“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” วิจารณ์การใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ หลัง “รังสิมันต์ โรม” เรียก “อนุทิน” ชี้แจง 8 ต.ค.

กรุงเทพฯ – 25 กันยายน 2569 จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติของคณะกรรมาธิการให้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Managing Director: MD) บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดร.ณัฐวุฒิชี้ กมธ.มีอำนาจเรียก แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 กำหนดให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในกิจการที่คณะกรรมาธิการกำลังดำเนินการ หรือเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่
ข้อมูลของรัฐสภาระบุว่า อำนาจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แต่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาในลักษณะเดียวกับพนักงานสอบสวน และการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของกันและกัน โดยกลไกของรัฐสภาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน
สำหรับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีหน้าที่กระทำกิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องต่าง ๆ ตามขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว
ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับแล้ว
กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดกลไกเกี่ยวกับการที่คณะกรรมาธิการสามารถเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยอาจเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางวินัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการไว้โดยตรง
ดร.ณัฐวุฒิแสดงความเห็นว่า การไม่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของบุคคลแต่ละประเภทต้องพิจารณาตามสถานะและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปเหมารวมว่าผู้ถูกเรียกทุกคนจะมีความรับผิดหรือบทลงโทษในลักษณะเดียวกัน
ตั้งข้อสังเกตการใช้กลไก กมธ. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผ่านหลายกลไกของรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งแต่ละกลไกมีขั้นตอนและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน
สำหรับกรณีที่มีการเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า ควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเรียกดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของคณะกรรมาธิการและพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 อย่างไร รวมถึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติกับกระบวนการสอบสวนและวินิจฉัยความผิดตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไม่ใช่ข้อยุติว่าบุคคลใดมีความผิด
ตั้งคำถามต่อการสื่อสารมติ กมธ. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมติของคณะกรรมาธิการผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ส่วนบุคคล โดยเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งมติและการสื่อสารข้อมูลต่อผู้ถูกเรียก รวมถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ
ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า การสื่อสารเรื่องการตรวจสอบบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐควรระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าการถูกเรียกมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการเท่ากับการถูกกล่าวหาหรือมีความผิดแล้ว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการวินิจฉัยความรับผิดเป็นคนละขั้นตอนกัน
สำหรับข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงนายรังสิมันต์ โรม ว่าอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรืออาจมีประเด็นด้านจริยธรรมหรือกฎหมายอื่นนั้น ดร.ณัฐวุฒิเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ โดยยังไม่ใช่ข้อยุติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย
ดร.ณัฐวุฒิย้ำ ภาคธุรกิจต้องการเสถียรภาพและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงมุมมองในฐานะนักลงทุนและนักธุรกิจว่า ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า และโอกาสการมีงานทำของประชาชนควรเป็นประเด็นสำคัญ
ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG มีแผนขยายการดำเนินธุรกิจและเพิ่มการจ้างงาน โดยกล่าวถึงเป้าหมายการรับพนักงานประจำเพิ่มเติมประมาณ 50,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึง ไม่ใช่ตัวเลขการจ้างงานที่เกิดขึ้นแล้ว
สำหรับข้อเสนอทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนควบคู่กับการดำเนินการด้านกฎหมายและการเมือง โดยมองว่าความชัดเจนของนโยบายและบรรยากาศทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ ความเห็นของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นทางการเมืองและกฎหมาย ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือประเด็นด้านจริยธรรมของบุคคลใด จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และยังไม่ควรถือเป็นข้อยุติจนกว่าจะมีผลการตรวจสอบหรือคำวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง





