ผลสำรวจสหราชอาณาจักร แบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผล ทำสินค้าเถื่อนโต - คนสูบบุหรี่เพิ่ม

ผลสำรวจสหราชอาณาจักร แบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผล ทำสินค้าเถื่อนโต - คนสูบบุหรี่เพิ่ม

ผลสำรวจ Haypp เผยแบนบุหรี่ไฟฟ้าใช้แล้วทิ้งในอังกฤษยังไม่บรรลุเป้าหมาย ตลาดมืดยังเติบโต

บุหรี่ไฟฟ้า

     ลอนดอน, สหราชอาณาจักร – ผลสำรวจล่าสุดจาก Haypp ผู้ค้าปลีกอีคอมเมิร์ซด้านผลิตภัณฑ์นิโคตินระดับนานาชาติ สะท้อนผลกระทบหลังการบังคับใช้มาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Vape Ban) ในสหราชอาณาจักรครบ 1 ปี โดยพบว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ขณะที่บางส่วนเปลี่ยนกลับไปสูบบุหรี่มวน ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงด้านนโยบายสาธารณสุขและการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ

     ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย Haypp จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,000 คนทั่วสหราชอาณาจักร พบว่า 35% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงซื้อบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งภายหลังการบังคับใช้กฎหมายห้ามจำหน่าย ซึ่งสะท้อนถึงการคงอยู่ของตลาดผิดกฎหมายและความท้าทายในการควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

    ผลสำรวจยังระบุว่า แหล่งจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายที่พบมากที่สุด ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าชุมชน คิดเป็น 51% ตลาดนัดหรือร้านค้าชั่วคราว 35% ร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า 28% และการซื้อผ่านเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว 28%

     แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมากลดการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าลง โดย 61% ระบุว่าลดการใช้ และอีก 8% เลิกใช้โดยสิ้นเชิง แต่ในกลุ่มที่ลดหรือเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น พบว่า 41% หันกลับไปสูบบุหรี่มวน ขณะที่ 44% เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบอื่น 17% ใช้อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าแบบเติมน้ำยา และ 12% ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดเคี้ยว

     ดร.มารินา เมอร์ฟี (Dr. Marina Murphy) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกิจการวิทยาศาสตร์ของ Haypp กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากนโยบายห้ามจำหน่ายแบบเบ็ดเสร็จ โดยนอกจากจะกระตุ้นการเติบโตของตลาดผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันกลับไปสูบบุหรี่มวน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาในมิติด้านสาธารณสุขและการกำหนดนโยบายในอนาคต

     ทั้งนี้ ผลสำรวจของ Haypp เป็นหนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ขณะที่องค์กรด้านสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร เช่น Action on Smoking and Health (ASH) รายงานว่า หลังการบังคับใช้มาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในกลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2569 มีผู้ใหญ่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งเป็นประจำเหลือเพียง 8% จาก 24% ในปีก่อนหน้า

     สำหรับพื้นที่ที่ยังพบการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งในระดับสูงหลังการประกาศใช้มาตรการห้ามจำหน่าย ได้แก่ เมืองเชฟฟิลด์ นิวคาสเซิล เซาแทมป์ตัน ลอนดอน แมนเชสเตอร์ ลีดส์ บริสตอล และเอดินบะระ ตามข้อมูลจากผลสำรวจของ Haypp ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น

     นักวิเคราะห์มองว่า กรณีศึกษาของสหราชอาณาจักรอาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหลายประเทศที่กำลังพิจารณานโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิผลของมาตรการ การบังคับใช้กฎหมาย ผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และการป้องกันการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายควบคู่กันไป

ที่มา https://www.edinburghnews.scotsman.com/your-world/30-of-edinburgh-vapers-still-purchased-disposable-vapes-since-uk-ban-8656605

Read More
“ดาราวาไรตี้” จัดงาน “นพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” ยกย่องบุคคลต้นแบบ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมไทย

“ดาราวาไรตี้” จัดงาน “นพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” ยกย่องบุคคลต้นแบบ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมไทย

ดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง จัดงานมอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฏเพชร 2569 ยกย่องคนดีของสังคมไทย

     กรุงเทพมหานคร – ดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง โดย คุณจินตนา เมธากิตติพร หรือ “นา ดาราวาไรตี้” ประธานบริหารดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง ร่วมกับ ดร.กู้ ท่าน้ำนนท์ เตรียมจัดงานประกาศเกียรติคุณครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “พิธีมอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการต่าง ๆ ของประเทศไทย

     งานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 9 ชั้น 2 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    รางวัล “นพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” ถือเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่บุคคล องค์กร และผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม มีบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และร่วมพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

     ภายในงานจะมีการมอบรางวัลแก่บุคคลผู้มีผลงานโดดเด่นจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งศิลปินนักแสดง ศิลปินนักร้อง ศิลปินตลก ผู้ผลิตสื่อ ผู้ประกอบการ นักพัฒนาสังคม ตลอดจนบุคคลสาธารณะที่อุทิศตนทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

     นอกจากนี้ ยังมีการมอบทุนสนับสนุนและช่วยเหลือแก่กลุ่มบุคคลที่ควรค่าแก่การยกย่อง อาทิ ผู้พิการ ศิลปินอาวุโสในวงการบันเทิง อดีตทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี รวมถึงนักเรียนและเยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้เสียสละเพื่อสังคม

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การมอบรางวัลเกียรติยศแก่พี่น้องสื่อมวลชนจากทุกแขนงวิชาชีพ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และผู้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพ ที่มีบทบาทในการนำเสนอข่าวสารและขับเคลื่อนสังคมอย่างสร้างสรรค์

     คุณจินตนา เมธากิตติพร ประธานบริหารดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชู และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคคลผู้เสียสละ ผู้สร้างคุณค่า และผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในหลากหลายสาขาอาชีพ รวมถึงเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันกำลังใจและส่งต่อแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นใหม่

     สำหรับการจัดงาน “พิธีมอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” คณะผู้จัดงานได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานออกมาอย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี และสร้างความประทับใจแก่ผู้ได้รับรางวัล แขกผู้มีเกียรติ และผู้ร่วมงานทุกท่าน

     ทั้งนี้ ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจร่วมเก็บภาพบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ และร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศในครั้งนี้ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเชิดชูบุคคลต้นแบบที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย

     กำหนดการจัดงาน
พิธีมอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569

     วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569
เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

สถานที่:
ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 9 ชั้น 2
บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

Read More
OKMD เปิดเวที Modern Thai Wisdom ดึงผู้เชี่ยวชาญแฟชั่น งานคราฟต์ และดิจิทัล ร่วมต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก

OKMD เปิดเวที Modern Thai Wisdom ดึงผู้เชี่ยวชาญแฟชั่น งานคราฟต์ และดิจิทัล ร่วมต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก

OKMD เปิดตัว “Modern Thai Wisdom” เชื่อมภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่สู่ตลาดโลก

Modern Thai Wisdom

     กรุงเทพมหานคร, 10 มิถุนายน 2569 – สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เปิดตัวโครงการ “Modern Thai Wisdom : From Knowledge to Market” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิดการต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทย และทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ ณ SCBX NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนสร้างสรรค์ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไทยมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่แข่งขันได้ในตลาดโลก สอดคล้องกับภารกิจของ OKMD ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเศรษฐกิจฐานความรู้ของประเทศ

     ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) คณะผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น งานสร้างสรรค์ และภาคธุรกิจดิจิทัล เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

     ดร.ปรเมธี วิมลศิริ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตไปสู่การแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ และความสามารถในการสร้างคุณค่าใหม่ ประเทศไทยอาจไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมมากที่สุด แต่มีทุนวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม ศิลปะ วิถีชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ

     ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โครงการ Modern Thai Wisdom : From Knowledge to Market ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าหลักสูตรฝึกอบรม แต่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ไทยเข้ากับการออกแบบ เทคโนโลยี การตลาด และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาผลงาน ทดลองตลาด และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power ของประเทศไทย

     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่น งานคราฟต์ และธุรกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย คุณพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ Atelier Pichita, ดร.กรกต อารมย์ดี ผู้ก่อตั้ง Korakot International Limited Partnership และ คุณอินทิรา ทัพวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ INTIRA ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการต่อยอดมรดกงานช่างไทยสู่ตลาดสากล

     ขณะเดียวกัน คุณธชปาณ ปิติตรานันท์ Content Creator เจ้าของช่อง Here's Jae ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดในการสร้างคอนเทนต์จากแรงบันดาลใจ ตัวตน และอัตลักษณ์ของผู้สร้างสรรค์ เพื่อสื่อสารเรื่องราวผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ Mini Fashion Showcase ภายใต้แนวคิด “Modern Thai Wisdom” ซึ่งนำเสนอการผสมผสานภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านการออกแบบแฟชั่นร่วมสมัยที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและศักยภาพทางเศรษฐกิจของทุนสร้างสรรค์ไทย

     ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า OKMD เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงองค์ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายทางธุรกิจ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

     โครงการ Modern Thai Wisdom : From Knowledge to Market จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ในการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนสร้างสรรค์ ให้สามารถนำองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยไปพัฒนาสินค้า บริการ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

Modern Thai Wisdom

     ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ได้ทางเว็บไซต์ OKMD ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง

Read More
วิทยาศาสตร์การกีฬาหนุนอีสปอร์ตไทย ส.กีฬาอีสปอร์ตฯ MOU ม.บูรพา

วิทยาศาสตร์การกีฬาหนุนอีสปอร์ตไทย ส.กีฬาอีสปอร์ตฯ MOU ม.บูรพา

สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จับมือมหาวิทยาลัยบูรพา สร้างระบบพัฒนานักกีฬาอีสปอร์ตครบวงจร

สมาคมกีฬาอีสปอร์ต​ MOU

     เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ The Stage ซอยนวลจันทร์ 40 กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา (Memorandum of Understanding : MOU) ระหว่าง สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาวงการกีฬาอีสปอร์ตไทยในทุกมิติ ทั้งด้านบุคลากร นักกีฬา งานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์การกีฬา

     พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก

  • นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย
  • ดร.พิจิกา เก่งถนอมม้า ผู้ช่วยอธิการบดี หน่วยงานอีสปอร์ตนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา

     ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

    พร้อมด้วย

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัตน์ สนธิ์จันทร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา
  • นายอัฐพร โสวัตร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต บริการวิชาการ และแผนยุทธศาสตร์ และผู้รักษาการแทนหัวหน้าสำนักงานคณบดี คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา

     ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม

“สันติ โหลทอง” ชูเป้าหมายยกระดับอีสปอร์ตไทยสู่เวทีโลก

     นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการที่ทั้งสององค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนากีฬาอีสปอร์ตของประเทศไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ

     สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยบูรพา จึงร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากร นักกีฬา และองค์ความรู้ด้านอีสปอร์ตอย่างเป็นรูปธรรม

     โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพนักกีฬาอีสปอร์ตไทย สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคกีฬา การบริหารจัดการองค์ความรู้ ตลอดจนผลักดันกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับวงการอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล

มหาวิทยาลัยบูรพา เดินหน้าส่งเสริมอีสปอร์ตในพื้นที่ EEC

     ด้าน ดร.พิจิกา เก่งถนอมม้า ผู้ช่วยอธิการบดี หน่วยงานอีสปอร์ตนานาชาติ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

1. ส่งเสริมกีฬาอีสปอร์ตสู่เยาวชนและประชาชน

ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมกีฬาอีสปอร์ตในกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และจังหวัดในภาคตะวันออก

เพื่อสร้างและพัฒนานักกีฬาอีสปอร์ต บุคลากรอีสปอร์ต รวมถึงส่งเสริมการเล่นกีฬาอีสปอร์ตอย่างสร้างสรรค์และถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา

2. พัฒนาด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม

ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา งานวิจัย และนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาอีสปอร์ตและวงการอีสปอร์ตไทย

3. พัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคกีฬาและวิทยาศาสตร์การกีฬา

ร่วมกันจัดอบรม สัมมนา และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านอีสปอร์ตและวิทยาศาสตร์การกีฬามาเป็นวิทยากร เพื่อยกระดับทักษะของโค้ช ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

4. จัดทำแผนปฏิบัติการร่วม

ผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกำหนดรายละเอียดการดำเนินงาน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

5. ความร่วมมือระยะยาว 5 ปี

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนาม และกำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 5 ปี โดยสามารถขยายระยะเวลาหรือปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย

ก้าวสำคัญของอีสปอร์ตไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

     ความร่วมมือระหว่าง สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยบูรพา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวงการอีสปอร์ตไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การศึกษา งานวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

     ซึ่งจะช่วยสร้างนักกีฬาอีสปอร์ตที่มีศักยภาพสูง พัฒนาบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมอีสปอร์ต และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีอีสปอร์ตระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

#สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย
#ThailandEsportsFederation
#EsportsThailand
#มหาวิทยาลัยบูรพา
#วิทยาศาสตร์การกีฬา
#สันติโหลทอง
#ดรพิจิกาเก่งถนอมม้า
#EEC
#นักกีฬาอีสปอร์ต

#EsportsEducation

#SportsScience
#ThailandEsports
#BuraphaUniversity
#EsportsDevelopment
#อีสปอร์ตไทย

Read More
รวมเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมจากกว่า 1,500 โรงงาน ในงานใหญ่แห่งปี 2569

รวมเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมจากกว่า 1,500 โรงงาน ในงานใหญ่แห่งปี 2569

“พงศ์เทพ เทพกาญจนา” เปิดมหกรรมวัสดุก่อสร้างฯ 2569 ดึง 1,500 โรงงานไทย-จีน สร้างโอกาสการลงทุน

มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์

     นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมผู้ประกอบการกว่า 1,500 โรงงานจากไทยและจีน เชื่อมโยงการลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่ออนาคตอุตสาหกรรมก่อสร้างและการท่องเที่ยว

อดีตรองนายกรัฐมนตรีเปิดเวทีความร่วมมือไทย-จีน ดันธุรกิจก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมสู่อนาคต

     เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ท่ามกลางผู้ประกอบการ นักลงทุน นักธุรกิจไทย-จีน สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

     ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก มิสเตอร์เซียว กั๋ว กัง ประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน อาเซียน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย นายสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนหอการค้าจากมณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนภาคธุรกิจและองค์กรพันธมิตรจากทั้งประเทศไทยและประเทศจีนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

“พงศ์เทพ เทพกาญจนา” ชี้เวทีสำคัญเชื่อมการลงทุนและนวัตกรรมไทย-จีน

     นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานมหกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    “งานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและจีน รวมถึงนักลงทุนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่ตลาดระดับสากล”

ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ดึงกว่า 1,500 โรงงานไทย-จีน ร่วมโชว์นวัตกรรมแห่งอนาคต

     ด้าน นายสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด

“เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการก่อสร้าง”

     เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเทคโนโลยีด้าน Smart Living อย่างครบวงจร

     ภายในงานมีผู้ประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 1,500 แห่ง จากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน นำผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล่าสุดมาจัดแสดง ครอบคลุมทั้ง

  • วัสดุก่อสร้างสมัยใหม่
  • ระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home)
  • เฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่
  • เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต
  • อุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจโรงแรม
  • ระบบประหยัดพลังงานและอาคารอัจฉริยะ

     “ความร่วมมือระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมจีนกว่า 1,500 แห่ง และผู้ประกอบการไทยครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ของทั้งสองประเทศ พร้อมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในระยะยาว” นายสุวโรจน์กล่าว

“โภคิน พลกุล” เชื่อมั่นไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์อาเซียน

     ขณะที่ นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า งานมหกรรมครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาสทางธุรกิจที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมของไทยให้เติบโตในระดับนานาชาติ

     “ประเทศไทยและจีนต่างมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผสานความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศจะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

เวทีเสวนาธุรกิจและนวัตกรรม ไฮไลต์สำคัญของงาน

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายในงาน คือ เวทีเสวนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ ระหว่างเวลา 14.00–17.30 น. เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และนักลงทุนได้นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่โดดเด่นต่อกลุ่มลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

     กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเป็นอีกช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในอนาคต

เชิญร่วมงาน 3–5 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

     ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ได้ระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2569HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

     เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น.

     โดยภายในงานรวบรวมนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ด้านวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงแรม ระบบ Smart Living และโซลูชันสำหรับการอยู่อาศัยยุคใหม่จากผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีนไว้อย่างครบวงจร

#มหกรรมวัสดุก่อสร้าง2569
#BangkokConstructionExpo2026
#FurnitureExpo2026
#HotelEquipmentExpo
#ThaiChinaBusiness
#พงศ์เทพเทพกาญจนา
#สุวโรจน์สุรักทวี
#เซียวกั๋วกัง
#โภคินพลกุล

Read More
“โอ๊ต” ณัฐพร ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ศึก HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP 2026 ที่เชียงราย

“โอ๊ต” ณัฐพร ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ศึก HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP 2026 ที่เชียงราย

HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP SPONSORSHIP 2026 เปิดเวทีเยาวชนภาคเหนือ 32 โรงเรียน ดวลแข้งที่สนามสิงห์ เชียงราย สเตเดียม พร้อมอดีตแข้งทีมชาติไทยร่วมสร้างแรงบันดาลใจ

     บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เดินหน้าส่งเสริมวงการกีฬาฟุตบอลเยาวชนไทย จัดการแข่งขัน “HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP SPONSORSHIP 2026 ปี 3” ศึกฟุตบอลเยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศและอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

     การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน 2569 ณ สนามสิงห์ เชียงราย สเตเดียม จังหวัดเชียงราย โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 32 ทีม จากพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง

    ก่อนการแข่งขัน ได้มีการจัดงานแถลงข่าวและพิธีจับสลากแบ่งสาย ณ ห้องประชุมชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร โดยมี นายทวีศักดิ์ คงชะนะ รองประธานกรรมการ บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และ นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมแถลงข่าว

     ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, คุณวรัชยา โกแสนตอ ที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, “วาว” นายจารุวัฒน์ พริบไหว และ “โอ๊ต” นายณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน

     นายทวีศักดิ์ คงชะนะ รองประธานกรรมการ บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP SPONSORSHIP 2026 ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญด้าน ESG ของบริษัท ที่มุ่งสนับสนุนเยาวชนไทยผ่านกีฬา โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงเวทีการแข่งขันมาตรฐานระดับประเทศ

     “ปีนี้ถือเป็นปีที่ 3 ของการแข่งขัน และเป็นครั้งแรกที่นำโครงการไปจัดในจังหวัดเชียงราย เพื่อกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค เราเชื่อว่าเด็กไทยทุกพื้นที่มีศักยภาพ หากได้รับโอกาสและเวทีที่เหมาะสม ก็สามารถเติบโตสู่ระดับอาชีพและระดับโลกได้” นายทวีศักดิ์ กล่าว

     นอกจากนี้ ไฮเซ่นส์ ซึ่งเป็นแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลก และ Official Partner ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมองว่ากีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะชีวิต วินัย และแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทย

     ด้าน นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกท. พร้อมสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมภาคเอกชนอย่างบริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมกีฬาและการพัฒนาเยาวชน

     “การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีฟุตบอล แต่เป็นพื้นที่สร้างโอกาส สร้างประสบการณ์ และจุดประกายความฝันให้เยาวชนไทยได้พัฒนาตนเองสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพในอนาคต” นางนิตยา กล่าว

     สำหรับการแข่งขัน HISENSE FOOTBALL YOUTH CUP SPONSORSHIP 2026 ปี 3 จะแข่งขันในรูปแบบฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี แบ่งการแข่งขันรอบแรกออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ก่อนคัดเลือกเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป

     โดยรางวัลสำคัญประกอบด้วย

  • รางวัลชนะเลิศ รับถ้วยเกียรติยศ เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ มูลค่า 120,000 บาท จาก บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 20,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 10,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 รับเงินรางวัล 7,000 บาท
  • รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม (MVP) รับเงินรางวัล 4,000 บาท
  • รางวัลดาวซัลโว รับเงินรางวัล 4,000 บาท
  • รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม รับเงินรางวัล 4,000 บาท
  • รางวัลทีมเชียร์ยอดเยี่ยม รับเงินรางวัล 5,000 บาท

     การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการผลักดัน Soft Power ด้านกีฬาของไทย ผ่านการสร้างโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคได้แสดงศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่ระบบฟุตบอลอาชีพและทีมชาติไทยในอนาคต ท่ามกลางกระแสการพัฒนาวงการกีฬาไทยอย่างต่อเนื่องในปี 2569

Read More
ภ.1 จัดฝึกทบทวนตำรวจดูแลการชุมนุม ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบนโยบายสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ภ.1 จัดฝึกทบทวนตำรวจดูแลการชุมนุม ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบนโยบายสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ตรวจความพร้อมกำลังพลตำรวจภูธรภาค 1 ก่อนปฏิบัติภารกิจดูแลการชุมนุมสาธารณะ ย้ำสร้างความเชื่อมั่นประชาชน ควบคู่คุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย

     วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการฝึกอบรมตาม “โครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของตำรวจภูธรภาค 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569”

     ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มี พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 คณะวิทยากร ผู้ควบคุมการฝึก และผู้เข้ารับการฝึกอบรม ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

    การฝึกอบรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมืออาชีพ สอดคล้องกับกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานการรักษาความสงบเรียบร้อยสากล ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

     พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความพร้อมของกำลังพล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านกฎหมาย การบริหารสถานการณ์ และการสื่อสารกับประชาชนอย่างเหมาะสม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม

    นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

     สำหรับ “โครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการฝูงชน และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

     ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 1 ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังพลรองรับสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะและเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่รับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER