นครนายก–ปราจีนบุรี รับแผนปั้น Corporate Travel ททท.ภาคตะวันออกชู Agent Fam Trip “Give & Go East”

นครนายก–ปราจีนบุรี รับแผนปั้น Corporate Travel ททท.ภาคตะวันออกชู Agent Fam Trip “Give & Go East”

ททท.ภาคตะวันออก ชูผลสำเร็จ “Give & Go East” ดันนครนายก–ปราจีนบุรีสู่ Corporate Travel Destination

Agent Fam Trip

     ททท.ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ จัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” นำผู้ประกอบการตลาด Corporate กว่า 52 รายจากภาคตะวันออกและภาคกลาง สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบนครนายก–ปราจีนบุรี พร้อมต่อยอดสู่แพ็กเกจท่องเที่ยวองค์กร หวังกระตุ้นการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มวันพัก และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีผู้ประกอบการตลาด Corporate จากภาคตะวันออกและภาคกลางกว่า 52 รายเข้าร่วม เพื่อเปิดประสบการณ์และทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบสำหรับตลาดองค์กร พร้อมผลักดันภาคตะวันออกให้มีศักยภาพในการเป็น Corporate Travel Destination อย่างเป็นรูปธรรม

     การจัดโครงการครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสประสบการณ์จริงในพื้นที่ ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมสำหรับองค์กร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวและแพ็กเกจสำหรับลูกค้ากลุ่ม Corporate ต่อไป

     สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในโครงการ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

1. Eastern Connect เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ
เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ พร้อมรับฟัง Product Presentation จากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในภูมิภาคภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง เพื่อรับทราบสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงแนวทางการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับตลาด Corporate

2. CSR ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดกรงสัตว์ป่า ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) รวมถึงกิจกรรมทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้แก่สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมสำหรับองค์กรได้

3. เรียนรู้วิถีชุมชนและธรรมชาติ
ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตตามศาสตร์พระราชา พร้อมร่วมเวิร์กช็อปทำข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง เพื่อสัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่นและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับชุมชน

4. Team Building สร้างความสามัคคีภายในองค์กร
ผู้เข้าร่วมได้ทดสอบศักยภาพของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัยผ่านกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างทีม หรือ Team Building สำหรับกลุ่มองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การจัดโครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” มีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ภาคตะวันออกในมุมมองของการท่องเที่ยวสำหรับองค์กร พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการตลาด Corporate ได้เห็นสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากประสบการณ์จริง และสามารถนำไปออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าองค์กรได้มากขึ้น

     ผลจากการจัดกิจกรรมพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจและพร้อมนำองค์ความรู้ รวมถึงเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบไปพัฒนาต่อยอดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอขายได้จริง สะท้อนถึงศักยภาพของเส้นทางนครนายกและปราจีนบุรีในการรองรับตลาด Corporate Travel

     การต่อยอดเส้นทางดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มจำนวนวันพักค้าง และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ให้บริการกิจกรรม ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น

     โครงการ “Agent Fam Trip: Give & Go East” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก ในการขยายตลาด Corporate Travel และสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวโดยชุมชน กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจกรรม Team Building เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคตะวันออกในการรองรับตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพ และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน

Read More
Art Exchange 2026 รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ 3 มุมมอง พร้อมศิลปะนานาชาติ

Art Exchange 2026 รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ 3 มุมมอง พร้อมศิลปะนานาชาติ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ “Art Exchange 2026” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร รวมผลงานศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากประเทศเวียดนาม พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อส่งเสริมศิลปะไทยสู่เวทีสากล จัดแสดงระหว่างวันที่ 6–30 สิงหาคม 2569

Art Exchange 2026

     เมื่อวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 ซึ่งจัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

     ภายในพิธีมี นางกาญจนา โอษฐยิ้มพราย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และ นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะศิลปินแห่งชาติที่ร่วมจัดแสดงผลงาน ผู้บริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้แทนจาก วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี ผู้แทนจาก วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาแห่งกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

“ชวน หลีกภัย” ชูศิลปะเป็นภาษาสากล เชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดน

     นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน ประธานในพิธี กล่าวว่า ศิลปะมิได้เป็นเพียงผลงานแห่งความงดงาม แต่ยังเป็นภาษาสากลที่สะท้อนความคิด จิตวิญญาณ และอัตลักษณ์ของผู้คน สามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของมนุษย์ข้ามพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง

     สำหรับผลงานที่จัดแสดงภายในงาน Art Exchange 2026 ถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และมุมมองของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินจากประเทศเวียดนาม และศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองใหม่ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปะแก่ประชาชน

     นายชวนกล่าวว่า งานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางศิลปะทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ครู อาจารย์ และประชาชนผู้สนใจ ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย

     ขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับศิลปินนานาชาติ เพื่อยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากลอย่างสง่างามและยั่งยืน

สวธ. จัด Art Exchange 2026 ครบรอบ 40 ปีคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

     ด้าน นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปีของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงจัดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026

     การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปวัฒนธรรมของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร องค์อัครศิลปิน ตลอดจนส่งเสริมให้ศิลปินแห่งชาติได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ด้านศิลปะแก่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชน

     นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยและศิลปินจากนานาประเทศได้แลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับวงการศิลปะไทยสู่เวทีสากล ขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรม และขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

3 โซนนิทรรศการ ชูศิลปินแห่งชาติและศิลปะนานาชาติ

     กิจกรรมภายในงาน Art Exchange 2026 ประกอบด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมในพิธีเปิด การปาฐกถาพิเศษในวาระครบรอบ “4 ทศวรรษ องค์อัครศิลปิน” โดย นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ศิลปินจากประเทศเวียดนามที่ร่วมจัดแสดงผลงาน และพิธีเปิดนิทรรศการบริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1

     สำหรับนิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 นิทรรศการรำลึก “อัครศิลปิน” และ “อัคราภิรักษศิลปิน”

โซนที่ 2 นิทรรศการ “3 มุมมองศิลปินแห่งชาติ 3 VISION” นำเสนอผลงานของ นายอินสนธิ์ วงค์สาม, นายทวี รัชนีกร และ นายพิชัย นิรันต์

โซนที่ 3 นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 รวม 14 จุด ได้แก่

  1. นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน

  2. นายกมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) พุทธศักราช 2540

  3. นายอินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2542

  4. นายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2546

  5. นายทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2548

  6. นายธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2553

  7. นายปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557

  8. ศาสตราจารย์เกียรติคุณวิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2558

  9. นายสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2560

  10. ศาสตราจารย์เกียรติคุณปริญญา ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2561

  11. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

  12. วิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี

  13. วิทยาลัยช่างศิลป์นครศรีธรรมราช

  14. สถาบันการศึกษาแห่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

เปิดพื้นที่เรียนรู้ศิลปะไทย–นานาชาติ ถึง 30 สิงหาคม 2569

     กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ Art Exchange 2026 ระหว่างวันที่ 6–30 สิงหาคม 2569พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร

     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชม วันพุธ–วันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น. และปิดทำการในวันจันทร์ วันอังคาร รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์

     งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากนานาชาติ พร้อมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมอง แรงบันดาลใจ และกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การสร้างความรัก ความภาคภูมิใจ และความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนร่วมกันสืบสานและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของชาติสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน


Read More
“เอกนิติ” เตือนเปิดเผยหนี้ให้ครบในงบการเงิน หลังพบลูกความหลายรายค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ

“เอกนิติ” เตือนเปิดเผยหนี้ให้ครบในงบการเงิน หลังพบลูกความหลายรายค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ

“เอกนิติ” เตือนบริษัทมหาชนที่ค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ ต้องเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีอย่างถูกต้อง ระวังการนำส่งงบการเงินต่อ ก.ล.ต. โดยไม่แสดงภาระหนี้ตามข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ

เอกนิติ

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด เตือนบริษัทมหาชนและบริษัทที่มีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ควรบันทึกและเปิดเผยภาระหนี้สินในงบการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริง หลังพบว่าปัจจุบันมีลูกความและบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทมหาชนบางแห่ง ยังคงมีภาระค้างชำระค่าบริการวิชาชีพแก่บริษัท พร้อมอยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน หากพบความคลาดเคลื่อนในการเปิดเผยข้อมูล บริษัทระบุว่าจะดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ตรวจสอบตามกฎหมาย

     นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด สำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีลูกความและบริษัทหลายแห่ง รวมถึงบริษัทมหาชนบางแห่ง ยังคงค้างชำระค่าบริการวิชาชีพแก่บริษัท โดยบริษัทอยู่ระหว่างการติดตามและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้ดังกล่าว

     นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวว่า หากลูกหนี้มีภาระหนี้ที่ต้องชำระ แต่ไม่ได้บันทึกหรือเปิดเผยรายการดังกล่าวในงบการเงินอย่างถูกต้องและครบถ้วน อาจทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอาจส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ถือหุ้น และผู้ลงทุน

     ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำและนำส่งงบการเงินและรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ โดยมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ต้องจัดทำและส่งงบการเงินและรายงานตามที่กฎหมายกำหนดต่อสำนักงาน ก.ล.ต.

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ระบุว่า อยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับกรณีที่มีลูกหนี้ค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ หากการตรวจสอบพบว่ามีการนำส่งหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีที่ไม่ถูกต้อง บริษัทจะพิจารณาแจ้งข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ทนายแก้ว” ชี้ธุรกิจมีขึ้นลง แต่ข้อมูลบัญชีต้องตรงข้อเท็จจริง

     ด้าน ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ผู้บริหารบริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวว่า การที่บริษัทต่าง ๆ ประสบปัญหาทางธุรกิจและมีภาระค้างชำระค่าบริการวิชาชีพ เป็นสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง อย่างไรก็ตาม บริษัทควรดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมา และจัดทำหรือเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีต่อหน่วยงานภาครัฐให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อเท็จจริง

     ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างถูกต้องมีความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ถือหุ้น นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมย้ำว่าไม่ควรปกปิดภาระหนี้หรือรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

    หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน โดยที่ผ่านมา ก.ล.ต. มีกรณีสั่งให้บริษัทแก้ไขรายการในงบการเงินที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และรายการอื่น ๆ ให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง รวมถึงนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีต่อ ก.ล.ต.

“ประลอง” ย้ำรักษาสิทธิทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานความเป็นธรรม

     ขณะที่ นายประลอง บุญชัย ทนายความหัวหน้าสำนักงาน บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวว่า แนวทางการทำงานของบริษัทมุ่งให้บริการลูกความด้วยความจริงใจและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสำนักงานกับลูกความ โดยความสัมพันธ์ทางธุรกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความเป็นธรรม

     นายประลอง บุญชัย กล่าวว่า ลูกความไม่ควรเอาเปรียบสำนักงาน และสำนักงานก็จะไม่เอาเปรียบลูกความ ขณะเดียวกัน บริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทเช่นกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้ก่อตั้งบริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่า การดำเนินธุรกิจต้องไม่เอาเปรียบผู้อื่น และต้องรักษาสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม

มุ่งใช้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานสร้างความเชื่อมั่น

     สำหรับประเด็นการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จัดทำและนำส่งงบการเงิน รวมถึงรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของระบบการเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดทุนและผู้ลงทุน

     บริษัท เอกนิติ อินเตอร์ลอว์ จำกัด ระบุว่า การดำเนินการในกรณีดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานของเอกสารและข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ โดยหากพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชี บริษัทจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาต่อไป

     ทั้งนี้ การที่บริษัทหรือบุคคลใดจะเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการบันทึกหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ไม่ถูกต้องในกรณีนี้ จึงยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่ามีการกระทำความผิดจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบและมีผลการดำเนินการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Read More
ศึก Knockout The Last Man Standing จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง รวม 47 คู่ ชิงเข็มขัด-สร้างโอกาสเยาวชน

ศึก Knockout The Last Man Standing จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง รวม 47 คู่ ชิงเข็มขัด-สร้างโอกาสเยาวชน

จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง เปิดศึก Knockout The Last Man Standing เฟ้นยอดมวยดาวรุ่ง ดันสู่เวทีสากล พร้อมมอบทุนการศึกษา

จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง

     จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง เดินหน้าสร้างโอกาสให้นักชกดาวรุ่งไทย จัดการแข่งขัน Knockout The Last Man Standing เปิดเวทีให้นักมวยจากหลายค่ายได้แสดงศักยภาพ พร้อมเฟ้นหานักชกฝีมือดีเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสู่การแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ เครื่องดื่ม KNOCKOUT ควบคู่กับการสนับสนุนด้านโภชนาการจากภาคเอกชน พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่น

     การแข่งขันจัดขึ้น ณ ค่ายจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มีการแข่งขันรวม 47 คู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักจากนักมวย ผู้ฝึกสอน ครอบครัว และแฟนมวยที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจนักกีฬา โดยการแข่งขันมุ่งสร้างประสบการณ์จริงให้แก่นักมวยรุ่นใหม่ ภายใต้การดูแลของทีมงานและผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะและมาตรฐานของนักชกไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น

“มาดามพิม” ชูมวยไทยสร้างโอกาสเยาวชน

    มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท หัวเรือใหญ่ของการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การจัดการแข่งขันมวยในครั้งนี้ รวมถึงการแข่งขันที่ผ่านมาของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน ตลอดจนร่วมสืบสานและพัฒนาศิลปะมวยไทยให้สามารถก้าวไปสู่เวทีระดับโลก

     การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลการแข่งขันบนสังเวียน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ การมีวินัย ความมุ่งมั่น และการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬารุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถต่อยอดเส้นทางในวงการกีฬาได้ในอนาคต

     นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับโภชนาการของนักมวยเยาวชน โดยได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์โปรตีนจาก บริษัท สยาม ฟู้ดส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในรูปแบบทูน่ากระป๋อง และ ฟาร์มจระเข้ลำพูน ในส่วนของเนื้อจระเข้ เพื่อสนับสนุนการดูแลด้านโภชนาการของนักกีฬา

ชิงเข็มขัด KNOCKOUT ภาคเหนือตอนล่าง–ภาคกลางตอนบน

     ไฮไลต์ของการแข่งขันครั้งนี้เป็นการชิงแชมป์เข็มขัด KNOCKOUT ภาคเหนือตอนล่าง–ภาคกลางตอนบน โดยมีนักชกจาก จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง นำโดย “ฟ้าผ่า” และ “เดอะ ทอร์นาโด” ร่วมแข่งขันกับนักมวยจากค่ายต่าง ๆ ได้แก่ ศิษย์พระอาจารย์ต่าย, ศิษย์หลวงพ่อพรม, ศิษย์วัดสระแก้ว, ATK มวยไทยยิมส์, วัดเขาลัง, ค่ายมวย ส.กำพล และแสนชัยดีล รวมถึงนักชกจากค่ายอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

     ผลการแข่งขันคู่สำคัญมีดังนี้

1. ชิงแชมป์เข็มขัด JimJam รุ่นน้ำหนัก 30 กิโลกรัม
“ซันเดย์” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง พบกับ “อั่งเปา” ว.เขาลัง ผลการแข่งขัน ซันเดย์ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ชนะคะแนน

2. ชิงแชมป์เข็มขัด JimJam รุ่นน้ำหนัก 38 กิโลกรัม
“มูลิน” จ.อภิชาตมวยไทย พบกับ “นครหงส์” ส.หญ้าคา ผลการแข่งขัน มูลิน ชนะคะแนน

3. ชิงแชมป์เข็มขัดชมรมมวยสยามภาคเหนือตอนล่าง รุ่น 100 ปอนด์ชาย
“ฟ้าผ่า” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง พบกับ “ปกรณ์” ส.กำพล ผลการแข่งขัน ฟ้าผ่า ชนะคะแนน

4. ชิงแชมป์เข็มขัดชมรมมวยสยามภาคเหนือตอนล่าง รุ่น 72 กิโลกรัม
“อิ๊กคิวซัง” ส.มานิต พบกับ “เดอะ ทอร์นาโด” จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ผลการแข่งขัน อิ๊กคิวซังรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้ด้วยการชนะน็อกในยกที่ 3

5. มวยคู่พิเศษ รุ่น 65 กิโลกรัม
“แมทธิว” แสนชัยดีนายิม พบกับ “นฤเบส” สิงห์คลองสี่ ผลการแข่งขัน แมทธิว แสนชัยดีนายิม ชนะคะแนน

“แสนชัย King Of Muay Thai” ร่วมให้กำลังใจนักชกเยาวชน

     ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก แสนชัย King Of Muay Thai มาร่วมให้กำลังใจนักมวยรุ่นใหม่ติดขอบเวที พร้อมกล่าวถึงความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยที่ตั้งใจเดินตามความฝันในเส้นทางกีฬา โดยเน้นย้ำให้นักชกทุกคนเดินหน้าฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

     บรรยากาศตลอดการแข่งขันเป็นไปอย่างอบอุ่น มีผู้ชมเดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อร่วมชมการแข่งขัน ขณะที่พ่อแม่และผู้ปกครองต่างร่วมให้กำลังใจลูกหลานที่ขึ้นสังเวียน จนบรรยากาศภายในงานมีลักษณะคล้ายกิจกรรมของครอบครัวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและกำลังใจ

     นอกจากการแข่งขันมวยแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงดนตรี โดย Estella De Smit มือกีตาร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมแสดงกับศิลปินรับเชิญ John The Voice เพิ่มสีสันให้กับกิจกรรมตลอดงาน

มวยควบคู่การศึกษา มอบทุนสร้างโอกาสเยาวชน

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่น เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะด้านกีฬา สะท้อนแนวทางของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งที่ต้องการสร้าง “คนคุณภาพ” ควบคู่ไปกับการพัฒนานักกีฬาคุณภาพ

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเชื่อของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งว่า “ทุกหมัดคือโอกาส ทุกความพยายามคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จ” โดยมุ่งสร้างสังคมกีฬาแห่งการเรียนรู้ ส่งเสริมความมีวินัย และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านกีฬา

เตรียมส่งนักชกจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งสู่เวทีสเปน

     สำหรับแผนงานในเดือนกันยายน จิ้มแจ่มบ็อกซิ่งเตรียมส่งนักชกในค่าย ได้แก่ “วันชนะ” และ “เดอะโคบร้า” เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันนักมวยไทยจากระดับค่ายไปสู่เวทีการแข่งขันในต่างประเทศ

     การส่งนักชกไปแข่งขันในต่างประเทศสะท้อนความตั้งใจของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งในการสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติให้แก่นักกีฬา และเปิดโอกาสให้นักชกไทยได้เรียนรู้รูปแบบการแข่งขันที่หลากหลาย เพื่อนำประสบการณ์กลับมาพัฒนาตัวเองและต่อยอดเส้นทางอาชีพในวงการมวย

     จิ้มแจ่มบ็อกซิ่งยังคงเดินหน้าสร้างเวทีการแข่งขันและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการศึกษา โภชนาการ และการพัฒนาทักษะกีฬา โดยมีเป้าหมายผลักดันนักชกไทยให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสากล และร่วมสืบสานมวยไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

     ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมให้กำลังใจนักมวยของ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง (Jimjam Boxing) ได้ผ่านช่องทาง Facebook: Jimjam Boxing และ TikTok: Jimjam

Read More
“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” เปลี่ยนวิชาการเป็นนิทาน ชวนเด็กเรียนรู้ผลกระทบไฟป่าและฝุ่นเมือง

“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” เปลี่ยนวิชาการเป็นนิทาน ชวนเด็กเรียนรู้ผลกระทบไฟป่าและฝุ่นเมือง

“หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ​เปลี่ยน​เรื่องยากให้เด็กเข้าใจง่าย นิทานภาพปลูกจิตสำนึกลดการเผา

หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5

     กรุงเทพฯ – ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้าสื่อสารปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ “ไฟป่า น่ากลัวจัง” “ไฟนา อย่าก่อนะ” และ “ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่” มุ่งถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศให้เด็กเข้าใจง่าย พร้อมปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมลดการเผาตั้งแต่วัยเยาว์

     หนังสือชุดดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการด้านนโยบายหรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารสาธารณะและการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสังคมในอนาคต

ใช้นิทานภาพเปลี่ยนเรื่อง PM2.5 ให้เด็กเข้าใจง่าย

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร สุขุมาวาสี ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกสัตวแพทยศาสตร์ หัวหน้าโครงการผลิตนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างเด็กไทยและในภูมิภาคให้ช่วยลดฝุ่นควันจากการเผาและยานพาหนะ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หนังสือนิทานภาพชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะการเผาป่า การเผาในภาคการเกษตร และมลพิษจากยานพาหนะในเขตเมือง

     หนังสือชุดนี้ใช้ “นกหัวขวานใหญ่สีดำ” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อสื่อสารแนวคิดการร่วมกันปกป้องประเทศจากปัญหาไฟและฝุ่น

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดประสงค์สำคัญของโครงการคือการให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่งและจากยานพาหนะ โดยนำเสนอผ่านนิทานภาพ ตัวละคร และภาษาที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้ง่าย และนำไปสู่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ผนึกความร่วมมือหลายภาคส่วน สร้างสื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

     โครงการผลิตหนังสือนิทานชุดดังกล่าวสะท้อนการทำงานแบบสหวิชาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร ได้แก่ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ, กลุ่ม Unite Thailand และหน่วยงานวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

     เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาหนังสือชุดนี้ให้เป็น สื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย โดยช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหา PM2.5 และสาเหตุของฝุ่นควันผ่านภาษาที่เหมาะสมกับวัย รวมถึงส่งเสริมพฤติกรรมลดการเผาและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

     นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนรู้ในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และครอบครัว เพื่อให้เด็กนำความรู้ไปสื่อสารต่อกับผู้ปกครองและคนในชุมชน พร้อมส่งเสริม Environmental Literacy หรือความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วัยปฐมวัย

     หนังสือยังเชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงสนับสนุนการเรียนรู้แบบ Problem-based Learning จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยทำให้ประเด็น PM2.5 ซึ่งมีความซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าใจได้ง่ายสำหรับเด็ก

“ตุ๊บปอง” ชี้นิทานช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้เด็กเรียนรู้ได้ง่าย

     ด้าน คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ “ตุ๊บปอง” กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนหนังสือ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่า ไฟนา และฝุ่นเมืองส่งผลกระทบต่อคนในสังคม การจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กจึงเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้เด็กและประชาชนสามารถรู้เท่าทันปัญหามลพิษและนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

     การนำประเด็นด้านวิชาการมาถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูนและตัวละครช่วยทำให้เรื่องที่มีความซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้เด็กเห็นผลกระทบของการกระทำที่มีต่อสุขภาพ ครอบครัว ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม

     สำหรับสิ่งที่คาดหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับจากหนังสือชุดนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การตระหนักรู้และสามารถป้องกันตนเองในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ การสื่อสารความรู้ไปยังคนในครอบครัวและสังคม และการสร้างความเข้าใจให้ผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหามองเห็นผลกระทบที่ตามมา

ใช้ “อ่าน ท่อง ร้อง เล่า เล่น” สร้างการเรียนรู้

     คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กล่าวว่า เทคนิคการเขียนหนังสือชุดนี้เลือกใช้ลักษณะของ กลอนโบราณ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็ก โดยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ผ่าน 5 กิจกรรม ได้แก่ อ่าน ท่อง ร้อง เล่า และเล่น

     แนวทางดังกล่าวช่วยให้เด็กเกิดความสนุกและมีความสุขกับการอ่าน ขณะเดียวกันยังช่วยให้เด็กเข้าใจสาระที่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น โดยนำเนื้อหาที่ยากมาถ่ายทอดผ่านกระบวนการด้านฉันทลักษณ์ การส่งสัมผัส และจังหวะของภาษา ซึ่งช่วยสร้างสมาธิและทำให้การเรียนรู้มีความเพลิดเพลินมากกว่าการนำเสนอในรูปแบบร้อยแก้วเพียงอย่างเดียว

เริ่มผลิตหนังสือกว่า 3,000 เล่มตั้งแต่ปี 2567

     สำหรับความเป็นมาของโครงการ เมื่อปี 2567 โครงการผลิตหนังสือนิทานได้จัดพิมพ์หนังสือจำนวนกว่า 3,000 เล่ม โดยได้รับการสนับสนุนจาก ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่โรงเรียน นักเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา ห้องสมุด และประชาชนที่สนใจ

     ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 มีการเปิดตัวหนังสือนิทานและจัดเสวนาภายในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22

    การเสวนาครั้งดังกล่าวมีวิทยากร ได้แก่ ดร.เจน ชาญณรงค์ อดีตประธานผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และรองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ, คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักเขียน, รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.), คุณลภัสรดา เสาหะสกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.วรพร สุขุมาวาสี หัวหน้าโครงการผลิตนิทานฯ ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา

เดินหน้าระดมทุนขยายการเข้าถึงหนังสือนิทาน

     ต่อเนื่องถึงปี 2568 ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลได้ดำเนินการระดมทุน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือนิทานเพิ่มเติม ก่อนนำไปแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนและห้องสมุดต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม เทใจดอทคอม (Taejai)

     ประชาชนและผู้สนใจสามารถร่วมติดตามและเข้าถึงหนังสือผ่าน QR Code ที่โครงการจัดทำไว้ เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ ไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้เข้าถึงเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนได้กว้างขึ้น

     หนังสือ “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารสาธารณะที่นำประเด็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมมาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและวางรากฐานการมีส่วนร่วมในการลดปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่วัยเด็ก

Read More
ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 8B381 จากจาการ์ตา สู่กรุงเทพฯ พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 8B381 จากจาการ์ตา สู่กรุงเทพฯ พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

ททท. ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TransNusa Airlines เส้นทางบินตรงจาการ์ตา–กรุงเทพฯ เสริม Air Connectivity ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซีย พร้อมแผนเปิดเส้นทางบาหลี–ภูเก็ต

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขยายเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของ สายการบิน TransNusa Airlines เที่ยวบิน 8B381 เส้นทางบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากอินโดนีเซีย พร้อมสนับสนุนนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง (Ease of Travelling) และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียน

     เที่ยวบินปฐมฤกษ์ดังกล่าวออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา (Soekarno-Hatta International Airport) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และเดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 11.45 น. โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วย Datuk Bernard Francis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group Chief Executive Officer : Group CEO) สายการบิน TransNusa Airlines, นางประหนึ่งนุช บำเพ็ญสมัย ที่ปรึกษาระดับ 10 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คณะผู้บริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว

     นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Hari Prabowo เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารของ สายการบิน TransNusa Airlines ร่วมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสร้างความประทับใจแรกแก่ผู้มาเยือน และสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

ททท. เดินหน้าขยาย Air Connectivity เชื่อมไทย–อินโดนีเซีย

     นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว เพื่อขยายเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ (Air Connectivity) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง (Ease of Travelling)

     การเปิดเส้นทางบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ ของ สายการบิน TransNusa Airlines ในครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สายการบิน TransNusa Airlines ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวและขยายเครือข่ายเส้นทางบินในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

     พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนร่วมกันเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ บาหลี–ภูเก็ต เพื่อเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดอินโดนีเซียสู่ประเทศไทย

เพิ่มกว่า 130,000 ที่นั่งต่อปี รองรับตลาดนักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

     สายการบิน TransNusa Airlines เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทาง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยใช้เครื่องบิน Airbus A320-200 ให้บริการวันละ 2 เที่ยวบิน รวม 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รองรับผู้โดยสาร 174 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน

     เที่ยวบินปฐมฤกษ์มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เต็ม 100% ส่งผลให้เส้นทางบินดังกล่าวเพิ่มจำนวนที่นั่งจากกรุงจาการ์ตาเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 2,500 ที่นั่งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า 130,000 ที่นั่งต่อปี

     นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สายการบิน TransNusa Airlines ยังครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมการตลาดและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทย สนับสนุนการขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อินโดนีเซีย ตลาดศักยภาพของการท่องเที่ยวไทย

     ข้อมูลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 2 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียแล้ว 378,881 คน

     นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางเพื่อการพักผ่อน มีระยะพำนักเฉลี่ย 6 วัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวแบบเดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Traveler : FIT) คิดเป็น ร้อยละ 85 และเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (Repeat Visitors) ร้อยละ 53

     จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร

  • จังหวัดสงขลา

  • จังหวัดชลบุรี

  • จังหวัดภูเก็ต

  • จังหวัดกระบี่

     ขณะที่กิจกรรมยอดนิยม ได้แก่ การรับประทานอาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวชุมชน การนวดและสปา รวมถึงกิจกรรมทางทะเลและชายหาด

หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการท่องเที่ยวของอาเซียน

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าการเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง จาการ์ตา–กรุงเทพฯ ของ สายการบิน TransNusa Airlines จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

Read More
ททท. เดินหน้าส่งเสริม Corporate Travel เชื่อม CSR ชุมชน ธรรมชาติ และ Team Building ในภาคตะวันออก

ททท. เดินหน้าส่งเสริม Corporate Travel เชื่อม CSR ชุมชน ธรรมชาติ และ Team Building ในภาคตะวันออก

ททท. เดินหน้ารุกตลาด Corporate Travel ดึงเอเย่นต์กว่า 52 บริษัท ร่วมทดสอบเส้นทาง "Agent Fam Trip: Give & Go East" ยกระดับนครนายก–ปราจีนบุรี สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ

TAT​ Agent Fam Trip

     นครนายก / ปราจีนบุรีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมตลาด Corporate Travel อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ จังหวัดนครนายก และ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเชิญผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว บริษัทรับจัดประชุมและสัมมนา (MICE) บริษัทออร์แกไนเซอร์ และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ร่วมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ พร้อมพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดนักท่องเที่ยวองค์กร (Corporate Travel) ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

     กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการยกระดับ ภาคตะวันออก ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา การเดินทางเพื่อสร้างทีม (Team Building) กิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) ได้อย่างครบวงจร ตอบสนองความต้องการขององค์กรและภาคธุรกิจยุคใหม่

ททท. ชู Corporate Travel ตลาดคุณภาพ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูง

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Corporate Travel ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยหลายวัน และมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ทั้งค่าที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง กิจกรรม Team Building กิจกรรม CSR การท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนการใช้บริการของผู้ประกอบการในท้องถิ่น

     การเติบโตของตลาด Corporate Travel ยังช่วยกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ผู้ให้บริการกิจกรรม สถานที่จัดประชุม วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าและของที่ระลึกในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

"Agent Fam Trip: Give & Go East" พัฒนาเส้นทางต้นแบบสู่ตลาดองค์กร

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร กล่าวว่า กิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ตลาด Corporate Travel โดย ททท. ได้ออกแบบเส้นทางให้ผสมผสานกิจกรรมหลากหลายไว้ในโปรแกรมเดียว ทั้งการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วิถีชุมชน กิจกรรมผจญภัย และการสร้างทีม (Team Building)

     การนำผู้ประกอบการลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์จริง จะช่วยให้สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ สร้างความแตกต่าง และตอบสนองความต้องการขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่กำลังมองหารูปแบบการเดินทางที่ให้ทั้งคุณค่าทางธุรกิจและคุณค่าทางสังคม

     นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับพันธมิตรภาคเอกชนในครั้งนี้ ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออก ให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีศักยภาพของประเทศไทย สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา กิจกรรมองค์กร และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ได้อย่างครบวงจร

"Agent Fam Trip: Give & Go East" ต่อยอดเส้นทางท่องเที่ยว Corporate Travel เชื่อมธุรกิจ ชุมชน ธรรมชาติ และกิจกรรมเพื่อสังคม

     โครงการ "Agent Fam Trip: Give & Go East" จัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก และพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อทดสอบศักยภาพของเส้นทางท่องเที่ยวใน จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยงในภาคตะวันออก โดยเชิญบริษัทผู้จัดประชุมและสัมมนา (Meeting & Seminar Organizer) บริษัทนำเที่ยว (Travel Agent) บริษัทออร์แกไนเซอร์ (Organizer) และผู้ประกอบการตลาด Corporate Travel จากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมกว่า 52 บริษัท เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาเส้นทางต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้จริง

     การจัดกิจกรรมครั้งนี้มุ่งสร้างประสบการณ์ตรงให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร บริษัท และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการจัดกิจกรรมประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) และกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

"Eastern Connect" เปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคตะวันออก

     หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการ คือ Eastern Connect เวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้จัดประชุม สัมมนา และบริษัทนำเที่ยว ได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด พร้อมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

     ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับฟังการนำเสนอศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจาก ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั้ง 6 สำนักงานในภูมิภาคภาคตะวันออก ซึ่งร่วมนำเสนอจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การท่องเที่ยวโดยชุมชน สถานที่จัดกิจกรรมองค์กร โรงแรมและรีสอร์ต รวมถึงกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นโปรแกรม Corporate Travel ได้อย่างหลากหลาย

     เวทีดังกล่าวยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการจากหลายจังหวัด เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบบูรณาการที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มองค์กร

เรียนรู้การอนุรักษ์สัตว์ป่าผ่านกิจกรรม CSR ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

     นอกจากการพัฒนาด้านธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ผ่านกิจกรรม Corporate Social Responsibility (CSR)ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

     ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ภารกิจการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และอนุรักษ์สัตว์ป่าของหน่วยงาน พร้อมลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

  • ล้างกรงเสือ

  • ล้างกรงหมี

  • จัดเตรียมอาหารสัตว์

  • ทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่าในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

     กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าร่วมระหว่างนักท่องเที่ยว ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กับการเดินทางท่องเที่ยว

สัมผัสวิถีชุมชนและศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง

    อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ตลาด Corporate Travel คือการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์พระราชา

     ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วม Workshop กวนข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน เรียนรู้กระบวนการผลิตอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ (Learning Tourism) สำหรับองค์กรได้ในอนาคต

เยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำสายศร และธรรมชาติอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

     คณะผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปยัง อ่างเก็บน้ำสายศร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และศึกษาศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับกิจกรรมด้าน Corporate Travel

     พื้นที่ดังกล่าวมีจุดเด่นด้านทัศนียภาพที่สวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และความพร้อมในการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น Team Building การเดินศึกษาธรรมชาติ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับองค์กร

ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ต่อยอดกิจกรรม Adventure Tourism สำหรับองค์กร

     เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด Corporate Travel ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ทดลองกิจกรรม ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) ที่ได้รับความนิยมของจังหวัดนครนายก

     กิจกรรมล่องแก่งช่วยสร้างประสบการณ์ด้านการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรม Team Building สำหรับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างเหมาะสม

ททท. ตั้งเป้าผู้ประกอบการกว่า 80% นำเส้นทางไปพัฒนาเป็นแพ็กเกจขายได้จริง

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดหวังว่า หลังสิ้นสุดกิจกรรม ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะสามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลจากการลงพื้นที่ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและเสนอขายได้จริง

     เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการเพิ่มจำนวนการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate Travel การเพิ่มจำนวนวันพักค้าง (Length of Stay) การเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป (Spending per Trip) และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

     การดำเนินโครงการครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวของตลาดโลก และผลักดันให้ ภาคตะวันออกของประเทศไทย ก้าวสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่โดดเด่น สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ททท. ตั้งเป้ายกระดับภาคตะวันออกสู่ศูนย์กลาง Corporate Travel ของประเทศไทย

     นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการ "Agent Fam Trip: Give & Go East" เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งยกระดับภาคตะวันออกให้เป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) สำหรับตลาด Corporate Travel อย่างเต็มรูปแบบ

     การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการนำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวมาทดลองเส้นทาง แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ร่วมออกแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

     นางกนกกิตติกา กล่าวว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม บริษัทนำเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรและบริษัทที่ต้องการจัดกิจกรรมในพื้นที่

Corporate Travel กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

     ตลาด Corporate Travel ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีอัตราการใช้จ่ายสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักหลายวัน และใช้บริการหลากหลายประเภท ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ระบบขนส่ง สถานที่จัดประชุม บริษัทออร์แกไนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการสินค้าและบริการในท้องถิ่น

     การส่งเสริมตลาดดังกล่าวจึงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Supply Chain) อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างการจ้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism)

ททท. คาดผู้ประกอบการกว่า 80% นำเส้นทางต้นแบบต่อยอดเชิงพาณิชย์

     จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 สามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ และนำเสนอขายแก่หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ได้จริง

     นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายในการ

  • เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate Travel

  • เพิ่มจำนวนวันพักค้าง (Length of Stay)

  • เพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป (Average Spending)

  • สร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

  • กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

  • ยกระดับภาพลักษณ์ของภาคตะวันออกให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ระดับประเทศ

    การจัดกิจกรรม "Agent Fam Trip: Give & Go East" สะท้อนบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด Corporate Travel ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูงให้กับประเทศ

     การนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่ผสมผสานการประชุม สัมมนา การสร้างทีม กิจกรรม CSR การเรียนรู้วิถีชุมชน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และกิจกรรมผจญภัยไว้ในโปรแกรมเดียว จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับภาคตะวันออก พร้อมผลักดันจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยง ให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีศักยภาพ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Agent Fam Trip: Give & Go East คืออะไร

เป็นโครงการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาตลาด Corporate Travel โดยนำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ

Corporate Travel คืออะไร

Corporate Travel คือการเดินทางขององค์กร บริษัท หรือหน่วยงาน เพื่อการประชุม สัมมนา การสร้างทีม (Team Building) การศึกษาดูงาน การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)

ทำไม ททท. จึงส่งเสริมตลาด Corporate Travel

เพราะเป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง พำนักหลายวัน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว และชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

โครงการ Agent Fam Trip จัดที่ไหน

จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่เชื่อมโยงในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569

กิจกรรมเด่นของโครงการมีอะไรบ้าง

  • Eastern Connect

  • Business Networking

  • กิจกรรม CSR

  • ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก)

  • ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง

  • Workshop กวนข้าวกระยาคู

  • อ่างเก็บน้ำสายศร

  • อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

  • ล่องแก่งแม่น้ำนครนายก

  • Team Building

     โครงการ Agent Fam Trip: Give & Go East เป็นโครงการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมตลาด Corporate Travel โดยนำผู้ประกอบการด้านการประชุม สัมมนา บริษัทนำเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 52 บริษัท ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพของจังหวัดนครนายกและจังหวัดปราจีนบุรี ผ่านกิจกรรม Business Networking, CSR, การท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และ Team Building เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่สามารถจำหน่ายได้จริง พร้อมผลักดันภาคตะวันออกสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ของประเทศไทย

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER