ภาษีสุราและยาสูบกับอนาคตสุขภาวะชุมชน เครือข่ายกว่า 3,000 แห่งเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการแก้กฎหมาย สสส.

ชุมชนกว่า 3,000 แห่งค้านแก้ พ.ร.บ. สสส. เรียกร้องรัฐบาลรักษากลไกภาษีสุราและยาสูบเพื่อสุขภาพประชาชน

ร้องรัฐยุติแก้ พ.ร.บ. สสส.

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งประกอบด้วยชุมชนมากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ประกาศจุดยืนเรียกร้องรัฐบาลอนุทินยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 หรือ พ.ร.บ. สสส. ยืนยันกลไกภาษีสุราและยาสูบมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน พร้อมเปิดข้อมูลผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI สูงถึง 7.53 บาทต่อเงินลงทุน 1 บาท

     เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

     เครือข่ายฯ ระบุว่า กลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์ (Earmarked Tax) จากภาษีสุราและยาสูบ เป็นแหล่งสนับสนุนการทำงานสร้างเสริมสุขภาพที่ช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาคนและระบบงาน การสร้างนวัตกรรม การแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) พบว่า เงินลงทุนทุก 1 บาทสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมได้ 7.53 บาท

เครือข่ายกว่า 3,000 ชุมชน ผนึก 4 ภาคส่วนสร้างชุมชนเข้มแข็ง

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุว่า การดำเนินงานของเครือข่ายเกิดจากความร่วมมือของผู้นำจาก 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคประชาชนและองค์กรชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน

     แนวทางการดำเนินงานประกอบด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนานวัตกรรม และการผลักดันนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์จากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมือทางวิชาการ และระบบข้อมูลที่ชุมชนเป็นเจ้าของ

     การทำงานดังกล่าวยังน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาชุมชน ได้แก่ หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แนวคิด “ระเบิดจากข้างใน” และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชน

     ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ระบุว่า การบริหารจัดการงบประมาณดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเป็นการสนับสนุนเสริมการทำงานตามภารกิจประจำของหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่

เปิด 6 ประโยชน์ของกลไกภาษีสุราและยาสูบต่อสุขภาวะชุมชน

     ในแถลงการณ์ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุว่า การสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน สสส. ภายใต้กลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์จากภาษีสุราและยาสูบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่

     1. สร้างกระบวนการทำงานต่อเนื่องและต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่น
     การสนับสนุนระยะยาวช่วยบ่มเพาะคนและพัฒนาระบบงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยงการสร้างเสริมสุขภาพเข้ากับหลักการคำนึงถึงสุขภาพในทุกงานและทุกนโยบาย

     2. เปลี่ยนวิธีคิดและยกระดับการวางแผนพัฒนาชุมชน
     คนในชุมชนท้องถิ่นสามารถปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน ตลอดจนกำหนดเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวตามทิศทางที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนด

     3. เพิ่มบทบาทองค์กรท้องถิ่นและชุมชนในการประสานความร่วมมือ
     องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำท้องที่ และองค์กรชุมชน มีโอกาสทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภายในและภายนอกพื้นที่ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และร่วมกันแก้ไขปัญหาสุขภาพของชุมชน

     4. เสริมศักยภาพชุมชนให้พร้อมรับความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลง
     การเข้าถึงระบบข้อมูล เครื่องมือทางวิชาการ พื้นที่ต้นแบบ และนวัตกรรม ช่วยให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ ประเมินสถานการณ์ ปรับตัว และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

     5. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณและออกแบบการพัฒนาด้วยตนเอง
     งบประมาณสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ตามเป้าหมายและแนวทางที่ชุมชนร่วมกันออกแบบ สะท้อนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสุขภาวะของตนเอง

     6. สร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
     ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ที่แถลงการณ์ระบุ แสดงให้เห็นว่า เงินลงทุนทุก 1 บาทที่สนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ สร้างประโยชน์คืนสู่สังคมได้สูงถึง 7.53 บาท

พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ตั้งแต่ลดบุหรี่ไฟฟ้าถึงจัดการภัยพิบัติ

     แถลงการณ์ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย และออกแบบการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน จนเกิดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการแก้ไขปัญหาเฉพาะประเด็น ทั้งในเขตเมือง พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท และพื้นที่ชนบท

     ตัวอย่างการดำเนินงานครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การลดบุหรี่ไฟฟ้าและลดรายจ่ายในครัวเรือน การดูแลเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ การส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน การจัดการภัยพิบัติ การส่งเสริมอาหารปลอดภัย การควบคุมโรค การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

     นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่า ได้พัฒนาผู้นำชุมชนและผู้นำรุ่นใหม่มากกว่า 400,000 คน ให้มีทักษะเป็นนักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ครอบคลุมบทบาทนักบริหาร นักวิชาการ นักจัดการข้อมูล นักสื่อสาร และนักจัดกระบวนการ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ย้ำจุดยืนขอรัฐบาลยุติแก้ พ.ร.บ. สสส. เพื่อรักษากลไกสร้างเสริมสุขภาพ

     เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ระบุในแถลงการณ์ว่า การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อปกป้ององค์กร เครือข่าย หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องการรักษาภารกิจและกลไกที่ช่วยให้งานสร้างเสริมสุขภาพเข้าถึงประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

     แถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงที่มาของรายได้กองทุน ซึ่งปัจจุบันมาจากกลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์จากภาษีสุราและยาสูบ เครือข่ายฯ จึงขอให้พิจารณาถึงความสำคัญของกลไกดังกล่าวต่อการสนับสนุน รณรงค์ และชักชวนให้ประชาชนสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนผลต่อการดำเนินงานในระดับชุมชนที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง

     พร้อมกันนี้ เครือข่ายฯ อ้างถึงเหตุผลของการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน

     ข้อเรียกร้องสำคัญของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จึงเป็นการขอให้รัฐบาลยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 เพื่อรักษากลไกสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพที่เครือข่ายเห็นว่ามีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพชุมชน สร้างโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

     ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นจุดยืนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ตามแถลงการณ์ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยประเด็นการแก้ไขกฎหมายและผลกระทบต่อกลไกการจัดสรรเงินสนับสนุนยังเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาจากรายละเอียดของร่างกฎหมายและข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกอบกัน


Related Posts
Latest

ช่อง copthai tv สถานีทีวีตำรวจ

Sponsor

AD BANNER