“วราวุธ” ประกาศเปิดเกมรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าพายุการค้าโลก-ดันลงทุนเทคโนโลยี ชูไทยสู่ฐานผลิตยุคใหม่
กรุงเทพฯ – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยุคใหม่และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและยั่งยืนในระดับสากล
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีมอบ รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญ “พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs
“วราวุธ” ชูยุทธศาสตร์เชิงรุก ยกระดับ SMEs ด้วยเทคโนโลยี
นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับจากการตั้งรับเป็นการเดินหน้าเชิงรุก ด้วยการสร้างโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Reskill และ Upskill เพิ่มผลิตภาพ และสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs และสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการที่มีวินัยในการชำระหนี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น พร้อมยกระดับความรู้ด้านการเงิน นวัตกรรม และเทคโนโลยี
อีกแนวทางสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
รับมือสงครามการค้า ป้องกันสวมสิทธิ์–ทุ่มตลาด
สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้า กระทรวงอุตสาหกรรม จะดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าและการทุ่มตลาด รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าเป็นรายสินค้า
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้สินค้าและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตไทย และลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ
เร่งลงทุน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในด้านการลงทุน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเปิดเกมรุกด้าน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยการปรับกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้มีความสะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการมากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
ยานยนต์สมัยใหม่
อาหารแห่งอนาคต
พลังงานสะอาด
อุตสาหกรรมชีวภาพ
นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้าง ห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และได้รับประโยชน์จากการยกระดับศักยภาพการผลิตภายในประเทศ
อุตสาหกรรมไทยต้องเติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม
นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจแล้ว นายวราวุธ ศิลปอาชา ยังเน้นย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการพัฒนา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายสำคัญคือการนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความทันสมัย แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน
“รางวัลอุตสาหกรรม” มากกว่ารางวัล คือมาตรฐานขององค์กรต้นแบบ
สำหรับ รางวัลอุตสาหกรรม ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 33 ปี นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงรางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นเครื่องสะท้อนมาตรฐานของสถานประกอบการที่มุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพ จนสามารถเป็น Best Practice ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นนายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวถึงผู้ได้รับรางวัลว่า รางวัลอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของผู้ประกอบการที่พร้อมเดินหน้าในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยความวิริยอุตสาหะและการไม่หยุดพัฒนาคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
พร้อมขอให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและทันสมัยในระดับสากล
162 สถานประกอบการสมัครชิงรางวัล คัดเหลือ 40 ราย
ด้าน ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพิจารณาคัดเลือกรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การกลั่นกรองคุณสมบัติ การลงพื้นที่ประเมินสถานประกอบการ ไปจนถึงการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศอย่างแท้จริง พร้อมใช้รางวัลเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้ง คุณภาพ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปีนี้มีสถานประกอบการจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกจำนวน 162 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่
หลังผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น มีสถานประกอบการได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 40 ราย
“ไดกิ้น อินดัสทรีส์” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม
สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับ รางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม พร้อมได้รับการแต่งตั้งเป็น ทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador
บทบาทดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทฯ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถนำแนวทางการพัฒนาองค์กรไปประยุกต์ใช้และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ดร.ณัฐพล รังสิตพล กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกขนาดให้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้นำองค์ความรู้จากองค์กรต้นแบบไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
เปิดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี 2568”
ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “รางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อถ่ายทอดประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของรางวัลในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณารางวัล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นถึงคุณค่าและบทบาทของรางวัลที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานการผลิต
การขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้จากสถานประกอบการต้นแบบ และขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และผลักดันประเทศไทยสู่ ฐานการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ในระดับสากล

