จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

จากสนามไทยสู่เวทีโลก กรมพลศึกษาคัด 20 แข้งนักเรียนไทย เก็บตัวเข้ม 30 วันก่อนลุยจีน

กรมพลศึกษาคัดเข้ม 900 เยาวชน เหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย สู้ศึกฟุตบอลโลก​ ISF Football World Cup 2026​ ที่จีน

ฟุตบอลนักเรียนโลก 2026

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าคัดเลือกนักฟุตบอลนักเรียนไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ จากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 900 คน ผ่านการคัดเลือก 3 รอบ ทั้งทักษะฟุตบอลและการประเมินด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ก่อนคัดเหลือ 20 นักเตะตัวแทนนักเรียนไทย เตรียมเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้น 30 วัน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 หรือ ISF Football World Cup 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนได้ก้าวสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเปิดกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกครั้งนี้มีนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 900 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น เพื่อประเมินทั้งทักษะฟุตบอล ความสามารถเฉพาะด้าน และสมรรถภาพทางกาย โดยกรมพลศึกษาได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประกอบการคัดเลือก เพื่อให้ได้นักกีฬาที่มีความพร้อมสำหรับการเก็บตัวและเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินโครงการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยว่า กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักกีฬาระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ตั้งแต่การเข้ารับการคัดเลือกไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวด้วยว่า การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศของกรมพลศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะผลการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศด้านกีฬาเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองจากการเข้าร่วมการแข่งขันกับนักกีฬาจากนานาประเทศ

คัดจากกว่า 900 คน เหลือ 162 คนในรอบแรก

     สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยครั้งนี้ มีผู้สมัครจากทั่วประเทศมากกว่า 900 คน โดยการคัดเลือกรอบแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี ก่อนคัดเลือกนักกีฬาจนเหลือจำนวน 162 คน เพื่อเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สอง

     ในการคัดเลือกรอบที่สอง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 กรมพลศึกษาได้นำนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกมาประเมินเพิ่มเติม พร้อมเปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นจากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก เข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกด้วย โดยพิจารณาจากนักกีฬาที่มีผลงานอยู่ในอันดับ 1–3 รวมถึงนักกีฬาที่มีผลงานดีเยี่ยม

     จากการประเมินทักษะและความสามารถด้านฟุตบอลอย่างรอบด้าน สามารถคัดเลือกนักกีฬาเข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สามได้จำนวน 40 คน

ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาคัด 40 คน เหลือ 20 นักเตะ

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การคัดเลือกรอบที่สามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยกรมพลศึกษาได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินสมรรถภาพทางกายและความพร้อมของร่างกายของนักกีฬาอย่างละเอียด

     หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือ Functional Movement Screen หรือ FMS ซึ่งเป็นการประเมินท่วงท่าและรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เพื่อใช้พิจารณาความสามารถในการเคลื่อนไหวของนักกีฬา ขณะเดียวกันยังมีการทดสอบ Isokinetic เพื่อประเมินความแข็งแรง ความสมบูรณ์ และความสมดุลของกล้ามเนื้อ

     ข้อมูลจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับทักษะและความสามารถด้านฟุตบอล เพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมเข้าสู่ทีมตัวแทนนักเรียนไทยจำนวน 20 คนสุดท้าย

     การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก สอดคล้องกับแนวทางของกรมพลศึกษาในการนำองค์ความรู้และเครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมพลศึกษามีภารกิจด้านการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาหลายระดับ รวมถึงนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เป็นตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ

20 แข้งไทยเก็บตัวเข้ม 30 วัน ก่อนลุยฟุตบอลนักเรียนโลกที่จีน

     หลังจากได้รายชื่อนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทย 20 คนสุดท้ายแล้ว นักกีฬาทั้งหมดจะเข้าสู่โปรแกรม เก็บตัวและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การเก็บตัวจะมุ่งพัฒนาหลายด้าน ทั้งทักษะฟุตบอล สมรรถภาพทางกาย ความเข้าใจระบบการเล่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้นักกีฬาสามารถปรับตัวและทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนนักเรียนไทยบนเวทีนานาชาติได้อย่างเหมาะสม

     กรมพลศึกษาได้ประกาศหลักเกณฑ์การรับสมัครและคัดเลือกนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการคัดเลือกนักกีฬามาจากทั่วประเทศ และนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ประเมินศักยภาพเพื่อคัดเลือกนักกีฬาที่มีความพร้อมสูงสุด

     สำหรับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนโลกปี 2026 สหพันธ์กีฬานักเรียนนานาชาติ หรือ International School Sport Federation (ISF) ระบุการแข่งขันในชื่อ ISF Football World Cup – China 2026 โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปี 2026

ไม่ได้มุ่งเพียงผลการแข่งขัน แต่สร้างประสบการณ์เยาวชนไทยสู่เวทีโลก

     นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการส่งนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันต่างประเทศ คือการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาความสามารถผ่านประสบการณ์จริง ได้เรียนรู้รูปแบบการเล่นและวัฒนธรรมกีฬาจากนานาชาติ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

     นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านฟุตบอลแล้ว การเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศยังเป็นโอกาสให้นักเรียนไทยได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของเยาวชนไทย และเผยแพร่เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย หรือ Soft Power สู่สายตานานาชาติ

     กรมพลศึกษาจึงวางกระบวนการตั้งแต่การเปิดรับสมัครนักกีฬาจากทั่วประเทศ การคัดเลือกด้วยทักษะฟุตบอล การประเมินสมรรถภาพทางกายด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยจำนวน 20 คน ก่อนเดินทางไปทำหน้าที่ตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศนักเรียนโลก ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

     การคัดเลือกจากผู้สมัครมากกว่า 900 คนจนเหลือ 20 คน จึงนับเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการเปิดเส้นทางให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนไทยได้สัมผัสการแข่งขันระดับนานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากีฬาฟุตบอลระดับโรงเรียนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

#กรมพลศึกษา #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #ฟุตบอลนักเรียนไทย #ฟุตบอลนักเรียนโลก2026 #ISFFootballWorldCup2026 #ISF #ฟุตบอลเยาวชน #นักฟุตบอลเยาวชน #วิทยาศาสตร์การกีฬา #TeamThailand #ฟุตบอลไทย #PostUpNews

Read More
ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิชี้ต้องพิจารณาทั้งอำนาจ กกต.และหลักเลือกตั้งลับ

ดร.ณัฐวุฒิ ชี้บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-QR Code ไม่ล้มหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” ย้ำ กกต.มีอำนาจตามกฎหมาย

กกต.มีอำนาจจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์

     กรุงเทพฯ – วันที่ 27 กันยายน 2569 จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีรหัสแท่ง หรือ Barcode และ QR Code ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อสงสัยว่าการมีรหัสดังกล่าวจะกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่

     ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. โดยคดีดังกล่าวเกิดจากกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งของ กกต. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่ารหัสดังกล่าวอาจทำให้สามารถสืบทราบตัวตนของผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้

    ประเด็นดังกล่าวได้รับการพิจารณาในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง โดยศาลได้ไต่สวนพยานและตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า หากพิจารณาตามหลักกฎหมายมหาชน ต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อกฎหมายให้อำนาจแล้ว ต้องพิจารณาต่อว่ามีกลไกหรือหลักเกณฑ์ใดกำกับการใช้อำนาจดังกล่าว

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยปกครองภายใต้หลักนิติรัฐ การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้

     สำหรับการจัดทำบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า กกต.มีอำนาจตามกฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ขณะที่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง กำหนดให้สามารถมีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งได้

     ในมุมของ ดร.ณัฐวุฒิ การกำหนดรหัสบนบัตรเลือกตั้งมีวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยของบัตร เช่น การป้องกันการปลอมแปลงบัตร การเลียนแบบบัตร การใช้บัตรข้ามเขต หรือการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยการมีรหัสช่วยให้สามารถควบคุมและตรวจสอบที่มาของบัตรในกระบวนการจัดการเลือกตั้งได้ แต่ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการตรวจสอบย้อนหลังว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

     ดร.ณัฐวุฒิย้ำว่า ในมุมมองของตน การมี Barcode หรือ QR Code ไม่ได้หมายความว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับจนทราบผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละคนได้ เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งมีการแยกจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิออกจากกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความลับของการลงคะแนน

หลัก “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยคำว่า “โดยตรง” หมายถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทน และไม่ใช่ระบบที่ประชาชนเลือกตัวแทนไปลงคะแนนเลือกผู้แทนอีกทอดหนึ่ง

     ส่วนคำว่า “โดยลับ” หมายถึง การลงคะแนนต้องดำเนินการในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถทราบหรือเปิดเผยได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนอย่างไร หรือเลือกผู้สมัครรายใด

     หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยอธิบายไว้ โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับเป็นหลักสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และการออกเสียงลงคะแนนโดยลับมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้อิทธิพลหรือการแทรกแซงเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิยังอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการลงคะแนนโดยลับ โดยสาระสำคัญของแนวคำวินิจฉัยคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องสามารถลงคะแนนโดยที่บุคคลอื่นไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบว่าตนตัดสินใจเลือกผู้สมัครรายใด

อธิบายกระบวนการรักษาความลับของบัตรเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิอธิบายต่ออีกว่า กระบวนการรักษาความลับเริ่มตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ลงชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และลงชื่อในต้นขั้วบัตรตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนด จากนั้นจึงรับบัตรเลือกตั้งและเข้าไปทำเครื่องหมายในคูหาเลือกตั้งที่จัดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นมองเห็นการลงคะแนน

     หลังจากลงคะแนนแล้ว ผู้ใช้สิทธิต้องพับบัตรและนำไปหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง จากนั้นกระบวนการนับคะแนนต้องดำเนินการโดยเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบกระบวนการนับคะแนนได้

     อย่างไรก็ตาม ความเปิดเผยของการนับคะแนนไม่ได้หมายความว่าผลการลงคะแนนของประชาชนแต่ละรายจะถูกเปิดเผย เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการลงคะแนนแล้วถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ข้อมูลต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิมีการจัดเก็บแยกจากบัตรเลือกตั้ง

     ในประเด็นนี้ ดร.ณัฐวุฒิมองว่า การแยกข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงย้อนกลับเพื่อระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยง่าย

Barcode และ QR Code กับการป้องกันการปลอมแปลงบัตร

     สำหรับข้อกังวลว่ารหัสบนบัตรเลือกตั้งสามารถนำไปสู่การตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่นั้น ดร.ณัฐวุฒิอธิบายว่า หากจะระบุตัวผู้ใช้สิทธิและเชื่อมโยงไปถึงผลการลงคะแนน จะต้องมีข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ครบถ้วน ทั้งบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ ขณะที่กระบวนการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวมีการแยกส่วนตามหลักเกณฑ์การรักษาความลับ

     เขาจึงเห็นว่า การมีรหัสบนบัตรเพื่อใช้ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตและจัดการบัตร ไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการเปิดเผยผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละราย

     ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของ กกต.ที่เคยระบุว่า Barcode และ QR Code เป็นมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร และการมีรหัสดังกล่าวไม่ได้ทำให้สามารถทราบว่าผู้ใช้สิทธิแต่ละรายกาเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้โดยตรง

กกต.มีอำนาจบริหารจัดการเลือกตั้งภายใต้กรอบกฎหมาย

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดและควบคุมการเลือกตั้ง รวมถึงการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับกรณีที่อาจมีการทุจริตหรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

     ขณะเดียวกัน มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญกำหนดหลักว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ และกำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผลเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

     ดังนั้น ในมุมมองของ ดร.ณัฐวุฒิ การพิจารณาคดีเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง Barcode และ QR Code จำเป็นต้องพิจารณาทั้งเรื่องอำนาจตามกฎหมายของ กกต. วัตถุประสงค์ของการกำหนดรหัส วิธีการจัดเก็บบัตรและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะการปรากฏของ Barcode หรือ QR Code บนบัตรเพียงอย่างเดียว

“ความลับ” ต้องพิจารณาตลอดกระบวนการเลือกตั้ง

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า หากมองกระบวนการเลือกตั้งเป็นภาพรวม ความลับไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในคูหาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และข้อมูลผู้มาใช้สิทธิภายหลังการลงคะแนนด้วย โดยต้องมีระบบควบคุมไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อเปิดเผยการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนแต่ละคน

     ในมุมนี้ เขาเห็นว่า การตรวจสอบเพื่อป้องกันบัตรปลอม การตรวจสอบจำนวนบัตร การตรวจสอบกระบวนการจัดส่งและจัดเก็บบัตร กับการตรวจสอบว่า “ใครเลือกใคร” เป็นคนละประเด็นกัน

     สำหรับการเก็บรักษาวัสดุและบัตรเลือกตั้ง ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบระยะเวลาตามกฎหมายและมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกภาพเพื่อป้องกันการนำบัตรออกจากสถานที่เก็บโดยมิชอบ และเมื่อพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย หากบัตรไม่ใช่ของกลางหรืออยู่ภายใต้คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ก็เข้าสู่กระบวนการทำลายตามหลักเกณฑ์

ย้ำคดีอยู่ระหว่างการวินิจฉัย ไม่ควรสรุปผลก่อนศาลมีคำวินิจฉัย

     สำหรับคดี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะนี้ยังต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.

    ประเด็นสำคัญของคดีคือการวินิจฉัยว่าการที่ กกต.กำหนดให้มี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยฝ่ายผู้ร้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการเชื่อมโยงรหัสดังกล่าวกับตัวผู้ใช้สิทธิและผลการลงคะแนน ขณะที่ กกต.ชี้แจงว่ารหัสมีวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตร และยืนยันว่าการลงคะแนนยังคงเป็นความลับ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นกระบวนการตามกฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาลจะมีความสำคัญต่อการสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง การใช้เทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และการคุ้มครองหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่กระบวนการเลือกตั้งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ควบคู่กับหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

     ในส่วนของมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดร.ณัฐวุฒิยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวถึงความต่อเนื่องของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงแนวคิดในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับนักลงทุนจากยุโรปเพื่อส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ ไม่ใช่ข้อสรุปหรือการประเมินของสำนักข่าว


#ข่าวการเมือง #บัตรเลือกตั้ง #บัตรเลือกตั้ง2569 #บัตรเลือกตั้งสส #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #QRCodeบัตรเลือกตั้ง #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้งโดยลับ #ออกเสียงโดยตรงและลับ #รัฐธรรมนูญ #ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #ดรณัฏฐ์ #AURELIANGROUP #PostUpNews

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ” วิจารณ์บทบาท กมธ.กฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการเผยแพร่มติเรียกนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” วิจารณ์การใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ หลัง “รังสิมันต์ โรม” เรียก “อนุทิน” ชี้แจง 8 ต.ค.

กมธ.กฎหมายเรียก อนุทิน

     กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติของคณะกรรมาธิการให้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นั้น

     ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฐวุฒิชี้ กมธ.มีอำนาจเรียก แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

      ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในกิจการที่คณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการ หรือเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่

      ข้อมูลของรัฐสภาระบุว่า อำนาจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในลักษณะเดียวกับพนักงานสอบสวน และการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของกันและกัน โดยกลไกของรัฐสภาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

      สำหรับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีหน้าที่กระทำกิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว

     ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับแล้ว

      กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดกลไกเกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการสามารถเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยอาจเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางวินัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย

      ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการไว้โดยตรง

      ดร.ณัฐวุฒิแสดงความเห็นว่า การไม่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของบุคคลแต่ละประเภทต้องพิจารณาตามสถานะและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปเหมารวมว่าผู้ถูกเรียกทุกคนจะมีความรับผิดหรือบทลงโทษในลักษณะเดียวกัน

ตั้งข้อสังเกตการใช้กลไก กมธ. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผ่านหลายกลไกของรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งแต่ละกลไกมีขั้นตอนและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

     สำหรับกรณีที่มีการเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า ควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเรียกดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการและพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 อย่างไร รวมถึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติกับกระบวนการสอบสวนและวินิจฉัยความผิดตามกระบวนการยุติธรรม

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดมีความผิด

ตั้งคำถามต่อการสื่อสารมติ กมธ. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

      ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมติของคณะกรรมาธิการผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ส่วนบุคคล โดยเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งมติและการสื่อสารข้อมูลต่อผู้ถูกเรียก รวมถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ

      ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การสื่อสารเรื่องการตรวจสอบบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐควรระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเท่ากับการถูกกล่าวหาหรือมีความผิดแล้ว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการวินิจฉัยความรับผิดเป็นคนละขั้นตอนกัน

     สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงนายรังสิมันต์ โรม ว่าอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรืออาจมีประเด็นด้านจริยธรรมหรือกฎหมายอื่นนั้น ดร.ณัฐวุฒิเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ โดยยังไม่ใช่ข้อยุติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย

ดร.ณัฐวุฒิย้ำ ภาคธุรกิจต้องการเสถียรภาพและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

       ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงมุมมองในฐานะนักลงทุนและนักธุรกิจว่า ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า และโอกาสการมีงานทำของประชาชนควรเป็นประเด็นสำคัญ

        ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายการดำเนินธุรกิจและเพิ่มการจ้างงาน โดยกล่าวถึงเป้าหมายการรับพนักงานประจำเพิ่มเติมประมาณ 50,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึง ไม่ใช่ตัวเลขการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

      สำหรับข้อเสนอทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนควบคู่กับการดำเนินการด้านกฎหมายและการเมือง โดยมองว่าความชัดเจนของนโยบายและบรรยากาศทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

     ทั้งนี้ ความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือประเด็นด้านจริยธรรมของบุคคลใด จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติจนกว่าจะมีผลการตรวจสอบหรือคำวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ” เปิดมุมมอง “กล้าธรรม” พ้นฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลมีโอกาสบริหารประเทศต่อเนื่อง

“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” มอง “กล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน เปิดทางเพิ่มเสียงสนับสนุนรัฐบาล

พรรคกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้าน

     กรุงเทพฯ – 22 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมือง หลัง พรรคกล้าธรรม พ้นจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปฝ่ายค้าน โดยมองว่าการเปลี่ยนบทบาทของพรรคการเมืองดังกล่าวสามารถส่งผลต่อดุลเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอาจเพิ่มเสียงสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาล

     สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า ได้ปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังการลงมติในวาระสำคัญแตกต่างจากมติของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าพรรคกล้าธรรมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 58 คน และจะยังประสานงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของสมาชิกพรรคในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านชุดใหม่ประกอบด้วย 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง

     สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามทางการเมือง โดยมีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่าพรรคกล้าธรรมได้แสดงความจำนงขอถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน ขณะที่การเข้าร่วมรัฐบาลยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลาที่ตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวว่า ในมุมมองด้านกฎหมายมหาชน การที่พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนบทบาททางการเมืองและไม่ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายค้านสามารถพิจารณาได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักการในระบอบรัฐสภา

     อย่างไรก็ตาม คำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือการเปลี่ยนสถานะจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ควรแยกออกจากตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านไว้โดยเฉพาะ

     ในประเด็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ขณะที่การลงมติไม่ไว้วางใจต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มองว่า หากจำนวนเสียงของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อสมดุลทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะต่อการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และญัตติสำคัญต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงจริง ท่าทีของแต่ละพรรค และการลงมติในแต่ละวาระ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังเชื่อมโยงสถานการณ์การเมืองกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยระบุว่า ในฐานะนักลงทุน มองว่าความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคธุรกิจนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุน พร้อมกล่าวถึงแผนธุรกิจของ บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ว่ามีแผนขยายธุรกิจและการจ้างงานในประเทศไทย

     ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท และมีการจดทะเบียนบริษัทในเครือหลายแห่งในเดือนสิงหาคม 2569 โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านโครงสร้างธุรกิจที่สื่อรายงานแยกจากความเห็นทางการเมืองของ ดร.ณัฐวุฒิ

ดร.ณัฐวุฒิเตรียมร้องเรียนประเด็นการทำหน้าที่ของ กกต.

     นอกจากประเด็นพรรคกล้าธรรมแล้ว ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึงกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมระบุว่าเตรียมดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง

     ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงกระทำผิดตามที่กล่าวหา

     สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง และเคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้งที่มีความเห็นเสียงข้างน้อยในกรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุถึงการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในบางประเด็น

     ในด้านกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 42 กำหนดอำนาจของกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

     ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องอยู่บนหลักความสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติ ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการพิจารณาการทำหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวพาดพิงถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเคยดำเนินการทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายสมชัย และยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องที่ตนเห็นว่ามีเหตุให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและการดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ

กล่าวถึงมาตรา 185 และการตรวจสอบการแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

     อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวถึง คือ มาตรา 185 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในการใช้สถานะหรือตำแหน่งเพื่อก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในลักษณะที่รัฐธรรมนูญกำหนด

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เตรียมดำเนินการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของนักการเมืองบางราย โดยกล่าวถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเมืองและการลงพื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างและความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ มิใช่ข้อยุติทางกฎหมาย

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยังกล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในบริบทของการดำเนินการทางกฎหมายที่ตนระบุว่าจะเดินหน้า โดยไม่ได้มีการนำเสนอว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิด เนื่องจากการกล่าวอ้างหรือการเตรียมดำเนินคดีไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นมีความผิด

มุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนที่ต้องพิจารณาความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และบรรยากาศการลงทุน พร้อมกล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศและการสร้างตำแหน่งงานในประเทศไทย

     เขาระบุว่า บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายกิจการและตั้งเป้าการจ้างงานในอนาคตประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ผู้บริหารบริษัทกล่าวถึง และยังเป็นแผนทางธุรกิจ ไม่ใช่จำนวนการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว

     ส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนหรือกิจกรรมของกลุ่มการเมืองนั้น ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่าต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวควรแยกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

     สถานการณ์ทางการเมืองหลังการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ทั้งในส่วนของโครงสร้างและจำนวนเสียงของฝ่ายค้าน การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล ตลอดจนการใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลผ่านรัฐสภา โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 ซึ่งต้องอาศัยเสียง สส. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอญัตติ

     ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองยังต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะกำหนดสถานะและทิศทางการทำงานทางการเมืองอย่างไร รวมถึงผลต่อการลงมติในวาระสำคัญของสภาผู้แทนราษฎร และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อไป

Read More
เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เปิดข้อกล่าวหาร้องสอบวินัยร้ายแรง รองผู้การฯ รร.นรต. ปมคุกคามทางเพศและใช้อำนาจ

เตรียมร้องวินัยร้ายแรง พ.ต.อ.จิรัฏฐ์ รองผู้การฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปมกล่าวหาคุกคามทางเพศ

ร้องวินัยร้ายแรง

     กรุงเทพฯ – 21 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท ออเรเลียน กรุ๊ป จำกัด (AURELIAN GROUP) และกลุ่มบริษัทในเครือ AG เตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนและกล่าวโทษทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชา กรณี พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยผู้ร้องระบุว่ามีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสม การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่กดดัน และการแทรกแซงความสัมพันธ์ในครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง

     การยื่นหนังสือมีกำหนดในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ กองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และยังไม่มีข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว

ร้องสอบพฤติกรรมและการใช้อำนาจหน้าที่

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า การร้องเรียนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีพฤติการณ์ที่ผู้ร้องเห็นว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยกล่าวถึงประเด็นการแสดงพฤติกรรมเชิงชู้สาว การคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับครอบครัวของข้าราชการหญิงรายหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องระบุว่าหญิงรายดังกล่าวมีสามีและบุตรอยู่แล้ว

     ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง และจำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำชี้แจงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

กล่าวอ้างมีพฤติกรรมคุกคามและใช้อำนาจกดดัน

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่ารองผู้บังคับการรายดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อภรรยาของผู้กล่าวหา ทั้งการพูดจาในลักษณะเชิงชู้สาว การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และพฤติกรรมที่ผู้กล่าวหาเห็นว่าไม่เหมาะสมภายในสถานที่ทำงาน

     นอกจากนี้ ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการสั่งให้ภรรยาของผู้เสียหายปฏิบัติงานนอกเวลา รวมถึงมีการกดดันให้ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจว่าได้เลิกรากับสามีแล้ว โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือเรื่องตำแหน่งหน้าที่หากปฏิบัติตาม ขณะที่ฝ่ายหญิงปฏิเสธแต่ผู้ร้องระบุว่าได้รับแรงกดดันจนต้องยอมดำเนินการตาม

     ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยแสดงตนหรือกล่าวอ้างถึงความใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ฝ่ายหญิงเชื่อฟัง รวมถึงมีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการช่วยเหลือหรือการเลื่อนตำแหน่ง

อ้างครอบครัวได้รับผลกระทบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายผู้กล่าวหาได้รับ ครอบครัวของผู้กล่าวหาและบุตรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าบุตรสาวได้รับผลกระทบด้านสภาพจิตใจจนต้องหยุดเรียนและย้ายสถานศึกษา

     ส่วนประเด็นการติดตามพฤติกรรม ผู้ร้องระบุว่า เมื่อภรรยาไม่ได้กลับบ้าน ผู้กล่าวหาได้ตรวจสอบตำแหน่งรถผ่านระบบติดตามยานพาหนะ และพบว่ารถอยู่บริเวณใกล้สถานที่ทำงานของผู้ถูกกล่าวหา โดยฝ่ายผู้ร้องยืนยันว่าครอบครัวมีฐานะทางการเงินอยู่แล้ว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขอความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ภรรยาเข้ารับราชการเพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน

เตรียมดำเนินการทั้งทางวินัยและกฎหมาย

     สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุว่า ฝ่ายผู้ร้องได้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้ทีมทนายความดำเนินการในส่วนของคดีอาญา โดยระบุถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ การคุกคามทางเพศ และการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง

     นอกจากนี้ ฝ่ายผู้ร้องเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงขอให้พิจารณามาตรการทางวินัยที่เหมาะสมตามระเบียบและกฎหมาย

     ฝ่ายผู้ร้องยังระบุว่าต้องการให้มีการพิจารณาย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง และขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง หากเห็นว่ามีมูลตามข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า หากพบว่าผู้บังคับบัญชารายใดละเลยหน้าที่ อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

     ทั้งนี้ การพิจารณาว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือดำเนินการทางวินัยในระดับใด เป็นอำนาจของหน่วยงานและผู้มีอำนาจตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

“ต้องการความยุติธรรม” แต่ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ระบุถึงจุดยืนของฝ่ายผู้ร้องว่า ต้องการให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และต้องการความเป็นธรรมให้กับครอบครัวของผู้กล่าวหา พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ หากข้อกล่าวหามีพยานหลักฐานรองรับ

     อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของฝ่ายผู้ร้องไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้ชี้แจง

     จนถึงขณะจัดทำข่าว พันตำรวจเอก จิรัฏฐ์ กิติกุล รองผู้บังคับการ สำนักประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงต่อข้อกล่าวหาที่ฝ่ายผู้ร้องนำเสนอในข่าวฉบับนี้

     ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การกดดันข้าราชการหญิง และการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่

     หากมีความคืบหน้าจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านวินัย หรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ข่าวจะต้องนำเสนอคำชี้แจงและผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้ข้อมูลของทุกฝ่ายปรากฏอย่างรอบด้านและเป็นธรรม


#ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #จิรัฏฐ์กิติกุล #โรงเรียนนายร้อยตำรวจ #คุกคามทางเพศ #วินัยตำรวจ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ร้องเรียนตำรวจ #AURELIANGROUP #สุชาติชมกลิ่น #ข่าววันนี้

Read More
ทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569 เปิด 5 รางวัล ยกระดับบริหารจัดการ สนับสนุนเศรษฐกิจไทย

ทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569 เปิด 5 รางวัล ยกระดับบริหารจัดการ สนับสนุนเศรษฐกิจไทย

กรมบัญชีกลางจัดงาน “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” มอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569

มอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น

     กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 กระทรวงการคลัง โดย กรมบัญชีกลาง หน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน เตรียมจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนหมุนเวียนพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศ และส่งเสริมการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

     งานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 11.30–15.30 น. ณ ห้องแซฟไฟร์ 204–206 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้ประกาศราคากลางโครงการจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 สะท้อนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานดังกล่าว

5 ประเภทรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569

     สำหรับการมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 กำหนดรางวัลไว้ทั้งหมด 5 ประเภท เพื่อยกย่องทุนหมุนเวียนและผู้บริหารที่มีผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการที่โดดเด่น ประกอบด้วย

  1. รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น

  2. รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น

  3. รางวัลการพัฒนาดีเด่น

  4. รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น

  5. รางวัลเกียรติยศ

     การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนหมุนเวียนพัฒนาศักยภาพและระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินภารกิจของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ

     แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนถึงบทบาทของ ทุนหมุนเวียน ในฐานะกลไกหนึ่งของภาครัฐที่สนับสนุนภารกิจและนโยบายในด้านต่าง ๆ โดยมุ่งให้การดำเนินงานสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน

เปิดเวทีเชิดชูผลงานทุนหมุนเวียน พร้อมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

     ภายในงานจะมี พิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 ให้แก่ทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น รวมถึงมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของทุนหมุนเวียน

     นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง นิทรรศการของทุนหมุนเวียนและกรมบัญชีกลาง โดยนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาทและพันธกิจสำคัญของทุนหมุนเวียน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้แนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการของหน่วยงานต่อไป

     การจัดนิทรรศการดังกล่าวยังเป็นช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานของทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสะท้อนพัฒนาการด้านการบริหารจัดการและการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการทำงาน

เสวนา “การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน”

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายในงาน คือการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” โดยเปิดเวทีให้ผู้บริหารกรมบัญชีกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารทุนหมุนเวียน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน

     เนื้อหาการเสวนาจะมุ่งนำเสนอแนวคิดและเทคนิคในการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนให้สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของทุนหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

     การจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นเป็นกิจกรรมที่กรมบัญชีกลางดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กรมบัญชีกลางได้จัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นภายใต้แนวคิด “ทุนหมุนเวียน สร้างรอยยิ้มให้คนไทย” และจัดขึ้นที่ห้องแซฟไฟร์ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานีเช่นเดียวกัน

     สำหรับปี 2569 กรมบัญชีกลางกำหนดแนวคิด “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสื่อถึงบทบาทของทุนหมุนเวียนในการสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจ การดำเนินภารกิจของภาครัฐ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยข้อมูลการจัดงานได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569

รับชมการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น 2569

     ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2569 รวมถึงรับชมการถ่ายทอดสด Live Streaming ผ่านช่องทาง YouTube และ Facebook ของกรมบัญชีกลาง ตามกำหนดการของกรมบัญชีกลาง

     งาน “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” จึงเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานของทุนหมุนเวียน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ และเชิดชูหน่วยงานและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพของทุนหมุนเวียนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง


#กรมบัญชีกลาง #กระทรวงการคลัง #ทุนหมุนเวียนดีเด่น2569 #รางวัลทุนหมุนเวียน #ทุนหมุนเวียน #เอกนิติ #เศรษฐกิจไทย #การพัฒนาที่ยั่งยืน #IMPACTForum #เมืองทองธานี

Read More
ปมถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวโทษนายกสภาฯ และผู้เกี่ยวข้อง 25 ราย

ปมถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวโทษนายกสภาฯ และผู้เกี่ยวข้อง 25 ราย

ดร.ณัฐวุฒิ เดินหน้าเอาผิดผู้บริหารสภาทนายความ ปมถอนชื่อสมาชิก ยื่นหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบ

     กรุงเทพฯ – 17 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพิพาทเกี่ยวกับการจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ โดยได้เดินทางไป สถานีตำรวจนครบาลบางเขน (สน.บางเขน) เพื่อกล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว รวมจำนวน 25 ราย โดยกล่าวหาว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสาร ข้อมูลทะเบียนสมาชิก และการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวโทษประกอบด้วย นายทะเบียนสภาทนายความ, ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และผู้บริหารหรือกรรมการที่เกี่ยวข้องของสภาทนายความ รวมถึงบุคคลอื่นตามรายชื่อที่อยู่ในเอกสารร้องทุกข์

ปมมติถอนชื่อสมาชิกสภาทนายความ

    ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า คณะกรรมการบริหาร สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ให้ถอนหรือจำหน่ายชื่อของตนออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ โดยอ้างอิง มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

     ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย และยืนยันว่าตนไม่มีประวัติความผิดที่ทำให้สิ้นสภาพสมาชิกตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมระบุว่าได้ดำเนินการตามช่องทางอุทธรณ์และร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

    ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างจาก ดร.ณัฐวุฒิ ซึ่งการจะวินิจฉัยว่ามติหรือคำสั่งของสภาทนายความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยังคงต้องพิจารณาจากเอกสาร คำสั่ง และกระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงคำชี้แจงจากสภาทนายความและบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

กล่าวโทษหลายข้อหา ให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การกล่าวโทษครั้งนี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นที่ระบุในคำกล่าวโทษ ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิยังระบุถึงประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูลในทะเบียนสมาชิก และข้อกล่าวหาอื่นเกี่ยวกับการรับเงินหรือการระดมทุน ซึ่งต้องให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายประเด็น

     สำหรับข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญา เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินนั้น การแจ้งความหรือกล่าวโทษยังไม่ใช่การพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากการเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลบางเขนแล้ว ยังเตรียมยื่นเอกสารต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการบริหารงานและคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับสถานะสมาชิกของตน

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ต้องการให้มีการตรวจสอบเอกสารและกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับระบบการบริหารงานของสภาทนายความในระยะยาว

ยืนยันไม่ได้ต้องการทำลายองค์กร

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การดำเนินการของตนไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลาย สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งที่ตนได้รับผลกระทบ และขอให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามกฎหมาย

     “ผมไม่ได้เข้าไปทำลายสภาทนายความ แต่ขอให้คืนสิ่งที่ถูกต้องให้กลับมา หากปล่อยให้การใช้อำนาจอย่างนี้ดำเนินต่อไป พี่น้องทนายความทั่วประเทศจะได้รับผลกระทบทั้งหมด” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว

     ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ โดยระบุว่าจะขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและประเด็นต่าง ๆ ที่ตนตั้งข้อสังเกต พร้อมยืนยันว่าจะนำเอกสารและหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

อ้างไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เดินหน้าธุรกิจ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่ได้ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเน้นการดำเนินธุรกิจ และเปิดเผยแผนการเปิดตัวธุรกิจ “ช้างพลัส” ซึ่งเป็นลอตเตอรี่ออนไลน์ โดยระบุว่ามีกำหนดเปิดตัวในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569

     สำหรับข้อพิพาทกับสภาทนายความ ดร.ณัฐวุฒิยืนยันว่าจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน การอุทธรณ์คำสั่ง และการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ

     ขณะเดียวกัน การดำเนินคดีหรือการกล่าวโทษในครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการร้องเรียนและการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงต้องติดตามว่าพนักงานสอบสวน สภาทนายความ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำชี้แจงหรือผลการตรวจสอบอย่างไรต่อไป

     สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึง นายธนพล คงเจี้ยง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นายทะเบียนสภาทนายความ เลขาธิการสภาทนายความ และกรรมการบริหารสภาทนายความ บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ถูกถือว่ามีความผิดจากข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียว และควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานตามกระบวนการยุติธรรม

#ณัฐวุฒิวงศ์เนียม #ดรณัฐวุฒิ #ธนพลคงเจี้ยง #สภาทนายความ #นายกสภาทนายความ #ถอนชื่อสมาชิก #จำหน่ายชื่อสมาชิก #พระราชบัญญัติทนายความ #สนบางเขน #สมชัยศรีสุทธิยากร #กระทรวงยุติธรรม #สภานายกพิเศษ #ข่าวกฎหมาย #ข่าววันนี้

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER