคากลางโครงการจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 สะท้อนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานดังกล่าว

5 ประเภทรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569

     สำหรับการมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 กำหนดรางวัลไว้ทั้งหมด 5 ประเภท เพื่อยกย่องทุนหมุนเวียนและผู้บริหารที่มีผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการที่โดดเด่น ประกอบด้วย

  1. รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น

  2. รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น

  3. รางวัลการพัฒนาดีเด่น

  4. รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น

  5. รางวัลเกียรติยศ

     การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนหมุนเวียนพัฒนาศักยภาพและระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินภารกิจของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ

     แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนถึงบทบาทของ ทุนหมุนเวียน ในฐานะกลไกหนึ่งของภาครัฐที่สนับสนุนภารกิจและนโยบายในด้านต่าง ๆ โดยมุ่งให้การดำเนินงานสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน

เปิดเวทีเชิดชูผลงานทุนหมุนเวียน พร้อมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

     ภายในงานจะมี พิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ให้แก่ทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น รวมถึงมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของทุนหมุนเวียน

     นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง นิทรรศการของทุนหมุนเวียนและกรมบัญชีกลาง โดยนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาทและพันธกิจสำคัญของทุนหมุนเวียน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้แนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการของหน่วยงานต่อไป

     การจัดนิทรรศการดังกล่าวยังเป็นช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานของทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสะท้อนพัฒนาการด้านการบริหารจัดการและการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการทำงาน

เสวนา “การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน”

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายในงาน คือการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” โดยเปิดเวทีให้ผู้บริหารกรมบัญชีกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารทุนหมุนเวียน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน

     เนื้อหาการเสวนาจะมุ่งนำเสนอแนวคิดและเทคนิคในการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของทุนหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

     การจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นเป็นกิจกรรมที่กรมบัญชีกลางดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กรมบัญชีกลางได้จัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นภายใต้แนวคิด “ทุนหมุนเวียน สร้างรอยยิ้มให้คนไทย” และจัดขึ้นที่ห้องแซฟไฟร์ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานีเช่นเดียวกัน

     สำหรับปี 2569 กรมบัญชีกลางกำหนดแนวคิด “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสื่อถึงบทบาทของทุนหมุนเวียนในการสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจ การดำเนินภารกิจของภาครัฐ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยข้อมูลการจัดงานได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569

รับชมการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569

     ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 รวมถึงรับชมการถ่ายทอดสด Live Streaming ผ่านช่องทาง YouTube และ Facebook ของกรมบัญชีกลาง ตามกำหนดการของกรมบัญชีกลาง

     งาน “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” จึงเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานของทุนหมุนเวียน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ และเชิดชูหน่วยงานและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพของทุนหมุนเวียนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง


#กรมบัญชีกลาง #กระทรวงการคลัง #ทุนหมุนเวียนดีเด่น2569 #รางวัลทุนหมุนเวียน #ทุนหมุนเวียน #เอกนิติ #เศรษฐกิจไทย #การพัฒนาที่ยั่งยืน #IMPACTForum #เมืองทองธานี

Read More
ปมถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวโทษนายกสภาฯ และผู้เกี่ยวข้อง 25 ราย

ปมถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวโทษนายกสภาฯ และผู้เกี่ยวข้อง 25 ราย

ดร.ณัฐวุฒิ เดินหน้าเอาผิดผู้บริหารสภาทนายความ ปมถอนชื่อสมาชิก ยื่นหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบ

     กรุงเทพฯ – 17 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพิพาทเกี่ยวกับการจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ โดยได้เดินทางไป สถานีตำรวจนครบาลบางเขน (สน.บางเขน) เพื่อกล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว รวมจำนวน 25 ราย โดยกล่าวหาว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสาร ข้อมูลทะเบียนสมาชิก และการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวโทษประกอบด้วย นายทะเบียนสภาทนายความ, ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และผู้บริหารหรือกรรมการที่เกี่ยวข้องของสภาทนายความ รวมถึงบุคคลอื่นตามรายชื่อที่อยู่ในเอกสารร้องทุกข์

ปมมติถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ

    ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า คณะกรรมการบริหาร สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ให้ถอนหรือจำหน่ายชื่อของตนออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ โดยอ้างอิง มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

     ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย และยืนยันว่าตนไม่มีประวัติความผิดที่ทำให้สิ้นสภาพสมาชิกตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมระบุว่าได้ดำเนินการตามช่องทางอุทธรณ์และร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

    ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างจาก ดร.ณัฐวุฒิ ซึ่งการจะวินิจฉัยว่ามติหรือคำสั่งของสภาทนายความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยังคงต้องพิจารณาจากเอกสาร คำสั่ง และกระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงคำชี้แจงจากสภาทนายความและบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

กล่าวโทษหลายข้อหา ให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การกล่าวโทษครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นที่ระบุในคำกล่าวโทษ ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิยังระบุถึงประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูลในทะเบียนสมาชิก และข้อกล่าวหาอื่นเกี่ยวกับการรับเงินหรือการระดมทุน ซึ่งต้องให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายประเด็น

     สำหรับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินนั้น การแจ้งความหรือกล่าวโทษยังไม่ใช่การพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากการเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลบางเขนแล้ว ยังเตรียมยื่นเอกสารต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการบริหารงานและคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับสถานะสมาชิกของตน

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ต้องการให้มีการตรวจสอบเอกสารและกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับระบบการบริหารงานของสภาทนายความในระยะยาว

ยืนยันไม่ได้ต้องการทำลายองค์กร

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การดำเนินการของตนไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลาย สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งที่ตนได้รับผลกระทบ และขอให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามกฎหมาย

     “ผมไม่ได้เข้าไปทำลายสภาทนายความ แต่ขอให้คืนสิ่งที่ถูกต้องให้กลับมา หากปล่อยให้การใช้อำนาจอย่างนี้ดำเนินต่อไป พี่น้องทนายความทั่วประเทศจะได้รับผลกระทบทั้งหมด” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว

     ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ โดยระบุว่าจะขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและประเด็นต่าง ๆ ที่ตนตั้งข้อสังเกต พร้อมยืนยันว่าจะนำเอกสารและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

อ้างไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เดินหน้าธุรกิจ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่ได้ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเน้นการดำเนินธุรกิจ และเปิดเผยแผนการเปิดตัวธุรกิจ “ช้างพลัส” ซึ่งเป็นลอตเตอรี่ออนไลน์ โดยระบุว่ามีกำหนดเปิดตัวในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569

     สำหรับข้อพิพาทกับสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิยืนยันว่าจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน การอุทธรณ์คำสั่ง และการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ

     ขณะเดียวกัน การดำเนินคดีหรือการกล่าวโทษในครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการร้องเรียนและการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงต้องติดตามว่าพนักงานสอบสวน สภาทนายความ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำชี้แจงหรือผลการตรวจสอบอย่างไรต่อไป

     สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึง นายธนพล คงเจี้ยง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นายทะเบียนสภาทนายความ เลขาธิการสภาทนายความ และกรรมการบริหารสภาทนายความ บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกถือว่ามีความผิดจากข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียว และควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม

#ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #ดรณัฐวุฒิ #ธนพลคงเจี้ยง #สภาทนายความ #นายกสภาทนายความ #ถอนชื่อสมาชิก #จำหน่ายชื่อสมาชิก #พระราชบัญญัติทนายความ #สนบางเขน #สมชัยศรีสุทธิยากร #กระทรวงยุติธรรม #สภานายกพิเศษ #ข่าวกฎหมาย #ข่าววันนี้

Read More
สธ.ผนึกพันธมิตรดัน Thailand Wellness เปิดเวที GWS 2026 ภูเก็ต ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สากล

สธ.ผนึกพันธมิตรดัน Thailand Wellness เปิดเวที GWS 2026 ภูเก็ต ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สากล

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ภูเก็ต ต้อนรับผู้นำเวลเนสโลกกว่า 600 คนจากกว่า 30 ประเทศ

Global Wellness Summit 2026     กรุงเทพฯ – กระทรวงสาธารณสุขประกาศความพร้อมประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Wellness Summit (GWS 2026) ครั้งที่ 20 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art & Soul of Wellness” โดยเตรียมต้อนรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเวลเนสจากทั่วโลกกว่า 600 คน จากมากกว่า 30 ประเทศ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเวลเนสโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub 

     การเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการนำศักยภาพด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก สมุนไพรไทย นวดไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการเวลเนส มาต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Health for Wealth” เชื่อมโยงสุขภาพกับเศรษฐกิจ และใช้ภาคสุขภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New S-Curve ของประเทศ

     นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 สะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและเวลเนส โดยรัฐบาลมุ่งใช้เวทีระดับโลกครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสไทย เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

     ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2567 หรือ ค.ศ. 2024 เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจเวลเนสอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโต 10.1% ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก สะท้อนโอกาสในการขยายตลาดสุขภาพและเวลเนสของไทยในระดับนานาชาติ

     นายพัฒนา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาพยาบาลที่ถูกมองในฐานะภาระค่าใช้จ่าย ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจจากสุขภาพผ่านยุทธศาสตร์ Health for Wealth โดยนำทุนทางสุขภาพ นวัตกรรม สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาของชุมชนมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันและขยายตลาดสู่ระดับโลก

     หัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 จึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็นการใช้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดัน Thai Wellness Soft Power ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับนวดไทย สมุนไพรไทย อาหารเพื่อสุขภาพ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาว

     แนวทางดังกล่าวยังมุ่งให้ประโยชน์จากตลาดสุขภาพโลกกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ผู้ผลิตสมุนไพร และผู้ประกอบวิชาชีพด้านนวดไทย เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเวลเนสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กันไป

     สำหรับการจัดงาน Global Wellness Summit 2026 จังหวัดภูเก็ตได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ ที่พัก โรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้องกับเวลเนส โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

     ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดประชุม Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเวลเนสไทยให้เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำด้านวัตถุดิบและสมุนไพร ไปจนถึงผู้ประกอบการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว โรงแรม สปา ร้านอาหาร และบริการเวลเนส

     ในส่วนของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต จะมุ่งยกระดับจากการให้บริการที่พักทั่วไปไปสู่รูปแบบ Wellness Retreat และโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Wellness ขณะที่ธุรกิจสปาและนวดไทยจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบริการให้สามารถแข่งขันในระดับสากล รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านกายวิภาค หรือ Anatomy-Based มาใช้เพิ่มคุณภาพบริการและมูลค่าต่อผู้ใช้บริการ

     ด้านอาหารและโภชนาการ จะผลักดันแนวคิด Thai Wellness Cuisine หรืออาหารไทยเพื่อสุขภาพ โดยนำวัตถุดิบสมุนไพรและเมนูพื้นบ้านมาพัฒนาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมาตรฐานและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดระดับบน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิด “อาหารเป็นยา” และอัตลักษณ์ด้านอาหารของไทย

     สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะมีการเชื่อมโยงธรรมชาติ สปา วิถีชีวิตชุมชน อาหารเพื่อสุขภาพ และบริการด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Phuket Wellness Routes และสร้างประสบการณ์เวลเนสที่มีความโดดเด่นของประเทศไทย

     ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับจังหวัดภูเก็ตจากการเป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ไปสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสระดับโลก โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยทั้งด้านการแพทย์ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร การนวด อาหาร วัฒนธรรม ธรรมชาติ และบริการสุขภาพ มาประกอบกันเป็นระบบนิเวศเวลเนสที่มีศักยภาพในการแข่งขัน

     การขับเคลื่อนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงความต้องการวัตถุดิบอินทรีย์และสมุนไพรของโรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ และสถานประกอบการเวลเนส เข้ากับเกษตรกรและผู้ผลิตในพื้นที่ ตลอดจนผลักดันผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยและชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม

     ทั้งนี้ Global Wellness Summit เป็นเวทีประชุมระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และแวดวงวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด นำเสนอองค์ความรู้และงานวิจัย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเวลเนส ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรมเวลเนสโลก

     ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ GWS 2026 โดยมี กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการจัดงาน ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยเว็บไซต์ทางการของ Thailand Global Wellness Summit 2026 ระบุเจ้าภาพร่วม ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

     การจัด Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการนำศักยภาพด้านสุขภาพและเวลเนสขึ้นสู่เวทีโลก พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ Health for Wealth เชื่อมโยงสุขภาพ การท่องเที่ยว การลงทุน นวัตกรรม และเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเวลเนสไทย และเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็น Global Wellness Hub อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คำถาม–คำตอบ

Global Wellness Summit 2026 จัดที่ไหนและเมื่อไร?
Global Wellness Summit 2026 หรือ GWS 2026 ครั้งที่ 20 จัดระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอังสนา ลากูนา ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย

Global Wellness Summit 2026 มีเป้าหมายอะไร?
เป็นเวทีสำหรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเวลเนสทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเวลเนสในอนาคต

ประเทศไทยต้องการผลักดันอะไรผ่าน GWS 2026?
ประเทศไทยต้องการใช้เวที GWS 2026 ยกระดับ Thai Wellness เชื่อมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ Global Wellness Hub

Health for Wealth คืออะไรในบริบทของ GWS 2026?
เป็นแนวทางที่มองสุขภาพเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนำองค์ความรู้ นวัตกรรม สมุนไพร นวดไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการเวลเนสมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ และเชื่อมโยงประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการและชุมชน

ทำไมประเทศไทยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GWS 2026?
ภูเก็ตมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต สปา ศูนย์สุขภาพ การแพทย์เชิงป้องกัน และบริการเวลเนส จึงมีความพร้อมในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้นำและนักลงทุนจากทั่วโลก

GWS 2026 มีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศมากแค่ไหน?
ข้อมูลทางการระบุว่าคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 600 คน จากกว่า 30 ประเทศ รวมถึงผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเวลเนสโลก

ธีมของ Global Wellness Summit 2026 คืออะไร?
ธีมทางการของ GWS 2026 คือ “The Science, Art & Soul of Wellness” หรือ “วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณแห่งสุขภาพที่ดี”

Read More
สคส. รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องปีที่ 2 ต่อยอด PDPA Center–GPPC สู่การคุ้มครองข้อมูลเชิงรุก

สคส. รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องปีที่ 2 ต่อยอด PDPA Center–GPPC สู่การคุ้มครองข้อมูลเชิงรุก

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ 2569 ยกระดับ PDPA เชิงรุก ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” ตอกย้ำการทำงานเชิงรุก เปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ คำปรึกษา และการช่วยเหลือด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ Personal Data Protection Committee (PDPC) ได้รับ รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภท เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” โดยมี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) หรือ Office of the Public Sector Development Commission (OPDC) เป็นหน่วยงานผู้จัดและมอบรางวัล

     สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 โดยรางวัลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการบริหารราชการให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

     สำหรับรางวัลประเภท เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) เป็นรางวัลในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดแนวทางให้ความสำคัญกับการบริหารราชการระบบเปิด การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระดับการให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) และการรับฟังความคิดเห็น (Consult) รวมถึงการสร้างผลสำเร็จหรือการเปลี่ยนแปลงต่อองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

“PDPA เชิงรุก” เปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่การทำงานร่วมกับประชาชน

     ผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” สะท้อนแนวทางการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

     แนวคิดสำคัญของ สคส. คือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อประชาชนรู้จักสิทธิของตนเอง สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act B.E. 2562: PDPA) และมีช่องทางขอคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาหรือสงสัยว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนอาจถูกละเมิด

     แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การขยายช่องทางบริการประชาชน การสร้างองค์ความรู้ด้าน PDPA ให้เข้าถึงประชาชนและองค์กรในวงกว้าง รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พ.ต.อ.สุรพงศ์ ชี้รางวัลสะท้อนทิศทางการทำงานของ สคส.

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 เป็นเครื่องยืนยันถึงทิศทางการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มุ่งปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมาย ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่เปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีความเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และรู้ว่ามีช่องทางหรือหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงได้จริงเมื่อสิทธิดังกล่าวถูกละเมิด

     แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางบริการและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมได้มากขึ้น

ขยาย PDPA Center–GPPC–e-Learning เข้าถึงประชาชนและองค์กร

     การดำเนินงานเชิงรุกของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลครอบคลุมหลายด้าน โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือการขยาย ศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ไปยังภูมิภาค เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงคำปรึกษาและการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้สะดวกยิ่งขึ้น

     อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนา Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) หรือแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA

     ข้อมูลจากโครงการ GPPC ระบุว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการผลักดันในระดับนานาชาติ และในปี 2569 โครงการ GPPC ได้รับรางวัล Champion Project จากเวที WSIS Prizes 2026 ภายใต้การประชุม World Summit on the Information Society Forum 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยอยู่ในหมวด The Role of Governments and All Stakeholders in the Promotion of ICTs for Development (AL C1) (ข่าวหุ้น)

     นอกจากนี้ สคส. ยังมีการสร้างเครือข่าย เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) และพัฒนาระบบ PDPC e-Learning เพื่อให้ประชาชนและองค์กรสามารถเรียนรู้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามแนวทางการสร้างความรู้และการเข้าถึงบริการด้าน PDPA

รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

     การได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ถือเป็นการได้รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

     ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้รับ รางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงานที่เกี่ยวข้องกับ ศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ซึ่งสะท้อนการพัฒนาช่องทางบริการประชาชนด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง

     ขณะที่ในปี 2569 ผลงานด้านดิจิทัลของ สคส. ยังได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ โดยโครงการ Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) ได้รับรางวัล Champion Project จาก WSIS Prizes 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบการประชุม World Summit on the Information Society Forum 2026 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สคส. เดินหน้ารับมือ AI และการเชื่อมโยงข้อมูล

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวถึงทิศทางการทำงานในระยะต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมุ่งทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านทุกช่องทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

     โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

     สคส. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมผลักดันให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจ เข้าถึง และสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐเป็นกลไกสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนางาน ยกระดับการบริการ และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง โดยในปี 2569 มีผลงานสมัครรับรางวัลรวมกว่า 2,000 ผลงาน และมีผลงานได้รับรางวัลใน 3 สาขาหลักรวมกว่า 240 รางวัล ตามข้อมูลของสำนักงาน ก.พ.ร.

Read More
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ 3 ชุมชน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้ มอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค

ช่วยผู้ประสบอัคคีภัย

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผนึกกำลังมูลนิธิและองค์กรการกุศลพันธมิตร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย และชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มอบเงินช่วยเหลือ เครื่องอุปโภคบริโภค และถุงยังชีพ พร้อมส่งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย รวมงบประมาณความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิพันธมิตรกว่า 8 แสนบาท

     ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชนของกรุงเทพมหานคร

     ภารกิจดังกล่าวครอบคลุม ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม ถนนพระรามที่ 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเงินสด พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ประสบภัยเป็นรายครอบครัวและรายบุคคล

     สำหรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตามข้อมูลการดำเนินงาน ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนละ 3,500 บาท เครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัวมูลค่า 2,500 บาทต่อชุด และเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคลมูลค่า 1,500 บาทต่อชุด โดยข้อมูลที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเผยแพร่สำหรับพื้นที่ชุมชนวัดประชาระบือธรรม ระบุว่ามีผู้ประสบภัย 30 คน จาก 15 ครอบครัว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 138,500 บาท ขณะที่มูลนิธิพันธมิตรอีก 3 แห่งร่วมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

     ส่วนพื้นที่ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ประสบภัย 11 ครอบครัว รวม 29 คน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 125,000 บาท ขณะที่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินคนละ 400 บาท รวม 11,600 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม รวม 290 กิโลกรัม มูลค่า 5,800 บาท ทำให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวรวม 142,400 บาท

     ขณะที่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและเปิดจุดรับลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนมักกะสัน ซอยสุขุมวิท 3 ณ วัดดิสหงษ์ษาราม โดยการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 33 หลังคาเรือน และมีผู้ประสบภัยประมาณ 94 คน

     นอกจากการช่วยเหลือโดยทีมเจ้าหน้าที่แล้ว อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังร่วมกระจายกำลังลงพื้นที่ในแต่ละชุมชน เพื่อแจกจ่ายสิ่งของและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์, นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และ นายวิวัฒน์ แก้วกำพลสกุล อาสาสมัครเฉพาะกิจ

     ภารกิจครั้งนี้ยังมี อาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่ นำโดย นายสัญญา พรนารายณ์, นายสมบูรณ์ จุลมุสิก หรือ ทศพล หิมพานต์, นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร หรือ หรูหรา, นางสาวพรชดา วราพชระ หรือ มะเหมี่ยว, นางสาวณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์ หรือ กานต์ และ นางสาวเบญญาภา จันใจ หรือ ขิม รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ร่วมแจกจ่ายเงินและสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย

มูลนิธิพันธมิตรร่วมเสริมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

     ในพื้นที่ ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต มีมูลนิธิพันธมิตรร่วมให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสดครอบครัวละ 1,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยข้อมูลทางการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่าการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ 4 มูลนิธิการกุศล และมีมูลค่ารวมในส่วนของทั้ง 4 มูลนิธิ 171,500 บาท

     สำหรับ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสดคนละ 400 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยรวมความช่วยเหลือจาก 3 มูลนิธิในพื้นที่เป็นเงินและสิ่งของมูลค่า 142,400 บาท

     ส่วน ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล, มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งในรูปแบบเงินสดและข้าวสาร ตามข้อมูลการช่วยเหลือที่ระบุในภารกิจครั้งนี้

ป่อเต็กตึ๊งย้ำภารกิจช่วยเหลือประชาชน

     การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้สะท้อนภารกิจของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย โดยนอกจากการมอบเงินและสิ่งของจำเป็นแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับทราบความเดือดร้อนโดยตรง และการส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายงานสาธารณกุศลในหลายด้าน โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์และช่วยเหลือประชาชนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างครอบคลุม

     ภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงานด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ

     ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิฯ และสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER