มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งผนึกกำลังมูลนิธิจีน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้มักกะสัน คลองเตย และดุสิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ 3 ชุมชน เยียวยาผู้ประสบภัยไฟไหม้ มอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค

ช่วยผู้ประสบอัคคีภัย

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผนึกกำลังมูลนิธิและองค์กรการกุศลพันธมิตร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย และชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มอบเงินช่วยเหลือ เครื่องอุปโภคบริโภค และถุงยังชีพ พร้อมส่งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย รวมงบประมาณความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิพันธมิตรกว่า 8 แสนบาท

     ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ใน 3 ชุมชนของกรุงเทพมหานคร

     ภารกิจดังกล่าวครอบคลุม ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม ถนนพระรามที่ 5 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเงินสด พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ประสบภัยเป็นรายครอบครัวและรายบุคคล

     สำหรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตามข้อมูลการดำเนินงาน ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนละ 3,500 บาท เครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัวมูลค่า 2,500 บาทต่อชุด และเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคลมูลค่า 1,500 บาทต่อชุด โดยข้อมูลที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเผยแพร่สำหรับพื้นที่ชุมชนวัดประชาระบือธรรม ระบุว่ามีผู้ประสบภัย 30 คน จาก 15 ครอบครัว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 138,500 บาท ขณะที่มูลนิธิพันธมิตรอีก 3 แห่งร่วมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

     ส่วนพื้นที่ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ประสบภัย 11 ครอบครัว รวม 29 คน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ความช่วยเหลือรวม 125,000 บาท ขณะที่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินคนละ 400 บาท รวม 11,600 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม รวม 290 กิโลกรัม มูลค่า 5,800 บาท ทำให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวรวม 142,400 บาท

     ขณะที่ ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและเปิดจุดรับลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนมักกะสัน ซอยสุขุมวิท 3 ณ วัดดิสหงษ์ษาราม โดยการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนได้รับความเสียหายประมาณ 33 หลังคาเรือน และมีผู้ประสบภัยประมาณ 94 คน

     นอกจากการช่วยเหลือโดยทีมเจ้าหน้าที่แล้ว อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังร่วมกระจายกำลังลงพื้นที่ในแต่ละชุมชน เพื่อแจกจ่ายสิ่งของและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์, นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และ นายวิวัฒน์ แก้วกำพลสกุล อาสาสมัครเฉพาะกิจ

     ภารกิจครั้งนี้ยังมี อาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่ นำโดย นายสัญญา พรนารายณ์, นายสมบูรณ์ จุลมุสิก หรือ ทศพล หิมพานต์, นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร หรือ หรูหรา, นางสาวพรชดา วราพชระ หรือ มะเหมี่ยว, นางสาวณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์ หรือ กานต์ และ นางสาวเบญญาภา จันใจ หรือ ขิม รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ร่วมแจกจ่ายเงินและสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย

มูลนิธิพันธมิตรร่วมเสริมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

     ในพื้นที่ ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต มีมูลนิธิพันธมิตรร่วมให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสดครอบครัวละ 1,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยข้อมูลทางการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่าการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ 4 มูลนิธิการกุศล และมีมูลค่ารวมในส่วนของทั้ง 4 มูลนิธิ 171,500 บาท

     สำหรับ ชุมชนคลองเตย เขตคลองเตย มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสดคนละ 400 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสารคนละ 10 กิโลกรัม โดยรวมความช่วยเหลือจาก 3 มูลนิธิในพื้นที่เป็นเงินและสิ่งของมูลค่า 142,400 บาท

     ส่วน ชุมชนมักกะสัน เขตราชเทวี มี มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล, มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งในรูปแบบเงินสดและข้าวสาร ตามข้อมูลการช่วยเหลือที่ระบุในภารกิจครั้งนี้

ป่อเต็กตึ๊งย้ำภารกิจช่วยเหลือประชาชน

     การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้สะท้อนภารกิจของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย โดยนอกจากการมอบเงินและสิ่งของจำเป็นแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับทราบความเดือดร้อนโดยตรง และการส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายงานสาธารณกุศลในหลายด้าน โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์และช่วยเหลือประชาชนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างครอบคลุม

     ภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงานด้านสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ

     ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิฯ และสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

Read More
“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

“ดร.ณัฐวุฒิ” เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกล่าวหา 6 บุคคลเกี่ยวข้องคดีฉ้อโกงประชาชน–ฟอกเงิน

     กรุงเทพฯ – วันที่ 6 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการใหญ่ บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. เตรียมเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีที่ตนได้กล่าวโทษบุคคล 6 ราย และประสงค์ให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อพิจารณาเรื่องหมายจับ

     บุคคลที่ ดร.ณัฐวุฒิระบุในหนังสือ ได้แก่ 1. นายสมชัย หรือชัย ศรีสุทธิยากร 2. นายปริญญา หรือเอก เทวานฤมิตรกุล 3. นายยิ่งชีพ หรือเป๋า อัชฌาชานนท์ 4. นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม 5. นายพงษ์ศักดิ์ หรือเม้ง จันทร์อ่อน และ 6. นางสาวลัดดาวัลย์ หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์

    ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตนร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งตนกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน รวมถึงข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน พร้อมระบุว่าได้เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และนำเอกสารหลักฐานประกอบการร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการระดมทุน

     ตามข้อมูลที่ ดร.ณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ ระบุว่าเหตุที่นำไปสู่การกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อความขอรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม–4 สิงหาคม 2569 โดยอ้างว่ามีบุคคลหลายรายเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีรับเงิน และมีการดำเนินการเกี่ยวกับกองทุน

     ดร.ณัฐวุฒิยังระบุว่า ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวว่าเป็นไปตามกฎหมายควบคุมการเรี่ยไรหรือไม่ และระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฟอกเงิน

     อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องเรียน และยังไม่ใช่ข้อยุติของพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล การกระทำความผิดของบุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงต้องได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม และผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีตามกฎหมาย

ขอคัดค้านการประกันตัว

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัวต่อพนักงานสอบสวนและผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยให้เหตุผลตามความเห็นของตนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพยานหลักฐานและพยานในคดี พร้อมระบุว่าในวันที่ 7 กันยายนจะนำเรื่องดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

    ทั้งนี้ การพิจารณาออกหมายจับหรือการอนุญาตให้ประกันตัวเป็นอำนาจของหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย ข่าวนี้จึงไม่อาจสรุปแทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้ว่าบุคคลใดจะถูกออกหมายจับหรือไม่ได้รับการประกันตัว

กรณีเหตุการณ์บริเวณ สน.ทองหล่อ

     สำหรับเหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อบริเวณสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ดร.ณัฐวุฒิให้ข้อมูลในมุมของตนว่า หลังจากเข้าให้ปากคำในฐานะผู้เสียหาย ได้พบกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากรบริเวณด้านหน้า สน.ทองหล่อ และเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับจักรยาน

     ดร.ณัฐวุฒิยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของตนในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาทำร้ายหรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย พร้อมระบุว่าภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อบางส่วนอาจไม่แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด และขอให้สื่อมวลชนตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

     ขณะเดียวกัน จากข้อมูลในเอกสารต้นทางมีการระบุว่าดร.ณัฐวุฒิถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าเตรียมใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อดำเนินการกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ในประเด็นที่ตนเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการแจ้งความและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักข่าวขอสงวนการวินิจฉัยความผิดไว้เป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรม

     สำหรับประเด็นทั้งหมดในข่าวนี้ สำนักข่าวขอย้ำว่าเป็นการรายงาน คำให้สัมภาษณ์และข้อมูลที่ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นำเสนอในฐานะผู้ร้องเรียน/ผู้กล่าวหา มิใช่การยืนยันว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

     การที่บุคคลใดมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิด และยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นอย่างอื่น

     สำนักข่าวจะนำเสนอข้อมูลจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงคำชี้แจงจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาเมื่อมีข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

     หมายเหตุ: ข่าวนี้จัดทำขึ้นจากข้อมูลและคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ตามเอกสารที่ได้รับ ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้องเรียน ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่ข้อเท็จจริงที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

Read More
สคส. ไม่หยุดพัฒนาคน เดินหน้าสอบวัดระดับเจ้าหน้าที่ PDPC พร้อมรับมือความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ไม่หยุดพัฒนาคน เดินหน้าสอบวัดระดับเจ้าหน้าที่ PDPC พร้อมรับมือความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ยกระดับเจ้าหน้าที่ PDPC ผ่านการสอบวัดความรู้ รับมือกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลยุคดิจิทัล

PDPC

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้ายกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จัดสอบวัดระดับความรู้และความเข้าใจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อพัฒนาความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงาน ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และดูแลสิทธิของประชาชนได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร สอดรับกับบริบทการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งรูปแบบการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีใหม่ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีทั้งความรู้ด้านกฎหมาย ความเข้าใจด้านเทคนิค และทักษะการสื่อสารที่เหมาะสมสำหรับการให้บริการประชาชน

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวว่า การสอบวัดระดับความรู้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองภายในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการให้คำปรึกษา การรับเรื่องร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และความเชื่อมั่นของประชาชน

     “การสอบวัดระดับไม่ใช่เพียงการประเมินผลบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของ สคส. เราต้องการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะทุกคำปรึกษา ทุกเรื่องร้องเรียน และทุกการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิและความเชื่อมั่นของประชาชน” พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

     สำหรับการสอบวัดระดับความรู้ของบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายมิติ ครอบคลุมหลักการและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล แนวทางการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน การจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกรณีศึกษาที่สะท้อนสถานการณ์ร่วมสมัย

     การประเมินองค์ความรู้ดังกล่าวมุ่งให้บุคลากรสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านกฎหมายและหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ากับการปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการให้คำแนะนำแก่ประชาชนและหน่วยงาน การพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล และการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

     นอกจากการสอบวัดระดับความรู้แล้ว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยงาน การทบทวนกรณีศึกษา และการติดตามแนวโน้มความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้และทักษะได้อย่างต่อเนื่อง

     การพัฒนาบุคลากรยังมีความสำคัญต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งล้วนทำให้รูปแบบการจัดเก็บ ใช้ เปิดเผย และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลมีความซับซ้อนมากขึ้น

     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงมุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งมิติทางกฎหมายและมิติทางเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างรอบด้านและให้คำแนะนำแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเริ่มจากบุคลากรที่มีความรู้และพร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการทำงานภายในควบคู่กับการขยายการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการคำปรึกษา ใช้สิทธิ หรือขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สามารถเข้าถึงเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และพร้อมให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

     “สคส. จะไม่หยุดพัฒนา เพราะโลกดิจิทัลไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง เราพร้อมยกระดับคน ยกระดับระบบ และยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย” พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวทิ้งท้าย

     การเดินหน้ายกระดับบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย โดยมุ่งให้เจ้าหน้าที่มีความรู้เท่าทันกฎหมาย เทคโนโลยี และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชนในยุคดิจิทัล

Read More
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายพื้นที่ทิ้งกระจาด 2569 ช่วยผู้ยากไร้ 3 จังหวัด มูลค่า 15.8 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายพื้นที่ทิ้งกระจาด 2569 ช่วยผู้ยากไร้ 3 จังหวัด มูลค่า 15.8 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 3,000 ชุด เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ทิ้งกระจาด

     ชลบุรี – มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าช่วยเหลือผู้ยากไร้ เนื่องใน งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 จัดพิธีแจกข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 3,000 ชุด พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

     กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อ วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ บริเวณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี

    การจัดงานครั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมจัดพิธีแจกข้าวสารและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนผู้ยากไร้

     ชุดสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม บรรจุในถุงผ้าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมมอบ ค่าพาหนะคนละ 200 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

     ในพิธีมี นางสาวสุวรรณี มะโนสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบัญชีและการเงิน และรักษาการผู้จัดการคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา พร้อมด้วยผู้แทนจาก สหคลินิกสมิติเวช เจ พาร์ค, คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าร่วมกิจกรรม

     ขณะเดียวกัน นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่สนับสนุนการดำเนินงานและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มารับสิ่งของ

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งระบุว่า การจัด งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ได้เพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงสถานการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนผู้ยากไร้ และขยายพื้นที่การแจกจ่ายไปยังประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

     ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดกิจกรรมแจกเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้จัดพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคจาก ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ใน 6 เขตของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองจอก เขตมีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ

     สำหรับการแจกจ่ายในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ศรีราชา ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของกิจกรรมประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภค ณ คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในช่วงเวลา 10.00–12.00 น.

     ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้อีกครั้งในวันที่ 9 กันยายน 2569มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคและการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 15.8 ล้านบาท

ร่วมทำบุญประเพณีทิ้งกระจาด 2569

     สำหรับประชาชนและสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญมหากุศลใน ประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ยังสามารถร่วมสักการะ หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมทำทานช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้ตามกำหนดการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแจ้งกำหนดการทำบุญบริจาคชุดข้าวสารที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม–8 กันยายน 2569 โดยในวันที่ 4–7 กันยายน เปิดให้ร่วมทำบุญเวลา 07.00–19.00 น. และวันที่ 8 กันยายน เวลา 07.00–16.00 น.

     นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านช่องทางออนไลน์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงติดตามข่าวสารและกิจกรรมช่วยเหลือสังคมของมูลนิธิฯ ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และสามารถติดต่อสายด่วนป่อเต็กตึ๊งได้ที่ 1418

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขออำนาจบุญบารมีแห่งองค์ หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลครั้งนี้ ประสบความสุข ความเจริญ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปีและตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Read More
“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“สมเด็จธงชัย” ร่วมเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ งาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” ด้าน “มาดามเอมมี่” ร่วมเชิดชูบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นพลังแห่งการเสียสละและความรับผิดชอบ

แม่ของแผ่นดิน 2569

     “แม่ของแผ่นดิน 2569” จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบจากหลากหลายวงการ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม โดยมี “สมเด็จธงชัย” เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ “นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ” หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน ร่วมขับเคลื่อนเวทีส่งต่อคุณค่าของความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการทำความดีเพื่อส่วนรวม

     เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

     ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล โดยมีพระเถรานุเถระเข้าร่วมพิธี อาทิ พระราชวชิรโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และรองเจ้าคณะภาค 14, พระครูสุนทรธรรมประยุต (หลวงพ่อรวย กนฺตสาโร) และ พระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) เจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย ร่วมประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมงาน

     ภายในงานยังมี พิธีมอบเหรียญพระราชทานและรางวัลท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” แก่บุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำความดี เสียสละ และสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม

     นอกจากนี้ ยังมีพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการบริหาร ธุรกิจ การทำคุณประโยชน์ ศิลปวัฒนธรรม และคุณธรรมต้นแบบ สะท้อนถึงบทบาทของบุคคลที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามและเป็นแบบอย่างแก่สังคมไทย

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมพลังบุคคลหลากหลายวงการ

     บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ นักธุรกิจ ศิลปิน นักแสดง และบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วม เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติ

   สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์การจัดงาน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และ นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน โดยมีคณะทำงานและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดันให้งาน “แม่ของแผ่นดิน” เป็นเวทีสำหรับยกย่องบุคคลผู้ทำความดีและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

     รายชื่อคณะกรรมการจัดงาน.มี นายเชษฐา พี. เซียว ตง เป็นประธานจัดงาน, นางสาวลักษณาวัลย์ เหมอุปถัมภ์ จาก MONDAY EXPRESS GROUP เป็นประธานร่วมอำนวยการจัดงาน รวมถึงคณะกรรมการ ได้แก่ นายอาณิติ วัชรางกูร ณ เชียงใหม่, พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทาวรปัญญา, พลตำรวจเอก อรรพชัย อุทกศิริ, พลตำรวจตรี พินิต มณีรัตน์, ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์, นางสาวสุชาดา จันทร์ขอนแก่น, นางสาววันมะนี พอนสะหวัน, นายภัควัฒน์ ธรรมครุฑทิพย์, นายชวเลิศ วีไล กรรมการและเลขานุการ รวมถึง นางจงชนก พัชรประกากร และ ดร.พรทิพย์ เตชะพาทพงษ์ ในฐานะกรรมการ

“มาดามเอมมี่” ชูต้นแบบความดี ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น

     นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานคือการมองว่า “บุคคลต้นแบบ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัล แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี

     โดยเฉพาะเรื่อง ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบการจัดงานที่เปิดพื้นที่ให้บุคคลจากหลากหลายอาชีพและสาขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยข้อมูลโครงการระบุว่ามีการมอบรางวัลในหลายประเภท อาทิ รางวัลท้าวเวสสุวรรณ รางวัลพญาราชสีห์ รางวัลหัตถาครองพิภพ และรางวัลแม่ของแผ่นดิน รวมถึงรางวัลด้านคุณธรรมต้นแบบและการทำคุณประโยชน์

“แม่ของแผ่นดิน 2569” ส่งต่อพลังแห่งการทำความดี

     การจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการมอบรางวัลหรือประกาศเกียรติคุณ แต่ยังต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการยกย่องผู้ที่ทำความดีและทำประโยชน์เพื่อสังคม พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

    ภายในงานยังสะท้อนความร่วมมือของบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีบทบาทด้านศาสนาและสังคม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนแนวคิดการสร้างต้นแบบของการทำความดี

     สำหรับผู้ได้รับรางวัลในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน” ประจำปี 2569 มีบุคคลจากหลายสาขาเข้ารับการเชิดชูเกียรติ โดยรายชื่อที่เผยแพร่ล่วงหน้าระบุผู้ได้รับรางวัลในกลุ่ม “แม่ของแผ่นดิน แม่ผู้ให้” จำนวน 48 รางวัล และรางวัลประเภทอื่น ๆ อีกหลายสาขา

     งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังของการทำความดีและการตอบแทนสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อร่วมกันต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและน่าอยู่ต่อไป

Read More
“ช้อปอย่างมีคุณค่า” Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 รวมสินค้าไทยรักษ์โลกจาก 76 จังหวัด

“ช้อปอย่างมีคุณค่า” Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 รวมสินค้าไทยรักษ์โลกจาก 76 จังหวัด

“พาณิชย์” เปิด Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 ผนึกพลังรัฐ–เอกชน ดัน SMEs ไทยสู่ตลาดยั่งยืน จับคู่ธุรกิจตั้งเป้าเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท

Thailand Local SDGs Plus Expo 2026

     กรุงเทพมหานคร – กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” เวทีส่งเสริมสินค้าและผู้ประกอบการไทยตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยง ตลาด นวัตกรรม ผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภค เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

     งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยนำผู้ประกอบการศักยภาพจากทั่วประเทศกว่า 200 ราย มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากว่า 1,000 รายการ พร้อมกิจกรรม Business Matching, Design & Innovation Clinic การให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาสินค้าและแบรนด์ ตลอดจนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ

     พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ Hall 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“MOC+” เดินหน้าสินค้าไทยตอบโจทย์ SDGs

     นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจการค้าภายใต้วิสัยทัศน์ “MOC+” หรือ eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการในภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ให้สามารถผลิตและพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs

     ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาและคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้แนวทางความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

     กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนรวบรวมและจัดทำข้อมูลสินค้า SDGs เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชนในการขยายช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพื่อผลักดันสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

    นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการไทยที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

จากพื้นที่จำหน่ายสินค้า สู่พื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ

     หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 คือการยกระดับงานแสดงสินค้าให้มากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาศักยภาพ สร้างเครือข่าย และต่อยอดเข้าสู่ตลาดใหม่

     ภายในงานมีการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และคู่ค้าต่างชาติ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

     นอกจากนี้ ยังมี Design & Innovation Clinic เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับคำปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ระหว่างภาคเอกชน โดยมี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนการเชื่อมโยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

     ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานมาจากทั้งกรุงเทพมหานครและภูมิภาค อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการจากหลากหลายพื้นที่กับพันธมิตรทางธุรกิจ

ชูภูมิปัญญาไทย สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน

     ภายในงานยังมีนิทรรศการพิเศษ “ภูมิปัญญาไทยสู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยให้สามารถพัฒนาเข้าสู่รูปแบบร่วมสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

     ป​ระชาชนที่เข้าร่วมงานยังสามารถเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องประดับ ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้และของตกแต่งบ้าน ตลอดจนผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

รวมสินค้าไทยจาก 76 จังหวัด กว่า 200 บูธ

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 คือการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ารักษ์โลกจากผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 บูธ รวมสินค้าและผลิตภัณฑ์กว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัด แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. กลุ่มอาหาร
     อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็งและอาหารแปรรูป ผักและผลไม้แปรรูป ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส รวมถึง Future Food และ Super Food

2. กลุ่มเครื่องดื่ม
     กาแฟและเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

3. กลุ่มแฟชั่น เครื่องหนัง และเครื่องประดับ
     กระเป๋าจากใยตาล กระจูด รองเท้าจากเศษยางเหลือทิ้ง และสินค้าแฟชั่นจากวัสดุธรรมชาติที่ออกแบบให้มีความร่วมสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย
     ผ้าย้อมสีธรรมชาติและผ้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น

5. กลุ่มเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์
     ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ เศษไม้ รวมถึงการนำขยะกลับมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

6. กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
     เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

เปิดพื้นที่เรียนรู้เรื่องความยั่งยืน

     นอกจากการซื้อขายสินค้าแล้ว งานยังจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป โดยมีเวทีเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ เช่น “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน” “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” และ “รายได้จากความยั่งยืน”

     ทุกวันตั้งแต่เวลา 13.00 น. มีเวทีเสวนาและกิจกรรม Workshop อาทิ การเพ้นท์กระถางและปลูกต้นไม้กลับบ้าน การทำ SEED BOMB หรือลูกระเบิดเมล็ดพันธุ์ รวมถึงช่วงนาทีทองจากผู้ประกอบการ และการแสดงดนตรีสดในช่วงเย็น

     ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถทดลองทำผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

เดินหน้าต่อเนื่องปีที่ 4 เชื่อมสินค้าไทยกับเป้าหมาย SDGs

     การจัดงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยต่อยอดจากแนวคิด BCG ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 มีเป้าหมายเพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ในทุกภูมิภาค

     การดำเนินงานสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth: MOC+”

     กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

เชิญร่วมงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2026

     ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ที่กำลังมองหาสินค้าไทยไปจำหน่าย สามารถเข้าร่วมงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • วันที่: 21–23 สิงหาคม 2569

  • สถานที่: Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

  • เวลา: กิจกรรมภายในงานตามกำหนดการของผู้จัดงาน

  • กิจกรรมเด่น: จำหน่ายสินค้าไทยกว่า 1,000 รายการ, Business Matching, Design & Innovation Clinic, Workshop, เวทีเสวนา และการแสดงดนตรี

  • เป้าหมาย Business Matching: สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

  • ติดตามข้อมูล: Facebook Local SDGs+

Read More
สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาฯ สคส. รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาฯ สคส. รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

“พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ” เลขาฯ สคส. คว้ารางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

สุรพงศ์ เปล่งขำ

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รับโล่ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จากสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม หลังผ่านเกณฑ์ด้านความคิดสร้างสรรค์ ธรรมาภิบาล และการทำประโยชน์เพื่อสังคม

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลที่มีผลงานและการดำเนินงานที่สร้างสรรค์ ยึดหลักธรรมาภิบาล และทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง​ การได้รับรางวัลดังกล่าวสะท้อนอีกหนึ่งบทบาทของ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการขับเคลื่อนภารกิจการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ควบคู่กับการดำเนินงานที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม

    สำหรับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” มีหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การมีความคิดและการกระทำที่สร้างสรรค์ การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการทำความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีบุคคลและองค์กรที่ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 86 ราย

     รางวัลดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเชิดชูบุคคลและองค์กรที่ทำความดีเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการส่งต่อแนวคิด แรงบันดาลใจ และพลังเชิงบวกไปสู่สังคม เพื่อส่งเสริมให้การทำความดี การเสียสละ และการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     ในส่วนของ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ

     การได้รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จึงถือเป็นอีกหนึ่งการยกย่องบทบาทของผู้บริหารภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบต่อสังคมในยุคดิจิทัล

     ทั้งนี้ แนวคิดของการมอบรางวัลยังมุ่งสร้างต้นแบบของบุคคลและองค์กรที่ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหวังให้ผู้ได้รับการยกย่องสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการทำความดีและการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ส่วนรวมในวงกว้าง

     สำหรับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนต่อระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาสังคมดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อข้อมูลของประชาชน

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER