“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมบุคคลหลากวงการ ร่วมยกย่องต้นแบบความดีและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

“สมเด็จธงชัย” ร่วมเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ งาน “แม่ของแผ่นดิน 2569” ด้าน “มาดามเอมมี่” ร่วมเชิดชูบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นพลังแห่งการเสียสละและความรับผิดชอบ

แม่ของแผ่นดิน 2569

     “แม่ของแผ่นดิน 2569” จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบจากหลากหลายวงการ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม โดยมี “สมเด็จธงชัย” เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ “นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ” หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน ร่วมขับเคลื่อนเวทีส่งต่อคุณค่าของความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการทำความดีเพื่อส่วนรวม

     เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และสังคม พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

     ไฮไลต์สำคัญของงานได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีมงคล โดยมีพระเถรานุเถระเข้าร่วมพิธี อาทิ พระราชวชิรโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และรองเจ้าคณะภาค 14, พระครูสุนทรธรรมประยุต (หลวงพ่อรวย กนฺตสาโร) และ พระราชวัชราทร (เจ้าคุณโชคดี) เจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย ร่วมประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมงาน

     ภายในงานยังมี พิธีมอบเหรียญพระราชทานและรางวัลท้าวเวสสุวรรณ “แม่ของแผ่นดิน” แก่บุคคลต้นแบบผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำความดี เสียสละ และสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม

     นอกจากนี้ ยังมีพิธีประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการบริหาร ธุรกิจ การทำคุณประโยชน์ ศิลปวัฒนธรรม และคุณธรรมต้นแบบ สะท้อนถึงบทบาทของบุคคลที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามและเป็นแบบอย่างแก่สังคมไทย

“แม่ของแผ่นดิน 2569” รวมพลังบุคคลหลากหลายวงการ

     บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน พระสงฆ์ นักธุรกิจ ศิลปิน นักแสดง และบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วม เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติ

   สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มี รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์การจัดงาน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และ นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการจัดงาน โดยมีคณะทำงานและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดันให้งาน “แม่ของแผ่นดิน” เป็นเวทีสำหรับยกย่องบุคคลผู้ทำความดีและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

     รายชื่อคณะกรรมการจัดงาน.มี นายเชษฐา พี. เซียว ตง เป็นประธานจัดงาน, นางสาวลักษณาวัลย์ เหมอุปถัมภ์ จาก MONDAY EXPRESS GROUP เป็นประธานร่วมอำนวยการจัดงาน รวมถึงคณะกรรมการ ได้แก่ นายอาณิติ วัชรางกูร ณ เชียงใหม่, พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทาวรปัญญา, พลตำรวจเอก อรรพชัย อุทกศิริ, พลตำรวจตรี พินิต มณีรัตน์, ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์, นางสาวสุชาดา จันทร์ขอนแก่น, นางสาววันมะนี พอนสะหวัน, นายภัควัฒน์ ธรรมครุฑทิพย์, นายชวเลิศ วีไล กรรมการและเลขานุการ รวมถึง นางจงชนก พัชรประกากร และ ดร.พรทิพย์ เตชะพาทพงษ์ ในฐานะกรรมการ

“มาดามเอมมี่” ชูต้นแบบความดี ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น

     นางสาวนภัค บุญณัชนิธินาถ หรือ “มาดามเอมมี่” ประธานอำนวยการจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานคือการมองว่า “บุคคลต้นแบบ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ได้รับรางวัล แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี

     โดยเฉพาะเรื่อง ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบการจัดงานที่เปิดพื้นที่ให้บุคคลจากหลากหลายอาชีพและสาขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยข้อมูลโครงการระบุว่ามีการมอบรางวัลในหลายประเภท อาทิ รางวัลท้าวเวสสุวรรณ รางวัลพญาราชสีห์ รางวัลหัตถาครองพิภพ และรางวัลแม่ของแผ่นดิน รวมถึงรางวัลด้านคุณธรรมต้นแบบและการทำคุณประโยชน์

“แม่ของแผ่นดิน 2569” ส่งต่อพลังแห่งการทำความดี

     การจัดงาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการมอบรางวัลหรือประกาศเกียรติคุณ แต่ยังต้องการสร้างพื้นที่สำหรับการยกย่องผู้ที่ทำความดีและทำประโยชน์เพื่อสังคม พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการเสียสละ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

    ภายในงานยังสะท้อนความร่วมมือของบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีบทบาทด้านศาสนาและสังคม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนแนวคิดการสร้างต้นแบบของการทำความดี

     สำหรับผู้ได้รับรางวัลในโครงการ “แม่ของแผ่นดิน” ประจำปี 2569 มีบุคคลจากหลายสาขาเข้ารับการเชิดชูเกียรติ โดยรายชื่อที่เผยแพร่ล่วงหน้าระบุผู้ได้รับรางวัลในกลุ่ม “แม่ของแผ่นดิน แม่ผู้ให้” จำนวน 48 รางวัล และรางวัลประเภทอื่น ๆ อีกหลายสาขา

     งาน “แม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2569” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังของการทำความดีและการตอบแทนสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อร่วมกันต่อยอดแนวคิดดังกล่าวสู่การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและน่าอยู่ต่อไป

Read More
“ช้อปอย่างมีคุณค่า” Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 รวมสินค้าไทยรักษ์โลกจาก 76 จังหวัด

“ช้อปอย่างมีคุณค่า” Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 รวมสินค้าไทยรักษ์โลกจาก 76 จังหวัด

“พาณิชย์” เปิด Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 ผนึกพลังรัฐ–เอกชน ดัน SMEs ไทยสู่ตลาดยั่งยืน จับคู่ธุรกิจตั้งเป้าเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท

Thailand Local SDGs Plus Expo 2026

     กรุงเทพมหานคร – กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” เวทีส่งเสริมสินค้าและผู้ประกอบการไทยตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยง ตลาด นวัตกรรม ผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภค เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

     งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยนำผู้ประกอบการศักยภาพจากทั่วประเทศกว่า 200 ราย มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากว่า 1,000 รายการ พร้อมกิจกรรม Business Matching, Design & Innovation Clinic การให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาสินค้าและแบรนด์ ตลอดจนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ

     พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ Hall 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“MOC+” เดินหน้าสินค้าไทยตอบโจทย์ SDGs

     นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจการค้าภายใต้วิสัยทัศน์ “MOC+” หรือ eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการในภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ให้สามารถผลิตและพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs

     ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาและคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถปรับตัวและใช้แนวทางความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

     กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนรวบรวมและจัดทำข้อมูลสินค้า SDGs เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชนในการขยายช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพื่อผลักดันสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

    นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการไทยที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

จากพื้นที่จำหน่ายสินค้า สู่พื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ

     หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 คือการยกระดับงานแสดงสินค้าให้มากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาศักยภาพ สร้างเครือข่าย และต่อยอดเข้าสู่ตลาดใหม่

     ภายในงานมีการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และคู่ค้าต่างชาติ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

     นอกจากนี้ ยังมี Design & Innovation Clinic เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับคำปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

     อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ระหว่างภาคเอกชน โดยมี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนการเชื่อมโยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

     ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานมาจากทั้งกรุงเทพมหานครและภูมิภาค อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดเชียงราย จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการจากหลากหลายพื้นที่กับพันธมิตรทางธุรกิจ

ชูภูมิปัญญาไทย สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน

     ภายในงานยังมีนิทรรศการพิเศษ “ภูมิปัญญาไทยสู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยให้สามารถพัฒนาเข้าสู่รูปแบบร่วมสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

     ป​ระชาชนที่เข้าร่วมงานยังสามารถเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องประดับ ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้และของตกแต่งบ้าน ตลอดจนผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

รวมสินค้าไทยจาก 76 จังหวัด กว่า 200 บูธ

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 คือการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ารักษ์โลกจากผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 บูธ รวมสินค้าและผลิตภัณฑ์กว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัด แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. กลุ่มอาหาร
     อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็งและอาหารแปรรูป ผักและผลไม้แปรรูป ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส รวมถึง Future Food และ Super Food

2. กลุ่มเครื่องดื่ม
     กาแฟและเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

3. กลุ่มแฟชั่น เครื่องหนัง และเครื่องประดับ
     กระเป๋าจากใยตาล กระจูด รองเท้าจากเศษยางเหลือทิ้ง และสินค้าแฟชั่นจากวัสดุธรรมชาติที่ออกแบบให้มีความร่วมสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย
     ผ้าย้อมสีธรรมชาติและผ้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น

5. กลุ่มเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์
     ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ เศษไม้ รวมถึงการนำขยะกลับมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

6. กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
     เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

เปิดพื้นที่เรียนรู้เรื่องความยั่งยืน

     นอกจากการซื้อขายสินค้าแล้ว งานยังจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป โดยมีเวทีเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ เช่น “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน” “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” และ “รายได้จากความยั่งยืน”

     ทุกวันตั้งแต่เวลา 13.00 น. มีเวทีเสวนาและกิจกรรม Workshop อาทิ การเพ้นท์กระถางและปลูกต้นไม้กลับบ้าน การทำ SEED BOMB หรือลูกระเบิดเมล็ดพันธุ์ รวมถึงช่วงนาทีทองจากผู้ประกอบการ และการแสดงดนตรีสดในช่วงเย็น

     ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถทดลองทำผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

เดินหน้าต่อเนื่องปีที่ 4 เชื่อมสินค้าไทยกับเป้าหมาย SDGs

     การจัดงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยต่อยอดจากแนวคิด BCG ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 มีเป้าหมายเพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ในทุกภูมิภาค

     การดำเนินงานสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth: MOC+”

     กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า Thailand Local SDGs Plus Expo 2026 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

เชิญร่วมงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2026

     ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ที่กำลังมองหาสินค้าไทยไปจำหน่าย สามารถเข้าร่วมงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

  • วันที่: 21–23 สิงหาคม 2569

  • สถานที่: Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

  • เวลา: กิจกรรมภายในงานตามกำหนดการของผู้จัดงาน

  • กิจกรรมเด่น: จำหน่ายสินค้าไทยกว่า 1,000 รายการ, Business Matching, Design & Innovation Clinic, Workshop, เวทีเสวนา และการแสดงดนตรี

  • เป้าหมาย Business Matching: สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

  • ติดตามข้อมูล: Facebook Local SDGs+

Read More
สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาฯ สคส. รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาฯ สคส. รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

“พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ” เลขาฯ สคส. คว้ารางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

สุรพงศ์ เปล่งขำ

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รับโล่ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จากสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม หลังผ่านเกณฑ์ด้านความคิดสร้างสรรค์ ธรรมาภิบาล และการทำประโยชน์เพื่อสังคม

     พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลที่มีผลงานและการดำเนินงานที่สร้างสรรค์ ยึดหลักธรรมาภิบาล และทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง​ การได้รับรางวัลดังกล่าวสะท้อนอีกหนึ่งบทบาทของ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการขับเคลื่อนภารกิจการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ควบคู่กับการดำเนินงานที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม

    สำหรับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” มีหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การมีความคิดและการกระทำที่สร้างสรรค์ การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการทำความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีบุคคลและองค์กรที่ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 86 ราย

     รางวัลดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเชิดชูบุคคลและองค์กรที่ทำความดีเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการส่งต่อแนวคิด แรงบันดาลใจ และพลังเชิงบวกไปสู่สังคม เพื่อส่งเสริมให้การทำความดี การเสียสละ และการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     ในส่วนของ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจ

     การได้รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จึงถือเป็นอีกหนึ่งการยกย่องบทบาทของผู้บริหารภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบต่อสังคมในยุคดิจิทัล

     ทั้งนี้ แนวคิดของการมอบรางวัลยังมุ่งสร้างต้นแบบของบุคคลและองค์กรที่ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหวังให้ผู้ได้รับการยกย่องสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการทำความดีและการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ส่วนรวมในวงกว้าง

     สำหรับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจในการเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และร่วมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนต่อระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาสังคมดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อข้อมูลของประชาชน

Read More
สมาคมหนังสือพิมพ์ฯ​ หนุน​ MARINE DIVE X ECO SUPREME เดินหน้า O.K. NO TRASH 2026 ชวนอาสากว่า 150 คนรักษ์ทะเล

สมาคมหนังสือพิมพ์ฯ​ หนุน​ MARINE DIVE X ECO SUPREME เดินหน้า O.K. NO TRASH 2026 ชวนอาสากว่า 150 คนรักษ์ทะเล

25 ปี O.K. NO TRASH ผนึกพลังอาสาดำน้ำ–เก็บขยะชายหาดเกาะล้าน เดินหน้าสู่กิจกรรมปลอดคาร์บอน

O.K. NO TRASH 2026

     โครงการ O.K. NO TRASH 2026 เดินหน้าสู่ปีที่ 25 ของกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “The Last Piece of Trash” เตรียมรวมพลังอาสาสมัครกว่า 150 คน จัดกิจกรรมดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเลและเก็บขยะชายหาด ณ หาดตาแหวน เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 พร้อมขับเคลื่อนรูปแบบกิจกรรมที่มุ่งลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างต้นแบบกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลที่ให้ความสำคัญทั้งการจัดการขยะและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

     กิจกรรม O.K. NO TRASH ดำเนินงานต่อเนื่องมาแล้วกว่า 24 ปี และในปี 2569 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 โดยมุ่งสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่ง และสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงของอาสาสมัคร

     การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจาก สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งบริเวณชายฝั่งและใต้ท้องทะเล

ผนึก MARINE DIVE–ECO SUPREME จัดกิจกรรมอนุรักษ์ทะเล

     เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 15.15 น. มีการแถลงข่าวการจัดกิจกรรม O.K. NO TRASH 2026 ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ ECO SUPREME เสื้อรักษ์โลก ซึ่งได้รับการรับรองฉลาก Carbon Footprint Products จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization: TGO) จำนวน 3 ฉลาก

     การแถลงข่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง โครงการ O.K. NO TRASH 2026 โดย นายศรุต จุฑาศานต์ ผู้อำนวยการสถาบันสอนดำน้ำ MARINE DIVE กับ ECO SUPREME โดย นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และเจ้าของแบรนด์ ECO SUPREME ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นางมนธิดา มาลาบุปผา ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บริษัท แกรนดี้ อีโค ซูพรีม จำกัด ร่วมในพิธี

     สำหรับสถานที่แถลงข่าวคือสำนักงานใหญ่ บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด ณ อาคารชัยวรา เลขที่ 819 ซอยกิ่งจันทน์ ถนนสุดประเสริฐ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร

ชู “The Last Piece of Trash” รวมพลังอาสากว่า 150 คน

     สำหรับกิจกรรม O.K. NO TRASH 2026 ภายใต้แนวคิด “The Last Piece of Trash” กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 ณ บริเวณ หาดตาแหวน เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

  • SCUBA DIVING กิจกรรมดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเล

  • FREEDIVING กิจกรรมดำน้ำแบบกลั้นหายใจเพื่อเก็บขยะ

  • BEACH CLEAN-UP กิจกรรมเดินเก็บขยะบริเวณชายหาด

     กิจกรรมทั้งหมดมุ่งเน้นการจัดงานในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ Carbon Neutral Event หรือกิจกรรมที่ลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

     นายศรุต จุฑาศานต์ ผู้อำนวยการสถาบันสอนดำน้ำ MARINE DIVE กล่าวว่า การดำน้ำเก็บขยะใต้ท้องทะเลจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ทักษะ ความสามารถ และความเสียสละของอาสาสมัคร เพราะการเก็บขยะใต้ทะเลต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของนักดำน้ำและการไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล

     นายศรุตกล่าวว่า โครงการ O.K. NO TRASH ถือเป็นกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมในรูปแบบ Carbon Neutral Event เพื่อสร้างต้นแบบกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลที่ไม่ได้มุ่งเพียงการนำขยะออกจากทะเลและชายหาด แต่ยังคำนึงถึงการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดกิจกรรมด้วย

ECO SUPREME ใช้ผ้าเหลือผลิตเสื้ออาสาสมัคร

     ด้าน ECO SUPREME นำ Surplus Fabric หรือผ้าที่ผลิตเกินความต้องการ ซึ่งเป็นผ้าใหม่ที่มีคุณภาพและยังไม่ได้ผ่านการใช้งาน มาผลิตเป็นเสื้อสำหรับมอบให้อาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน ภายใต้แนวคิด “USE WHAT EXISTS” หรือ “ใช้สิ่งที่มี ก่อนผลิตสิ่งใหม่”

     แนวคิดดังกล่าวมุ่งลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตเสื้อผ้าใหม่ ทั้งการใช้น้ำ พลังงาน และวัตถุดิบ พร้อมนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยยังคงรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และสามารถนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ชดเชยคาร์บอน 10 ตัน มุ่งสู่กิจกรรมปลอดคาร์บอน

     โครงการ O.K. NO TRASH 2026 ยังได้รับการสนับสนุนด้านคาร์บอนเครดิตและการคำนวณปริมาณการชดเชยคาร์บอน จำนวน 10 ตัน จาก มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน (Clean Energy for Peoples Foundation) ภายใต้การรับรองและแนวทางของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO

     การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความพยายามของผู้จัดงานในการนำแนวคิดด้านการลดและชดเชยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอนุรักษ์ทะเล เพื่อให้การจัดกิจกรรมเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

รวมภาคีเครือข่ายร่วมอนุรักษ์ทะเล

     โครงการ O.K. NO TRASH 2026 ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานและองค์กร ได้แก่ เมืองพัทยา, SSI BLUE OCEANS, 360 Water Sport Thailand, EASTERN GRAND PALACE PATTAYA, LAST SEA RESORT, WORITA COVE HOTEL, BEACH PARK, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100), สมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย), สมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย, สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA), สมาคมการค้าพลังงานขยะ (WETA), สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย, กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน รวมถึงหน่วยงานและองค์กรพันธมิตรอีกหลายภาคส่วน

     ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ รับข้อเสนอสนับสนุนประชาสัมพันธ์

     ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 คณะผู้จัดโครงการ O.K. NO TRASH 2026 ได้เข้าพบ นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อหารือและนำเสนอรายละเอียดการจัดกิจกรรม พร้อมขอรับการสนับสนุนและความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

      สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุถึงความสำคัญของการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมชื่นชมความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมกันพิทักษ์ ปกปัก และรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืนในระยะยาว

     สำหรับโครงการ O.K. NO TRASH การดำเนินกิจกรรมตลอด 25 ปีสะท้อนให้เห็นถึงพลังของอาสาสมัครและภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้การเก็บขยะใต้ทะเลและชายหาดไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และส่งต่อทะเลที่สะอาดให้แก่คนรุ่นต่อไป

ข้อมูลกิจกรรม O.K. NO TRASH 2026

ชื่อกิจกรรม: O.K. NO TRASH 2026
แนวคิด: “The Last Piece of Trash”
วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
สถานที่: หาดตาแหวน เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
กิจกรรม: SCUBA DIVING, FREEDIVING และ BEACH CLEAN-UP
จำนวนอาสาสมัคร: มากกว่า 150 คน
แนวทางสิ่งแวดล้อม: มุ่งสู่ Carbon Neutral Event
การชดเชยคาร์บอน: 10 ตัน

     O.K. NO TRASH 2026 คือกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลที่เดินหน้าสู่ปีที่ 25 โดยนำพลังของอาสาสมัคร ภาคเอกชน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ภาคการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และภาคีเครือข่าย มาร่วมกันเก็บขยะใต้ทะเลและชายหาด พร้อมนำแนวคิดการลดและชดเชยคาร์บอนมาใช้ เพื่อสร้างต้นแบบกิจกรรมอนุรักษ์ทะเลที่ให้ความสำคัญทั้ง “การเก็บขยะ” และ “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ไปพร้อมกัน

Read More
ศิลปกรรมฯ​ สวนสุนันทา–IIFM Milano สร้างประสบการณ์ Luxury Education พาผู้บริหาร–ดีไซเนอร์เรียนรู้ Design, Culture และ Art of Living

ศิลปกรรมฯ​ สวนสุนันทา–IIFM Milano สร้างประสบการณ์ Luxury Education พาผู้บริหาร–ดีไซเนอร์เรียนรู้ Design, Culture และ Art of Living

ครั้งแรกที่​ ศิลปกรรมศาสตร์​ ​สวนสุนันทา! ผนึก IIFM อิตาลี เปิดหลักสูตร Luxury Management พาผู้เรียนเจาะลึก Made in Italy

Experience the Italian Essence

      คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผนึก Italian Institute of Fashion Management (IIFM) จากมิลาน เปิดหลักสูตร “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” พาผู้ประกอบการ นักออกแบบ และบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เรียนรู้แฟชั่น ลักชัวรี ดีไซน์ และวัฒนธรรมอิตาลีจากสถานที่จริง พร้อมรับ Joint Certificate จาก 2 สถาบัน

     กรุงเทพฯ — คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เดินหน้าขยายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ด้วยการจับมือกับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) สถาบันด้านการจัดการแฟชั่นและธุรกิจลักชัวรีจากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เปิดตัวโครงการอบรมผู้บริหารระดับสูงนานาชาติ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” เพื่อพาผู้ประกอบการ นักออกแบบ ครีเอทีฟ และบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยไปเรียนรู้แฟชั่น ลักชัวรี การออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของอิตาลีจากสถานที่จริงในเมืองมิลานและพื้นที่ตอนเหนือของประเทศอิตาลี

     โครงการ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน “Exclusive Press Conference & Private Studio Visit with the Italian Institute of Fashion Management (IIFM), Italy” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมี ดร.ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน

     ขณะที่ Dr. Luca Fortuna ประธาน Italian Institute of Fashion Management (IIFM) กล่าวเปิดงานและแนะนำบทบาทของ IIFM พร้อมด้วย Dr. Nicola Guerini คณบดี ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการทั่วไปของ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) ซึ่งร่วมเสวนาในหัวข้อ “Italian Excellence in Fashion, Luxury and Creative Industries” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่น ลักชัวรี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

     ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก Dr. Lorenzo Vermigli รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ในฐานะผู้แทน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย เข้าร่วมงานและแสดงความยินดีกับความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)

เปิดประสบการณ์เรียนรู้ Italian Luxury ถึงมิลาน

     โครงการ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 รวม 10 วัน 8 คืน ในเมืองมิลาน เมืองฟรันชาคอร์ตา (Franciacorta) และทะเลสาบโคโม (Lake Como) ประเทศอิตาลี

      หลักสูตรได้รับการออกแบบภายใต้ 4 เสาหลักของการเรียนรู้ ได้แก่ Design, Gastronomy, Culture และ Art of Living โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงเดินทางไปศึกษาดูงาน แต่ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง หรือ Immersive Learning ตั้งแต่กลยุทธ์การบริหารแบรนด์ลักชัวรี กระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ งานฝีมืออิตาเลียน ไปจนถึงวัฒนธรรมและแนวคิดการสร้างคุณค่าของแบรนด์อิตาลี

     ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า “Experience the Italian Essence” ได้รับการออกแบบให้แตกต่างจากการศึกษาดูงานทั่วไป โดยเน้นการเรียนรู้จากสถานที่จริงและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดกับธุรกิจ แบรนด์ และงานสร้างสรรค์ของตนเอง

     หัวใจของหลักสูตรประกอบด้วยการบรรยายโดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) การเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือในรูปแบบ Private Access รวมถึงการแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแฟชั่นและลักชัวรี

4 เสาหลักการเรียนรู้ เชื่อม Design–Gastronomy–Culture–Art of Living

     กิจกรรมตลอดหลักสูตรแบ่งออกเป็นประสบการณ์สำคัญ ได้แก่

     Academic Sessions & Workshop — เรียนรู้กลยุทธ์การบริหารแบรนด์ลักชัวรี การสร้างคุณค่าแบรนด์ และกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ โดยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญของ IIFM

     Private Studio & Atelier Visits — เยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบและอาเทลิเยร์งานฝีมือชั้นสูงในรูปแบบ Private Access ในย่าน Quadrilatero della Moda ซึ่งเป็นย่านแฟชั่นสำคัญของเมืองมิลาน พร้อมเรียนรู้แนวคิดด้านการค้าปลีกผ่านการเยี่ยมชม Fidenza Village

     Michelin Dining & Wine Immersion — เปิดประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมการรับประทานอาหารระดับมิชลิน รวมถึงเรียนรู้วัฒนธรรมไวน์ในเมือง ฟรันชาคอร์ตา (Franciacorta)

     Cultural & Lifestyle Journey — เรียนรู้ศิลปะ งานออกแบบ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนผ่านประสบการณ์ในพื้นที่ ทะเลสาบโคโม (Lake Como)

     นอกจากนี้ ผู้ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการจะได้รับ International Joint Certificate หรือประกาศนียบัตรร่วมระดับนานาชาติจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)

IIFM ชูความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย

     ตามข้อมูลของโครงการ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) ระบุว่า ความร่วมมือกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นความร่วมมือครั้งแรกของ IIFM กับสถาบันอุดมศึกษาของไทย

      โครงการ “Experience the Italian Essence” จึงถูกวางให้เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารและบุคลากรในอุตสาหกรรมลักชัวรีที่ต้องการเรียนรู้แนวคิด Italian Luxury จากแหล่งกำเนิด ผ่านการเรียนรู้ด้านกลยุทธ์แบรนด์ วัฒนธรรม มรดกทางศิลปะ งานฝีมือ และแนวคิด Made in Italy

      ด้าน Dr. Nicola Guerini คณบดี ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการทั่วไปของ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) ซึ่งรับหน้าที่ผู้อำนวยการหลักสูตร (Course Director) ระบุว่า หลักสูตรได้รับการออกแบบตามแนวทางการเรียนรู้ของ IIFM เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจทั้งกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ วัฒนธรรม มรดก และคุณค่าของแนวคิด Made in Italy ผ่านประสบการณ์ตรง

เชื่อมองค์ความรู้จากอิตาลีสู่ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

      ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับการเรียนรู้ด้านศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัสองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและบริบทของอุตสาหกรรมระดับโลกโดยตรง

     “นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมลักชัวรี ที่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในอิตาลี และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับธุรกิจและแบรนด์ของตนเอง” ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าว

     ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วย ผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) นักออกแบบและครีเอทีฟ (Designers & Creatives) ผู้บริหารในธุรกิจบริการและวัฒนธรรม รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน

     การเปิดตัว “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน แฟชั่น ลักชัวรี การออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างประเทศไทยและอิตาลี ผ่านรูปแบบการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเป็นอีกก้าวของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในการขยายเครือข่ายทางวิชาการระดับนานาชาติ

ข้อมูลโครงการ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026”

  • ชื่อโครงการ: Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026

  • ผู้จัด: คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)

  • สถานที่: เมืองมิลาน ฟรันชาคอร์ตา และทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

  • ระยะเวลา: 19–28 ตุลาคม 2569

  • จำนวน: 10 วัน 8 คืน

  • ภาษาที่ใช้: ภาษาอังกฤษ

  • ประกาศนียบัตร: International Joint Certificate จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ IIFM

  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ครีเอทีฟ ผู้บริหารธุรกิจบริการและวัฒนธรรม คณาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ

ติดต่อสอบถามและสมัคร

     คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

เว็บไซต์: far.ssru.ac.th
โทรศัพท์: 061-916-9651
อีเมล: pr.far@ssru.ac.th
LINE Application: สแกน QR Code จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์โครงการ

เกี่ยวกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

     คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) เป็นหน่วยงานด้านการศึกษาศิลปะและการออกแบบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มุ่งพัฒนาการเรียนการสอนและความร่วมมือทางวิชาการทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะด้านศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เกี่ยวกับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)

     Italian Institute of Fashion Management (IIFM) เป็นสถาบันด้านการจัดการแฟชั่นและธุรกิจลักชัวรี ตั้งอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมี Dr. Nicola Guerini ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการทั่วไปของสถาบัน พร้อมเครือข่ายคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับนานาชาติ

     ข้อมูลโครงการระบุถึงประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก อาทิ Cartier, Bulgari, Giorgio Armani, TOD'S Group, Valentino, ETRO และ Trussardi


Experience the Italian Essence คืออะไร?
เป็นโครงการอบรมผู้บริหารนานาชาติที่จัดโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ Italian Institute of Fashion Management หรือ IIFM จากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยพาผู้เรียนไปสัมผัสองค์ความรู้ด้านแฟชั่น ลักชัวรี ดีไซน์ ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของอิตาลีจากสถานที่จริง

Experience the Italian Essence จัดขึ้นเมื่อไร?
โครงการ Milan Edition 2026 มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 รวม 10 วัน 8 คืน

หลักสูตร Experience the Italian Essence เรียนที่ไหน?
ผู้เข้าร่วมจะเรียนรู้และทำกิจกรรมใน เมืองมิลาน ฟรันชาคอร์ตา และทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

ใครสามารถสมัครหลักสูตรนี้ได้?
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบการ นักออกแบบและครีเอทีฟ ผู้บริหารธุรกิจบริการและวัฒนธรรม คณาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ

เรียนจบแล้วได้รับอะไร?
ผู้ผ่านโครงการจะได้รับ Joint Certificate หรือประกาศนียบัตรร่วมจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (SSRU) และ Italian Institute of Fashion Management (IIFM)

หลักสูตรนี้สอนเป็นภาษาอะไร?
ใช้ ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ร่วมกับ Italian Institute of Fashion Management (IIFM) จากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เปิดโครงการ “Experience the Italian Essence: Milan Edition 2026” สำหรับผู้ประกอบการ นักออกแบบ ครีเอทีฟ ผู้บริหารธุรกิจบริการและวัฒนธรรม รวมถึงคณาจารย์และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบ โดยมีกำหนดเดินทางไปเรียนรู้ที่มิลาน ฟรันชาคอร์ตา และทะเลสาบโคโม ระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 รวม 10 วัน 8 คืน เนื้อหาครอบคลุม Design, Gastronomy, Culture และ Art of Living พร้อมกิจกรรม Academic Sessions & Workshop, Private Studio & Atelier Visits, Michelin Dining & Wine Immersion และ Cultural & Lifestyle Journey ผู้ผ่านโครงการจะได้รับ Joint Certificate จาก SSRU และ IIFM


#ExperienceTheItalianEssence #MilanEdition2026 #สวนสุนันทา #SSRU #IIFM #IIFMMilano #ItalianLuxury #LuxuryManagement #MadeInItaly #Milan #FashionManagement #LuxuryBusiness #CreativeIndustries #ItalianFashion #แฟชั่นอิตาลี #ธุรกิจลักชัวรี #มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

Read More
กองทุน​ ววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพร​​ ทดลองโมเดล Nature Positive Tour เชื่อม Biodiversity–eDNA–Net Zero Tourism สู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง

กองทุน​ ววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพร​​ ทดลองโมเดล Nature Positive Tour เชื่อม Biodiversity–eDNA–Net Zero Tourism สู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง

 

ม.รามคำแหง–สกสว.–บพข. จับมือ AEN ดัน “Nature Positive Tour” ชุมพร สู่ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง

Nature Positive Tour

     กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและวัตกรรม โดย สกสว. และ บพข. ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย หรือ AEN และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร เปิดตัว “Nature Positive Tour” โปรแกรมท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก 3 วัน 2 คืน ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร ดึงนักท่องเที่ยวร่วมสร้างบ้านปลา เก็บขยะชายหาด ดำน้ำอย่างรับผิดชอบ และเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ eDNA เชื่อมงานวิจัย วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และ Carbon Neutral Tourism สู่ต้นแบบ Regenerative Tourism

     ชุมพร – กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) โดยคณาจารย์ นักวิชาการ และนักวิจัยจาก ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึง สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร เปิดตัวโปรแกรม “Nature Positive Tour” การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Tourism ไปสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน และระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

     จุดเด่นของโปรแกรมคือการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้เดินทางมาชมธรรมชาติ แต่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศจริง ทั้งการสร้างและจัดวาง “บ้านปลา” การดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบ การเรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล การเก็บขยะชายหาด การเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และที่สำคัญคือการ เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA (eDNA) ในรูปแบบ วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science)

     ผู้จัดกิจกรรมระบุว่า การนำการเก็บตัวอย่าง eDNA โดยนักท่องเที่ยวและชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในครั้งนี้ ถือเป็น ครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยและการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างไร

จาก Sustainable Tourism สู่ Regenerative Tourism

     ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ประธานคณะทำงานกลั่นกรองแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และกรรมการและเลขานุการคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า แนวคิด Nature Positive ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบ การปกป้องธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้มาเยือนและพฤติกรรมของผู้คน

     เป้าหมายสำคัญคือการมีส่วนร่วมในการหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียธรรมชาติ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยบ้านท้องตมใหญ่ถูกใช้เป็นพื้นที่นำแนวคิดดังกล่าวจากระดับนโยบายและงานวิจัยมาสู่การปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตขณะดำน้ำ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ ไปจนถึงการร่วมสร้างข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ กองทุน ววน. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ Science, Research and Innovation (SRI) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาประเทศ

จากคุมาโมโตะสู่ชุมพร เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกสู่การปฏิบัติจริง

     นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายก สมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนแนวคิดจาก Global Nature Positive Summit 2026 ที่เมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น และ The Kumamoto Declaration เพื่อนำแนวคิด Nature Positive มาประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย

     ทั้งนี้ Global Nature Positive Summit 2026 จัดขึ้นที่เมืองคุมาโมโตะ ระหว่างวันที่ 14–16 กรกฎาคม 2569 และมีการประกาศ Kumamoto Declaration ซึ่งมุ่งเร่งการดำเนินงานเพื่อหยุดและพลิกฟื้นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 โดยอ้างอิงฐานปี 2020 และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (KMGBF)

     นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือการทำให้แนวคิด Nature Positive ไม่หยุดอยู่เพียงในเวทีระดับโลก แต่สามารถแปลงเป็นกิจกรรมที่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวเข้าใจและมีส่วนร่วมได้จริง ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การดำน้ำโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเจ้าของพื้นที่

     การทดลอง Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการค้นหารูปแบบ Nature Positive Tourism ในบริบทประเทศไทย และศึกษาว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถขยายผลไปยังชุมชนท่องเที่ยวอื่นได้อย่างไร

เมื่องานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการ สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวจริง

     ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน, รองศาสตราจารย์ ดร. มาฆมาส สุทธาชีพ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิชิน สืบปาละ, ดร. สิทธิพร เพ็งสกุล และคณะนักวิจัยจาก กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การท่องเที่ยวทางทะเล การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS) และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว

     งานวิจัยที่นำมาประยุกต์ประกอบด้วย โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างและบูรณาการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย รวมถึง โครงการการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์บนเกาะในอ่าวไทย และ โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ระยะที่ 2 (Together NZT Phase 2) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกสว. บพข. และสำนักงานสนับสนุนและเร่งรัดผลสัมฤทธิ์การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.

     การออกแบบกิจกรรมจึงเชื่อมโยงแนวคิด Biodiversity Conservation, Ecosystem Restoration, Carbon Neutral Tourism (CNT), Citizen Science และ Regenerative Tourism ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้และลงมือทำได้จริง

eDNA เปลี่ยนนักท่องเที่ยวเป็น Citizen Scientist

    ไฮไลต์สำคัญของ Nature Positive Tour คือการให้นักท่องเที่ยวและชุมชนร่วม เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อนำไปวิเคราะห์ eDNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหรือดิน การวิเคราะห์ตัวอย่างดังกล่าวสามารถใช้ตรวจสอบชนิดและการกระจายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจับหรือสังเกตสิ่งมีชีวิตโดยตรง

    กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงกับองค์ความรู้จาก ANEMONE (All Nippon eDNA Monitoring Network) เครือข่ายการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพด้วย eDNA ของญี่ปุ่น ซึ่งมี มหาวิทยาลัยโทโฮคุ (Tohoku University) เป็นแกนสำคัญ และเปิดให้ภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ

     หัวใจของการเก็บตัวอย่างคือการรักษามาตรฐานตั้งแต่การเก็บน้ำ การบันทึกข้อมูลพื้นที่ การกรองตัวอย่าง การรักษาสภาพตัวอย่าง และการป้องกันการปนเปื้อน เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่หรือช่วงเวลาได้

    แนวทางดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ชมธรรมชาติ” ไปสู่ Citizen Scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง จากเดิมที่อาจตั้งคำถามว่า “วันนี้เราเห็นปลาอะไรบ้าง?” ไปสู่คำถามที่มีความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรในระยะยาวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกิจกรรมฟื้นฟูที่ดำเนินการอยู่ช่วยให้ระบบนิเวศดีขึ้นจริงหรือไม่

“สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” เชื่อมภูมิปัญญาชุมชนกับวิทยาศาสตร์

     อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ “สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” โดย ว่าที่พันตรี วัชรินทร์ แสวงการ เลขานุการ สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านปลา วิถีชีวิตของสัตว์น้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมลงมือประกอบและนำบ้านปลาไปจัดวางในทะเล

     บ้านปลามีบทบาทในการเพิ่มพื้นที่หลบภัยและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งปลา กุ้ง ปู หอย และสิ่งมีชีวิตอื่นในระบบนิเวศชายฝั่ง

     กิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนความสำคัญของการนำ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาทำงานร่วมกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Knowledge) เพราะการฟื้นฟูทรัพยากรจะมีโอกาสเกิดความต่อเนื่องมากขึ้นเมื่อชุมชนเป็นทั้งผู้ร่วมออกแบบ ผู้ถ่ายทอดความรู้ และผู้ลงมือปฏิบัติ

     นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ รวมถึงเรื่องราวของม้าน้ำและสิ่งมีชีวิตชายฝั่งที่ชุมชนให้ความสำคัญในการดูแล สะท้อนหลักคิดว่า ธรรมชาติที่สมบูรณ์และชุมชนที่เข้มแข็งต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

Silver Gen เปลี่ยนบทบาทจากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ร่วมฟื้นฟูธรรมชาติ

     โปรแกรม Nature Positive Tour ยังเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักท่องเที่ยววัยเกษียณศักยภาพสูง หรือ Silver Gen Travelers จำนวน 16 คน จากคณะศิษย์เก่า โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก รุ่นพะยอม 18–20 ซึ่งประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายอาชีพ อาทิ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการธนาคาร ผู้ประกอบการ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

     ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่นำวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชนมาผสานเข้าด้วยกัน พร้อมร่วมกิจกรรมอนุรักษ์และสนับสนุนทุนทรัพย์เพื่อกิจกรรมอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งของชุมชน

     แนวทางดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ Silver Economy ที่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยววัยเกษียณเข้ากับการสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้การเดินทางไม่ได้จบลงเพียงการพักผ่อน แต่เกิดการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ปลายทาง

“การอนุรักษ์” ต้องสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน

     นายอำพล ธานีครุฑ (ผู้ใหญ่หรั่ง) นายก สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดบทเรียนจากการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ บ้านเกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร โดยเน้นว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ควรเริ่มต้นจากการสร้างกิจกรรมหรือที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้และปรับทัศนคติของคนในชุมชนให้เห็นความสำคัญของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

     เนื่องจากธรรมชาติเป็นฐานสำคัญของวิถีชีวิต อาหาร อาชีพ และรายได้จากการท่องเที่ยว การอนุรักษ์จึงควรสร้างผลลัพธ์ที่ชุมชนสามารถมองเห็นและจับต้องได้

    เมื่อชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรให้มีคุณภาพ พื้นที่มีความน่าสนใจ นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และรายได้กระจายกลับสู่ครัวเรือนและผู้ประกอบการ คนในพื้นที่ก็จะเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง การอนุรักษ์ธรรมชาติ คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน

     แนวคิดนี้จึงเป็นหัวใจของ Community-based Tourism เพราะการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นภาระของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจและประโยชน์ที่ทำให้คนในพื้นที่ต้องการรักษาทรัพยากรด้วยตนเอง

เชื่อม Biodiversity กับ Carbon Neutral Tourism

     Nature Positive Tour ยังเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity เข้ากับ Carbon Neutral Tourism และแนวทาง Net Zero Tourism เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน

     ตลอดโปรแกรมจึงส่งเสริมการลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่การพกกระบอกน้ำส่วนตัวเพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับระบบนิเวศทางทะเล การดำน้ำโดยไม่สัมผัสหรือรบกวนสิ่งมีชีวิต การรับประทานอาหารแบบ “ปิ่นโตรักษ์โลก” เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเลือกอาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

     แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากงานวิจัยด้าน Nature-based Solutions (NbS) และ Net Zero Tourism Pathway ที่มุ่งประเมินและลด Carbon Footprint จากกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและพัฒนาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว

    ดังนั้น Nature Positive Tourism จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “จะท่องเที่ยวอย่างไรให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง?” แต่ขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “จะท่องเที่ยวอย่างไรให้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศดีขึ้นไปพร้อมกัน?”

ชุมพรกับก้าวใหม่ของ Regenerative Tourism

      การเปิดตัว Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร จึงเป็นการทดลองนำแนวคิดการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกมาสู่การปฏิบัติจริง โดยผสาน การท่องเที่ยวโดยชุมชน งานวิจัย วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง eDNA การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เข้าไว้ในประสบการณ์เดียว

     สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่การลดผลกระทบจากการเดินทาง แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของนักท่องเที่ยวจาก “ผู้มาเยือน” เป็น “ผู้มีส่วนร่วม” และ “ผู้ร่วมฟื้นฟู” ขณะที่ชุมชนทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของพื้นที่ ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ และผู้ร่วมกำหนดทิศทางการจัดการทรัพยากร

     เมื่อการท่องเที่ยวสามารถสร้างทั้งรายได้ ความรู้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน Nature Positive Tour จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่กำลังขยับจาก Sustainable Tourism ไปสู่ Regenerative Tourism โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้หลังจากนักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปแล้ว ธรรมชาติ ชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่ยังคงได้รับคุณค่าที่ดีขึ้นจากการเดินทางครั้งนั้น

     Nature Positive Tour ที่บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกที่ผสานการท่องเที่ยวโดยชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ eDNA วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง Carbon Neutral Tourism และ Regenerative Tourism โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมฟื้นฟูทะเลและเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม

Read More
“วราวุธ” ประกาศรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤตการค้าโลก ยกระดับผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยี

“วราวุธ” ประกาศรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤตการค้าโลก ยกระดับผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยี

“วราวุธ” ประกาศเปิดเกมรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าพายุการค้าโลก-ดันลงทุนเทคโนโลยี ชูไทยสู่ฐานผลิตยุคใหม่

     กรุงเทพฯ – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยุคใหม่และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและยั่งยืนในระดับสากล

     นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีมอบ รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญ “พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs

“วราวุธ” ชูยุทธศาสตร์เชิงรุก ยกระดับ SMEs ด้วยเทคโนโลยี

     นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับจากการตั้งรับเป็นการเดินหน้าเชิงรุก ด้วยการสร้างโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Reskill และ Upskill เพิ่มผลิตภาพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

     ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs และสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการที่มีวินัยในการชำระหนี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น พร้อมยกระดับความรู้ด้านการเงิน นวัตกรรม และเทคโนโลยี

     อีกแนวทางสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

รับมือสงครามการค้า ป้องกันสวมสิทธิ์–ทุ่มตลาด

     สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้า กระทรวงอุตสาหกรรม จะดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าและการทุ่มตลาด รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าเป็นรายสินค้า

     นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้สินค้าและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตไทย และลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ

เร่งลงทุน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

     ในด้านการลงทุน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเปิดเกมรุกด้าน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยการปรับกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้มีความสะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการมากขึ้น

     ขณะเดียวกัน จะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

  • เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

  • ยานยนต์สมัยใหม่

  • อาหารแห่งอนาคต

  • พลังงานสะอาด

  • อุตสาหกรรมชีวภาพ

     นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้าง ห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และได้รับประโยชน์จากการยกระดับศักยภาพการผลิตภายในประเทศ

อุตสาหกรรมไทยต้องเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม

     นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจแล้ว นายวราวุธ ศิลปอาชา ยังเน้นย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการพัฒนา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

    เป้าหมายสำคัญคือการนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความทันสมัย แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

“รางวัลอุตสาหกรรม” มากกว่ารางวัล คือมาตรฐานขององค์กรต้นแบบ

     สำหรับ รางวัลอุตสาหกรรม ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 33 ปี นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงรางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นเครื่องสะท้อนมาตรฐานของสถานประกอบการที่มุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพ จนสามารถเป็น Best Practice ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นนายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวถึงผู้ได้รับรางวัลว่า รางวัลอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของผู้ประกอบการที่พร้อมเดินหน้าในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยความวิริยอุตสาหะและการไม่หยุดพัฒนาคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

     พร้อมขอให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและทันสมัยในระดับสากล

162 สถานประกอบการสมัครชิงรางวัล คัดเหลือ 40 ราย

     ด้าน ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพิจารณาคัดเลือกรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การกลั่นกรองคุณสมบัติ การลงพื้นที่ประเมินสถานประกอบการ ไปจนถึงการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

     กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศอย่างแท้จริง พร้อมใช้รางวัลเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้ง คุณภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม

     ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปีนี้มีสถานประกอบการจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกจำนวน 162 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่

     หลังผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น มีสถานประกอบการได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 40 ราย

“ไดกิ้น อินดัสทรีส์” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม

      สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับ รางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม พร้อมได้รับการแต่งตั้งเป็น ทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador

     บทบาทดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทฯ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถนำแนวทางการพัฒนาองค์กรไปประยุกต์ใช้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

     ดร.ณัฐพล รังสิตพล กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกขนาดให้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้นำองค์ความรู้จากองค์กรต้นแบบไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

เปิดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2568”

     ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อถ่ายทอดประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของรางวัลในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณารางวัล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นถึงคุณค่าและบทบาทของรางวัลที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

     ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานการผลิต

     การขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้จากสถานประกอบการต้นแบบ และขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และผลักดันประเทศไทยสู่ ฐานการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ในระดับสากล

Read More

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER